เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 128 คนวิปริตชั่วช้า

            หนีเจียเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นปิดปากโจวชิงหวาไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้เขากล้าสาบานแบบนั้น “เอาละๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้ามิได้หมายความเช่นนั้น”

            หากจะว่ากันตามตรงการถูกจับตัวไปขายให้หอโคมเขียว นับเป็นความอัปยศใหญ่หลวงของสตรี แต่สำหรับหนีเจียเอ๋อร์ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย มิได้สะดุ้งสะเทือนอันใดเสียด้วยซ้ำ

            ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอกก่อนยกยิ้มออกมา

            หลังเงียบไปสักพัก หญิงสาวก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องหนังสือให้โจวชิงหวาฟังทั้งยังคิดอีกว่าภายในห้องลับนั้น จะต้องมีหลักฐานที่พวกตนต้องการอยู่เป็นแน่

            มิฉะนั้น คงไม่ติดตั้งค่ายกลกับดักเอาไว้...

            เมื่อนึกถึงตอนที่เผชิญหน้ากับเว่ยฉีหรานหนีเจียเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “ในวันสำคัญของแคว้น เหตุใดเว่ยฉีหรานจึงไปฝึกตนในห้องลับแทนที่จะออกมาดูแลด้านความปลอดภัยตามรับสั่งของฮ่องเต้เล่า?”

            โจวชิงหวาขมวดคิ้ว พลางแสดงความคิดเห็น “แม้เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้ฝึกตนทุกคนต้องหมั่นเพียรฝึกฝนอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดที่ต้องขัดราชโองการของฝ่าบาทเช่นนี้”

            หนีเจียเอ๋อร์เลิกคิ้ว “หรือว่าเว่ยฉีหรานกำลังลอบฝึกวิชามารจึงไม่อยากให้ใครพบ”

            โจวชิงหวาพยักหน้าเห็นด้วย“เป็นไปได้!” แล้วเสริมอีกว่า “เพราะทุกครั้งที่เว่ยฉีหรานกลับมาจากสงครามมักจะปลีกวิเวกไปยังสถานที่ลับตาคนเสมอ”

            หนีเจียเอ๋อร์เอ่ย “ไปรักษาตัวหรือ? แต่แข็งแกร่งปานนั้น ใครเล่าจะทำร้ายเขาได้?”

            โจวชิงหวามุ่นคิ้ว “นั่นสิ!ทั่วใต้หล้านี้ มีน้อยคนนักที่จะต่อกรกับเขาได้”

            ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่เว่ยฉีหรานจะปลีกตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บย่อมน้อยมาก... หรือว่าคนผู้นี้กำลังซุ่มฝึกวิชามารจริงๆ?!

            ฟึ่บ!

            เสียงหนึ่งดังขึ้นที่นอกประตู

            “ข้าคงต้องไปแล้ว” 

            เพราะได้รับความไว้วางใจจากไป๋หานชายหนุ่มจึงต้องทำหน้าที่ผู้คุ้มกัน และลาดตระเวนรอบๆ เรือนอีกฝ่าย

            “อืม... ระวังตัวด้วย!”

            หนีเจียเอ๋อร์พยายามจะลุกขึ้นมานั่งแต่โจวชิงหวาก็ดันร่างให้นางนอนลงตามเดิม “ไม่ต้องกังวลอันใด พักผ่อนเถอะ”

            …

            วันต่อมา

            ด้วยความไว้ใจไป๋หานจึงพาโจวชิงหวาติดตามเข้าไปห้องหนังสือเป็นครั้งแรก นางเดินไปหยิบกล่องดำที่ซ่อนอยู่ด้านล่างของชั้นวางหนังสือขึ้นมา

            เมื่อเปิดออก ก็พบเข้ากับรูปปั้นทองแดงขนาดเล็กอย่างที่หนีเจียเอ๋อร์เคยเล่าให้ฟัง

            โจวชิงหวาแสดงท่าทีนิ่งเฉยแต่ดวงตาคมกลับติดตามการเคลื่อนไหวของไป๋หานทุกย่างก้าว 

            จากนั้น ก็ลอบกดมือลงบนศีรษะของรูปปั้นทองแดงก่อนแสร้งส่งเสียงอุทานอย่างตกใจ

            ครืด!

            ประตูห้องลับเปิดออก

            เขาทำทีเป็นปากอ้าตาค้างมองแสงที่ลอดออกมาจากโถงทางเดินด้านในด้วยความประหลาดใจ

            เป็นไปตามที่หนีเจียเอ๋อร์บอกที่นี่มีห้องลับซุกซ่อนอยู่จริงๆ

            ไป๋หานเบิกตากว้างรีบเข้ามาปิดประตูห้องลับ แล้วหันไปตำหนิทันที “หากเป็นท่านเจ้าสำนัก เจ้าคงโดนตัดมือไปแล้ว ถ้ายังรักชีวิตก็หุบปาก เก็บเรื่องนี้เป็นความลับเสีย!”

            ชายหนุ่มก้มหน้าอย่างสำนึกผิดก่อนเอ่ยขอบคุณไป๋หานเสียงนอบน้อม “ขอบพระคุณท่านรองเจ้าสำนักที่เมตตาอาหวาจะปิดปากเงียบ ไม่บอกเรื่องนี้กับใครแน่นอนขอรับ!”

            พอเห็นอีกฝ่ายเอ่ยเสียงอ่อยไป๋หานก็ใจอ่อน ไม่คิดจะติดใจเอาความ เพียงโบกมือ “ไปส่งของที่วัง แล้วรีบกลับมาข้ามีงานให้เจ้าทำอีกมาก”

            โจวชิงหวาโค้งคำนับ “ขอรับ!”

            ...

            ณ ตำหนักองค์หญิงใหญ่

            ตอนนี้ กู่อวี่เสวียนกำลังจะมุ่งหน้าไปหาเว่ยฉีหรานโดยที่ด้านหลังมีขบวนขันทีและนางกำนัลเดินตามมาติดๆ ด้วยท่าทีหวาดหวั่น

            ทุกคนรู้ดีว่าเว่ยฉีหรานน่ากลัวเพียงใดแต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วงหรือห้ามปราม เนื่องจากองค์หญิงกำลังอารมณ์ไม่ดีหากเข้าไปห้าม เกรงว่าจะกลายเป็นที่ระบายอารมณ์เสียเปล่าๆ

            “เว่ยฉีหรานเจ้าคนวิปริตชั่วช้า บังอาจนัก กล้าเมินคำสั่งข้า! ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึกเองว่าอย่าได้มาลองดีกับข้าผู้นี้!”

            ยิ่งเห็นท่าทีคลุ้มคลั่งของเจ้านายก็ยิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ทั้งๆ ที่ผู้คนทั่วราชสำนักต่างก็รู้ดีว่าเว่ยฉีหรานผู้นี้ใจคอโหดเหี้ยมเพียงใด

            จำได้ว่าครั้งหนึ่งหลิงกุ้ยเฟยเคยบริภาษและดูหมิ่นเว่ยฉีหราน เขาจึงตอบโต้ ด้วยการสั่งให้ลงโทษทุบตีนางกำนัลของพระองค์จนตายต่อหน้าสาธารณชน

            แต่พอฮ่องเต้และฮองเฮาทรงทราบเขากลับถูกตำหนิเล็กน้อยเท่านั้น

            ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะตกกลางคืน เว่ยฉีหรานก็สั่งให้คนไปขุดร่างของนางกำนัลคนนั้นขึ้นมาเฆี่ยนอีกร้อยกว่าครั้ง

            ตั้งแต่นั้น ภาพลักษณ์ของเว่ยฉีหรานในสายตาผู้คนคือเป็นอสูรคลั่ง ที่ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ชุนเหินก็เสียวสันหลังวาบ และพยายามเข้าไปเกลี้ยกล่อมเจ้านาย “องค์หญิงหากท่านระเบิดโทสะใส่ท่านแม่ทัพ เขาต้อง...”

            กู่อวี่เสวียนหันขวับกลับมามอง“แม่ทัพหรือ?คนเช่นนั้น คู่ควรที่จะมาเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นตรงไหน? หึ!”

            ชุนเหินทึ้งผมตัวเองด้วยความสิ้นหวังจนกระทั่งร่างของชายหนวดเครารกครึ้มปรากฏขึ้น ท่าทีขึงขังขององค์หญิงก็เปลี่ยนไป

            กู่อวี่เสวียนเอ่ยทักทายคนผู้นั้นเสียงอ่อน“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

            ดูสงบเสงี่ยม ราวกับเป็นคนละคน

            ทุกคนกระตุกยิ้ม ขณะลอบมองบุรุษตรงหน้าด้วยความกังขา

            ชายผู้นี้เป็นใครกัน ถึงทำให้องค์หญิงแสดงท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้ออกมาได้?

            หรือว่าพระองค์จะตัดใจจากคุณชายโจวแล้วหันมาชอบบุรุษเคราครึ้มผู้นี้แทน?! 

            โจวชิงหวากวาดตามองไปรอบๆก็พบว่ามีคนของเว่ยฉีหรานกระจายกำลังอยู่ทั่วพื้นที่ ชายหนุ่มจึงค้อมตัวลง พลางกล่าว “ถวายพระพร องค์หญิงใหญ่” 

            และใช้จังหวะนี้เอ่ยกระซิบว่า“ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่ที่ช่วยเหลือแต่ตอนนี้มีสมุนของเว่ยฉีหรานอยู่รอบด้าน คงไม่เป็นการดี หากเราจะทำเหมือนรู้จักมักคุ้นกัน”

            เมื่อปรายตามอง ก็เป็นจริงเช่นที่เขาเอ่ยเพื่อมิให้อีกฝ่ายต้องเดือดร้อน กู่อวี่เสวียนจึงแสร้งทำเป็นโมโห และต่อว่าโจวชิงหวาที่มายืนขวางทาง...

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน