ทันทีที่ซูหลิงอินกลับถึงบ้านก็เกือบถูกหางของบางนสิ่งวางแผนดักฆ่าให้ล้มตายคาที่
เขากระดิกนิ้วชี้ขวา ด้ายสีเงินที่หดเล็กจนแทบมองไม่เห็นทอประกายเยือกเย็นไร้ชีวิตชีวาประหนึ่งแก้วกระจกรางๆ ด้านหนึ่งของด้ายนี้ผูกอยู่กับนิ้วเขา
เพียงดึงเบาๆ เสียงสูดปากด้วยความเจ็บก็ดังมาจากอีกด้าน
ซูหลิงอินเอียงศีรษะเล็กน้อย ถามด้วยรอยยิ้มกริ่ม “อะไรกัน แม้แต่นายก็คิดจะฆ่าฉันด้วยเหรอ หรือว่า…นายรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ในสายตาฉัน กลัวฉันจัดการนายเลยชิงลงมือก่อน”
แม้เขาจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนนุ่มนวลเป็ที่สุด มองแล้วคล้ายสายลมยามฤดูใบไม้ผลิโบกโบย ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับเป็ผลึกน้ำแข็งหนาหมื่นลี้ ฝังร่างมาแล้วไม่รู้เท่าไร
อวี้เคอโค้งตัวลง ยังคงพยายามสูดหายใจ “ขอโทษ…”
แต่เขาไม่อยากตอบคำถามนี้ของซูหลิงอินจริงๆ ถึงอย่างไรสองตัวเลือกที่ซูหลิงอินเอ่ยมาก็มีความหมายเดียว นี่มันตัวเลือกเดียวกันเห็นๆ!
“เป็อะไรไป” ซูหลิงอินเลิกคิ้ว ไม่ทันรู้สึกถึงความผิดแปลกในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ของอวี้เคอว่าตั้งใจเอาชีวิตเขาจริงๆ
“เฮอะ นายหลับนอนกับเงือกตัวนั้นแล้วสินะ” อวี้เคอถามออกไปตรงๆ
ซูหลิงอินหัวเราะ ไม่ปกปิดเหมือนคนมีชนักติดหลัง ยอมรับอย่างเปิดเผย “ใช่ นายคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะลงเอยแบบนี้”
อวี้เคอสะกดอารมณ์ไว้ไม่ให้ตัวเองกลอกตา “เงือกก็คือเงือก ปรานีซะที่ไหน เขาต้องทำอะไรกับร่างกายนายแน่ เมื่อกี้นายบอกว่า ‘ก็ด้วย’ แถมยังหลับนอนกับมันอีก ไม่กลัวถูกฆ่าตายบนเตียงรึไง…ถึงจะยังไม่ตายตอนนั้น แต่กลับมาก็เกือบถูกฉันฆ่าเพราะเข้าใจผิดอยู่ดี เฮอะ มีแต่เคราะห์กรรม”
ซูหลิงอินฟังถึงตรงนี้ก็หุบยิ้มเล็กน้อย พลางขมวดคิ้วถาม “บอกมาว่านายเป็อะไร นี่มันคนละเื่กัน นายพูดเื่ตัวเองมาให้ชัดก่อน”
อวี้เคอขยับร่างกายขณะต่อรอง “คลายด้ายนี่หน่อยได้ไหม ทรมานแทบแย่แล้ว”
ซูหลิงอินปรายตามอง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่เป็ไรถึงปล่อยมือคลายด้าย “ว่ามา”
อวี้เคอกลับเข้าไปหลบแดดอยู่ในร่มไม้ ถึงค่อยขดร่างที่เมื่อครู่ถูกนักเชิดหุ่นบีบบังคับให้เขยื้อนจนาเ็ เอ่ยเสียงแหบแห้งด้วยท่าทางเนือยๆ “ฉันไม่ถึงขั้นโง่จนไม่ทันปลดพันธสัญญาก็ไปทำร้ายนายหรอก ที่เมื่อกี้สูญเสียการควบคุมเพราะถูกกลิ่นอายสายเืของเงือกตัวนั้นกระตุ้นอารมณ์ คราวก่อนฉันพูดกับนายไม่ชัดเจน หอยสังข์นั่นก็เกือบทำให้ฉันคุมตัวเองไม่อยู่ แต่หนนี้ฉันไม่มีแรงต้านทานเลยสักนิด…นายนอนกับเขาแค่ไม่กี่ครั้งคงไม่ถึงขั้นนี้ เขาต้องทิ้งบางอย่างไว้ในตัวนายแน่นอน”
อวี้เคอหัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อ “คงไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจยืมดาบฆ่าคนหรอกนะ…แต่ก็ไม่จำเป็ ลงมือเองง่ายกว่า”
ซูหลิงอินหลุบตาลงโดยไม่พูดจา ขบคิดเื่นี้อยู่เงียบๆ
“อ้อ จริงสิ เมื่อวานมีคนจากตระกูลซูมา ไม่รู้ว่าเป็น้องสาวหรือน้องชายนาย ฉันอยู่ในมุมมืดมองไม่ชัด เอาเป็ว่าดูแล้วน่าอร่อย” อวี้เคอเอ่ยด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย เผยอปากฉีกยิ้มชั่วช้า
ซูหลิงอินไม่ถือสา ยังคงครุ่นคิดเื่อันเหลิ่งอยู่ จึงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เข้าประเด็นเลย”
อวี้เคอจิ๊ปากอย่างหมดสนุก “เด็กน้อยนั่นทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งอยู่หน้าประตู ส่วนเนื้อหาเป็ยังไงฉันไม่ได้สนใจ” ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้วเขาก็กลับไปรักษาแผลบนต้นไม้
เพียงไม่นานซูหลิงอินก็เจอซองจดหมายขาวสะอาดบนชิงช้าเถาวัลย์หน้าประตูสวน
เมื่อเปิดออกก็ััได้ถึงความห่างเหินที่อยากขีดเส้นแบ่งชัดเจนจากเขาอย่างที่เคยเป็
พวกเขายังไม่ได้บาดหมางกันซึ่งหน้า เพราะอย่างนั้นถ้อยคำโหดร้ายจึงยังไม่ปรากฏในจดหมายเวลานี้
บางทีเรียกสิ่งนี้ว่าจดหมายยังเป็การยกย่องเกินไปด้วยซ้ำ เนื้อหานั้นห้วนสั้นจนแทบอยากกระชับทุกอย่างที่้าบอกในประโยคเดียว
ซูหลิงอินโยนจดหมายใจความรวบรัดจนไม่ควรเรียกว่าจดหมายกลับไปบนชิงช้า แล้วทิ้งตัวลงบนชิงช้า
เขายิ้มเย้ยหยัน ไม่ได้ปริปากส่งเสียง
งานเต้นรำเหรอ
เกรงว่าคงเป็งานเลี้ยงประสงค์ร้ายที่อยากขับไล่เขาออกไปมากกว่า
เฮอะ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วตนก็จะรับมืออย่างสงบ ถึงอย่างไรก็เป็แค่ตัวตลกกลุ่มหนึ่ง คนมีอำนาจจริงๆ จนป่านนี้ยังไม่เห็นเขาในสายตา ยิ่งไม่มีทางมีส่วนร่วมกับเื่นี้ด้วยตัวเอง
บางทีคงมีเพียงวินาทีที่ตระกูลซูย่อยยับ คนพวกนั้นถึงสำนึกเสียใจได้จริงๆ ละมั้ง…
ซูหลิงอินย่อมไม่ปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมงานเต้นรำนี้
แม้จะเป็งานเต้นรำสานสัมพันธ์ในสังคมชั้นสูง แต่คงมีละครน้ำดีให้ดูอยู่ไม่น้อย…
หลายวันต่อมา
“ให้ฉันตามไปด้วยไหม” อวี้เคอขดตัวอยู่ใต้เงาไม้ขณะเอ่ยถาม แน่นอนว่าแสร้งถามไปอย่างนั้น ถึงอย่างไรจนป่านนี้ซูหลิงอินก็ไม่เคยให้เขาตามไปร่วมงานเลี้ยงขำขันพวกนั้นเลย
ซูหลิงอินเมินเขาแล้วเดินเข้าห้อง
อวี้เคอหัวเราะ “ชิ ฉันอุตส่าห์หวังดีเป็ห่วง นายกลับไม่รับน้ำใจ”
ซูหลิงอินชะงักฝีเท้า เลิกคิ้วขึ้น “นายอยากเจอเงือกไหม บางทีวันนี้เขาอาจมา ถึงยังไงวันนี้ก็เป็จังหวะดีให้ฉวยโอกาส”
อวี้เคอได้ยินดังนั้นก็เลื้อยเข้าไปใต้ร่มเงาไม้อีกเล็กน้อย
ซูหลิงอินกะพริบตา เอียงคอยิ้มใสซื่อ “ทำไมต้องแสดงออกขนาดนั้น ชอบเห็นฉันเป็คนไม่ดีอยู่เรื่อย”
เขากลับห้องเปลี่ยนชุดสูทไปงานตามมารยาท หยิบบัตรเชิญที่ส่งมาพร้อมจดหมายไปด้วยอย่างไม่ยี่หระ
อวี้เคอมองเงาร่างเด็กหนุ่มที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป ม่านตางูหรี่ลงเล็กน้อย เขาเชื่อสัญชาตญาณตัวเองมาตลอด วันนี้อาจเป็จุดพลิกผันครั้งใหญ่
เื่ราวในอดีตส่งผลต่ออนาคต…
กล่าวกันว่าคนงามเพราะแต่ง ประกอบกับนักแสดงฝีมือดีด้วยแล้ว หากเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกผันใช่ว่าจะเป็เื่แปลก
เขาสามารถสงวนท่าที แสร้งทำเป็บอบบางว่านอนสอนง่ายต่อหน้าอันเหลิ่ง และสามารถรับบทท่านประธานที่สาวน้อยวัยสะพรั่งชื่นชอบที่สุดภายใต้ชุดสูทชั้นดี
แน่นอนซูหลิงอินไม่รู้ว่าอันเหลิ่งจะมาตอน่คับขันใด แม้บอกว่าวันนี้เป็ฤกษ์ดีในการฉวยโอกาส แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็ถ้อยคำที่เขาแต่งขึ้นเพื่อสลัดเ้างูน่ารำคาญตัวนั้น ไม่ควรค่าให้เก็บมาพิจารณาแต่อย่างใด
ใช่แล้ว ทั้งหมด
การพูดไปเรื่อยก็เป็แบบนี้แหละ แต่เขาไม่หน้าแดง ใจไม่เต้นรัวเลยสักนิด ชำนาญเป็อย่างยิ่ง
ที่จริงระยะสั้นๆ ที่ผ่านมาเขายังขบคิดถึงอีกปัญหา นั่นคือทำไมตนถึงไม่ลงพันธสัญญาให้เสร็จสิ้นั้แ่ตอนนั้น ไม่ใช่โครงการใหญ่อะไรสักหน่อย…หรือนี่คือการสิ้นสติเพราะความใคร่
ซูหลิงอินตรึกตรอง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ เขาคงไม่โง่ขนาดนั้นหรอก…มั้ง