บทที่ 1
ชีวิตเรียบง่ายของนายกล้วยไข่
ทุกคนมีความฝัน...
ฝันของน้องกล้วย… เด็กวัยห้าขวบคนหนึ่งที่ยังจำอะไรไม่ค่อยได้ คือ การมีบ้านสักหลังและอยู่กับครอบครัวอันอบอุ่น มันเป็ฝันที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับเด็กกำพร้าคนหนึ่งซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ข้างทางั้แ่ยังแบเบาะ
ชีวิตของน้องกล้วยไม่สวยหรูนัก และเพราะโตขึ้นมาอย่างอดอยากและไม่ค่อยมีอันจะกินเท่าไหร่ ทำให้น้องกล้วยไข่ค่อนข้างหัวช้า มันเป็ผลพวงมาจากสารอาหารที่ไม่เพียงพอและมีทรัพยากรพัฒนาตนเองที่น้อยนิด แต่คนภายนอกที่มองมามักไม่เข้าใจสถานการณ์ของเขาและเด็กที่ไม่มีอันจะกินทั้งหลาย คุณครูและอาจารย์หลายคนจึงมักจะพูดว่า ‘น้องกล้วยคงเรียนไม่จบหรอก’ หรือไม่ก็ ‘หัวช้าแบบนี้เธอเอาเวลาไปทำอะไรบ้างเนี่ย’
แต่นั่น... ก็ไม่ทำให้ความพยายามของเด็กน้อยที่เติบโตเป็หนุ่มจนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีลดน้อยลงแต่อย่างใด
ทำงาน เรียน ทำงาน เรียน ทำงาน... ชีวิตของนายกล้วยไข่วนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขารับปริญญา ซึ่งช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึงสองปี หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ยื่นใบสมัครงานไปบริษัทหลายสิบแห่ง แล้ววันหนึ่งก็มีคนที่้าเขา ชีวิตของเด็กหนุ่มที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเองมาตลอดจึงรู้สึกถึงความตื่นเต้นและยินดีเป็ครั้งแรก
เหตุผลนั้นง่ายแสนง่าย เพราะ... มีคน้าเขา... แค่นั้นจริง ๆ
ความฝันที่เคยถูกพับเก็บไว้เริ่มเปล่งประกายใจหัวใจอีกครั้ง เขาจะทำงานสักห้าปี หาแฟนสักคน หลังจากนั้นก็ทำงานต่ออีกสิบปี แล้วก็ซื้อบ้าน แต่งงานและมีครอบครัวเล็ก ๆ อันแสนอบอุ่น ฝันของเขาเหมือนจะดูไม่ยิ่งใหญ่เลย...ใช่ไหม
แต่ชีวิตของพนักงานออฟฟิศที่ไม่เคยเติบโตมาหลายสิบปีก็ดับฝันเขาลงไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว
“น้องกล้วย ช่วยตรวจสอบตัวเลขบนเอกสารชุดนี้ให้พี่หน่อยนะ... ด่วนมาก ขอก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้”
“แต่พี่ครับ พรุ่งนี้ผมมีพรีเซ้นท์กับลูกค้าตอนสิบโมงนะครับ” พนักงานหน้าใหม่มองอย่างสับสน กองเอกสารหนาเกือบสองนิ้ววางอยู่ตรงหน้ายังคงไม่ขยับไปไหน
“ทางนี้ก็รีบเหมือนกันครับ น้องโอทีไปก่อนนะ พี่ต้องรีบกลับบ้านแล้ว” กล้วยมองรุ่นพี่ในแผนกเดียวกันแบบไม่เข้าใจ งานแบบนี้ทำไมเพิ่งโยนให้เขาตอนห้าโมงเย็น?
ด้วยความที่กล้วยเป็คนที่ไม่เคยปฏิเสธงานสุมท่วมหัวเพราะความเกรงใจ และยังรับงานจากคนโน้นคนนี้เพิ่มตลอดเนื่องจากกลัวว่าตนเองจะสร้างความไม่พอใจ เขาเลยกลายเป็เบ๊ตัวเอกของที่ทำงานไปโดยปริยาย เมื่องานเพิ่มมากเกินตัว ทุกอย่างก็เลยออกมาไม่ดีเท่าที่ควร บางครั้งก็เกิดปัญหา
แน่นอนว่าคนพวกนั้นต้องโบ้ยความผิดทั้งหลายมายังเขา... และแน่นอนอีกว่าเขาเองก็พยักหน้ารับความผิดนั้น ผิดที่เขาปฏิเสธงานที่ไม่เกี่ยวข้องไม่เป็ หรือผิดที่เขาอยากทำตัวให้มีประโยชน์ในสายตาคนอื่นมากที่สุดกันหนอ
เพราะไม่สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองและไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนเก่า ความประทับใจแรกที่หัวหน้าเคยมีเลยหายไปตามกาลเวลา แต่เขาก็ยังไม่โดนไล่ออกเพราะเป็คนขยันขันแข็ง กล้วยเลยกลายเป็พนักงานที่ขยับไปไหนไม่ได้ ไม่อาจเลื่อนตำแหน่งไปยังขั้นที่สูงกว่า ชีวิตมีแค่งานที่กินเงินเดือนไปวัน ๆ
เวลาผันผ่านไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเศรษฐกิจฝืดเคืองซ้ำเติมหลายครั้ง และเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ยอมให้เขาเจริญเติบโตไปไหน พอรวบรวมความกล้าจะยื่นจดหมายลาออกทีไร ปัญหาด้านการเงินก็จะถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ฝันของเขา... ดับลงสนิทเมื่ออายุล่วงเลยมาถึง 50 จากนั้นชายสูงวัยผมสีเทาก็ทำงานเหมือนซากศพมาอีกห้าปี
เงินเดือนของเขา... ได้เพียงแค่สองหมื่นปลาย ๆ เท่านั้น ทำงานมา 31 ปี มีเงินเก็บแค่ล้านกว่า ๆ กับห้องคอนโดซอมซ่อที่ข้างในไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอด มีเพียงหนังสือที่ชอบและอ่านเสร็จแล้วเก็บไว้เต็มชั้น โต๊ะเก้าอี้สภาพทรุดโทรมกับเบาะนอนฟูกอย่างหนาที่ตั้งอยู่บนพื้น ชุดเครื่องครัวและตู้เย็นเล็กน้อย
ทุกอย่างดูเก่า... แต่ก็ยังสะอาดเป็ระเบียบ ่เวลาพักผ่อนตอนกลับห้องพักที่เรียกว่าบ้าน เป็่เวลาที่ดีที่สุดสำหรับเขา แต่พอต้องตื่นเช้าไปทำงาน กล้วยก็จะรู้สึกเหนื่อยใจเพราะต้องเจอกับนรกแบบเดิม ๆ
“พี่กล้วยครับ มาหาผมที่ห้องหน่อยนะ หลังประชุมบ่ายสอง” หัวหน้าคนใหม่วัยเด็กอายุเพียงแค่ 25 ปี แผ่ความรู้สึกกดดันและหนักใจบางอย่างออกมาตามเสียง และเพราะกล้วยไม่เคยหยุดเรียนรู้เนื่องจากปมหัวช้าในวัยเด็ก คนรุ่นลุงอย่างเขาจึงััได้ถึงปัญหาบางอย่างที่กำลังจะมาเยือน
สัญญาณต่าง ๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและจำนวนลูกค้าที่น้อยลง บอกอนาคตของวันนี้มานานแล้ว คนแก่จึงเดินไปหาหัวหน้ารุ่นลูกด้วยใบหน้าสื่ออารมณ์ที่ไม่หนักใจอะไร
“เชิญนั่งครับ” คุณพีระยื่นซองขาวมาให้ สายตาของเขารู้สึกผิดบางอย่าง ช่างเป็การแสดงละครที่ยอดเยี่ยมนัก
“พี่กล้วยคงทราบแล้วว่าสถานการณ์ของบริษัทเราไม่ดีนัก อีกอย่างประสิทธิภาพการทำงานของพี่ก็ลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก... ที่ประชุมของผู้บริหารก็ตัดสินออกมาว่าขณะนี้ ไม่มีตำแหน่งใหม่ที่สูงกว่าและเหมาะสมกับความสามารถของพี่ ทางเราจึงต้องปล่อยพี่ไป”
“เงินชดเชยเราจ่ายให้เป็เช็คแล้ว พี่สามารถเอาไปขึ้นเงินได้ั้แ่วันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ช่วยตรวจสอบตัวเลขด้วยนะครับ” พีระจิ้มนิ้วลงบนซองขาวแสนบางเฉียบอย่างเจาะจง “ถ้าเรียบร้อยแล้วก็เซ็นชื่อยินยอมตรงนี้ด้วยครับ”
“ผมไม่เซ็นได้ไหม... แค่เซ็นรับเช็คใบนี้ก็พอ” จุดที่พีระ้าให้เขาเซ็น เป็เอกสารยื่นขอลาออก... เขาไม่โง่ขนาดนั้น แก่ขนาดนี้แล้วจะรักษาประวัติไปทำไม คงไม่มีคนสติไม่สมประกอบคนไหนจะจ้างเขาต่อ
“มันเป็สิทธิของพี่ครับ ผมเข้าใจ” เ้านายอายุน้อยรู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจหลอกล่อลูกน้องรุ่นพ่อคนนี้ให้เซ็นชื่อในสภาวะที่จิตใจได้รับการกระทบกระเทือนได้ เช็คอีกใบที่ต้องจ่ายตามกฎหมายจึงถูกหยิบยื่นให้แต่โดยดี
มันเป็เงินอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร และถูกต้องตามค่าชดเชยตามกฎหมายอย่างที่เขาทุ่มเททำงานให้กับบริษัทนี้มายาวนาน
“รายละเอียดไม่ได้ระบุเงินชดเชยวันลาที่ผมสะสมมาสามสิบวัน ช่วยปรับแก้ให้ด้วยนะครับ ผมจะตรวจสอบอีกทีหลังพบกับฝ่ายบุคคลและการเงิน่เย็นวันนี้” นิ้วที่เริ่มเหี่ยวย่นและหยาบกร้านชี้ไปที่ช่องระบุเงินชดเชยอย่างแม่นยำ มันเป็ความผิดพลาดของฝ่ายการเงิน หรือว่าจงใจก็ไม่อาจทราบได้
“อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เลิกงานแล้ว ผมขอใช้เวลาเก็บของเลยนะครับคุณพีระ”
“อ่า... ได้ครับ เสร็จแล้วไปรับเช็คส่วนที่เหลือที่ฝ่ายบุคคลนะครับ”
ปัง!
ประตูของห้องหัวหน้าแผนกคนใหม่ถูกปิดด้วยแรงที่มากกว่าปกติจนดังสนั่น แม้จะเป็การเสียมารยาทไปบ้าง แต่คนหัวหงอกกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เขากำลังมีอิสรภาพที่โหยหามานาน สิ่งที่ไม่เคยรวบรวมความกล้าเพื่อไขว่คว้ามันเอาไว้ กลับกองลงมาตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว
ตัวเลขที่อยู่บนเช็คทำให้เขายิ้มออก ไม่เสียแรงที่ส่งเงินกองทุนทุกเดือน ไม่เสียแรงที่ทนทำงานตรากตรำมามากกว่าสามสิบปี รวม ๆ แล้ว เงินจำนวนนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกหวย
(อา... ไม่เต็มใบ แต่แค่เสี้ยวลอตเตอรี่ก็ยังดี ฮี่ ๆ) กล้วยคิดในใจ
่เวลาที่เหลือของวันไม่มีใครคุยกับเขา... บรรยากาศภายในสำนักงานช่างน่าอึดอัด แต่กล้วยก็เก็บของใช้ของตนเองลงกล่องกระดาษอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าที่เคยตายด้านมีรอยยิ้มอีกครั้ง เสียงฮัมเพลงแว่วมาให้ได้ยินตลอดเวลาจนกระทั่งเลิกงาน
รถเก๋งรุ่นโบราณถูกเปิดท้ายออกเพื่อยัดกล่องกระดาษขนาดกลางสองใบเข้าไป เมื่อขนย้ายทุกอย่างเรียบร้อยคุณลุงอารมณ์ดีก็เดินไปฝ่ายงานบุคคลเพื่อรับเช็คส่วนที่เหลือซึ่งคำนวณผิดพลาดไป มันเป็จำนวนเงินไม่มากนักแต่ก็เพียงพอจะให้เขาอยู่กับตัวเองได้อีกเกือบสองเดือน
ช่างเป็การเกษียณที่รวดเร็วฉับไว ประทับใจนายกล้วยไข่เสียจริง วันนี้เป็วันแรกที่เขากลับบ้านได้อย่างสบายใจ รู้สึกเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระบางอย่างที่ฉุดความคิดให้หนักอึ้งตลอดเวลาหลายปี ทำไมเวลาที่ผ่านมา... เขาถึงไม่มีความกล้าแบบนี้หนอ
(เสียดายเวลาไร้ค่าพวกนั้นจริง ๆ) ลุงผมหงอกได้แต่คิดในใจระหว่างทางกลับบ้าน
หลังจากแวะตลาดเพื่อซื้อของมากินเลี้ยงฉลองคนเดียวแบบเงียบ ๆ ที่ห้องอย่างร่าเริง กล้วยก็ทำกับข้าวแสนอร่อยอย่างสบายใจพร้อมฟังเสียงเพลงคลาสสิคที่เขาชื่นชอบ อาหารมากมายถูกกินจนอิ่มแปล้ ไม่นานนักก็มีน้อง ๆ ที่ทำงานคนสนิทโทรมาคุยบ้างด้วยความเป็ห่วง แต่เขาก็ตอบไปด้วยน้ำเสียงที่เจือความสุขชัดเจน
วันนี้เป็วันศุกร์ที่แสนสุขเสียจริง…
“โอ้ย ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกน้องหญิง พี่รู้สึกดีมาก ๆ เลยตอนนี้...” ความอัดอั้นมากมายถูกเล่าให้รุ่นน้องฟังจนเขาสบายใจ เธอเป็คนสนิทรายที่ห้าแล้วที่โทรมาหาเมื่อได้ยินข่าว ทำให้คนแก่คนนี้ได้รู้ว่าเขาเองก็มีคนจริงใจในชีวิตด้วยอยู่เหมือนกัน
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่ม โทรศัพท์สายสุดท้ายก็วางลง ในที่สุดภาระทางใจก็หมดเสียที วันพรุ่งนี้เขาจะไปขึ้นเงิน จากนั้นก็ติดต่อหาที่ดินแถบบ้านนอกราคาถูก ๆ สักแปลง หักลบส่วนต่างค่าใช้จ่ายแล้วคงเหลือเงินให้ใช้จ่ายได้อีกสักสิบปี รวมกับเงินประกันสังคมสำหรับคนชราแล้วก็นับว่าไม่ใช่ชีวิตที่เลวร้ายอะไร
เบียร์กระป๋องที่ห้าถูกเปิดออก สารคดีบ้านและสวนกำลังฉายอยู่บนจอทีวีอย่างงดงาม มันช่วยถักทอความฝันของชายแก่ให้ดูเป็รูปเป็ร่างขึ้นมา และแม้ว่าแอลกอฮอล์ที่ดื่มลงไปจะทำให้รู้สึกมึน ๆ อยู่บ้าง แต่สมองก็จดจำทุกรายละเอียดที่คลิปวีดีโอบนอินเตอร์เน็ตอธิบายเอาไว้
สัดส่วนบ้านควรมีเท่าไหร่ ประหยัดให้ได้มากที่สุดควรสร้างแบบไหน วัสดุต้องใช้อะไร การจัดสรรที่ดินควรจะเป็อย่างไร แหล่งน้ำ ไฟฟ้าแบบออฟกริด (Off-grid) และพืชที่เพาะปลูกควรเป็อะไรบ้าง ผักที่สามารถหากินตามท้องถิ่นหรือธรรมชาติมีอะไรบ้าง…และอีกมากมาย
หลังจากที่หาข้อมูลเพิ่มมาหลายชั่วโมงอย่างขยันขันแข็ง ก็พบว่าจำนวนเงินที่มีช่างเหลือเฟือนัก รอยยิ้มบนใบหน้าที่เหี่ยวแห้งเริ่มเบ่งบานอย่างเปี่ยมสุข
พรุ่งนี้เขาจะไปขึ้นเงิน และทำให้ทุกอย่างเป็จริง
ใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวความสุขอีกสักระยะ ชีวิตเหงา ๆ ของเขาคงอยู่ได้ไม่ถึงอีกสิบปีกระมัง
หลังจากนั้น ทรัพย์สมบัติที่เหลือไว้ก็จะถูกส่งมอบให้กับมูลนิธิเด็กกำพร้าตามพินัยกรรมที่เขียนไว้นานแล้ว จากนั้นร่างกายคงจะไปเป็อาจารย์ใหญ่ที่ไหนสักแห่ง…
หลังอาบน้ำจนสดชื่นและเก็บกวาดห้องจนเรียบร้อยเหมือนเก่า ร่างกายอันอ่อนล้าก็เอนตัวลงนอนบนฟูกอันเก่าที่ไม่ค่อยจะนุ่มนิ่มอีกแล้ว แขนคว้าไปหาหมอนข้างเหี่ยว ๆ ข้างที่นอนมากอดไว้แน่น สติที่ครุ่นคิดถึงอนาคตเริ่มลอยเข้าสู่ดินแดนแห่งฝันจนใบหน้าเริ่มยิ้มน้อยอีกครา
กลางดึกสงัดคืนนั้น ชายแก่วัย 55 ปี ที่เต็มไปด้วยความฝันได้หยุดหายใจลงด้วยรอยยิ้ม
อย่างน้อยเขาก็ตายอย่างมีความสุข... โดยไม่ทุกข์ทรมานแต่อย่างใด