เมืองหลวงแคว้นอู๋ จวนอ๋องสาม
“พวกเ้าช่างไร้ประโยชน์นัก คนเพียงสองคนปล่อยให้หลุดมือไปได้”
“พวกมันไม่รอดกลับมาแน่นอนพะยะค่ะ เ้าอวี่หลงพาเฉินอวี้อันที่ถูกพิษหนีรอดเข้าไปในเขตหุบเขาสยาอวิ๋นที่นั่นมีหมอกพิษ กับดักและค่ายกลมากมาย คนที่เข้าไปไม่เคยมีผู้ใดรอดกลับออกมาได้”
“สั่งการลงไป ตายต้องเห็นศพ”
“พะยะค่ะ”
การเดินทางออกจากหุบเขาสยาอวิ๋นของทั้งสามคนใช้เวลาเดินทางหลายวันเพราะเด็กสาวไม่รีบเร่ง ม้าของนางก็ไม่รีบเร่งเช่นกัน เฉินอวี้อันและอวี่หลงคนป่วยทั้งสองแม้อยากรีบกลับเมืองหลวงแต่ก็จนใจด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอกว่าจะเดินออกมาสู่เขตป่าด้านนอกก็เป็เื่ที่ลำบากมากแล้ว เมื่อออกจากรอยต่อเขตหุบเขาด้านนอกนางเดินออกมาราวกับเดินท่องเที่ยวชมป่าเขาโดยไม่สนใจการถูกจับตามองของศัตรูที่ติดตามมาเฉินอวี้อันและอวี่หลงเองก็ทำเช่นเดียวกับนางคือไม่มีท่าทีสนใจพวกมัน (พวกเขาััได้ถึงพวกมันั้แ่เริ่มออกจากเขตหุบเขาสยาอวิ๋น)
เดินในป่าด้านนอกหนึ่งวันหนึ่งคืนก็เข้าสู่เขตหมู่บ้านขนาดเล็ก ที่มีบ้านเรือนตั้งกระจัดกระจายปลูกสร้างแบบง่ายๆ ด้วยไม้และหิน มีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวนไม่มาก คืนนี้กลุ่มของเฉินอวี้อันคาดว่าจะขอพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ อวี่หลงเป็คนไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้าน ทำให้พวกเขาได้พักเรือนร้างที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมาสักระยะหนึ่งเป็เรือนขนาดเล็กมีเพียงสองห้องสตรีเพียงหนึ่งเดียวได้พักเพียงลำพัง เมื่อเข้าไปที่บ้านทั้งหมดแยกย้ายกันทำความสะอาดห้องที่ตนจะพักหลังทานอาหารมื้อเย็นพวกเขามิได้พูดจาสื่อความใดๆแต่คาดเดาได้ว่าคืนนี้อาจมิได้นอนดีนัก สื่อสารทางสายตาก่อนจะแยกกันไปพักผ่อนเพื่อลดความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ผ่านมาหลายวัน
ยามโฉ่ว ด้านนอกรั้วเรือนจุดที่เงียบสงัดในเงามืดมีกลุ่มคนซุ่มอยู่กำลังรอสัญญาณกว่ายี่สิบคน ทั้งหมดได้รับป้ายคำสั่งสีดำจากหัวหน้าหน่วยของสำนัก ให้สังหารเป้าหมายเป็ชายฉกรรจ์สองคนเด็กสาวหนึ่งคน พวกเขาติดตามกลุ่มคนทั้งสามั้แ่ชายป่านอกหุบเขาสยาอวิ๋น กลุ่มแรกเมื่อได้รับสัญญาณเริ่มเคลื่อนเข้าไปประชิดตัวผนังบ้านกลุ่มที่สองและสามเคลื่อนไหวตามเข้าไป กลุ่มแรกเพียงพุ่งเข้าไปในตัวบ้านทั้งหมดทยอยล้มลงไม่มีใครส่งเสียงออกมา ในความมืดกลุ่มที่สองเข้ามาก็สะดุดบางสิ่งที่พื้นอาศัยเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาพวกมันเห็นกลุ่มแรกนอนแน่นิ่งจึงเกร็งตัวจ้องมองไปมาในเงามืดมองหาเป้าหมายเห็นเพียงประกายแสงแวบวาบ รู้ตัวอีกทีบนลำคอก็มีของเหลวอุ่นร้อนเหม็นคาวทั้งฝ่ามือที่ลูบไปมีของเหลวไหลเมื่อรู้ตัวก็เอามือพยายามปิดไว้มิให้โลหิตไหลทะลักออกมาก่อนที่จะล้มลงมิได้มีโอกาสส่งเสียงหรือตอบโต้ใดๆ กลุ่มสุดท้ายหยุดอยู่ด้านนอกชั่วขณะพลันมีเงาร่างจากด้านในรั้วพุ่งตรงออกมา จึงต้องรับมือด้วยความระมัดระวัง เสียงอาวุธในมือกระทบกับอาวุธของอีกฝ่าย ลำแขนสั่นสะท้านตามแรงกระแทกที่ได้รับบางคนถูกฟันล้มลง บ้างถูกแทงในจุดตาย สุดท้ายเหลือเพียงสองคนยืนหันหลังชนกัน มันจึงได้เห็นเงาร่างนั้นอย่างชัดเจนเป็เด็กสาวชุดสีขาวเงินยวงคลุมด้วยเสื้อตัวยาวสีเทาอ่อน ดวงตาฉายแววสะท้อนให้เห็นความมั่นใจในฝีมือ ทั้งสองถอยตามก้าวของอีกฝ่ายที่ก้าวย่างเข้ามา
“เ้า หรือว่าเ้า ใครก่อนดี” เสียงเด็กสาวกระชับสั้นยิ่ง พวกมันสองคนต่างมองที่ปลายกระบี่ที่ผ่านการสังหารคนมาหลายคนหากแต่ไม่มีโลหิตติดอยู่เพียงนิดหากแต่ยังคงแวววาวคมกระบี่ส่องประกายยามต้องแสงจันทร์ช่างหน้าหวาดผวายิ่งนักเคยแต่ไล่สังหารผู้อื่น วันนี้กลับกลายเป็ยืนนิ่งให้ผู้อื่นสังหาร มันบีบคั้นหัวใจจนไม่สามารถบังคับขาทั้งสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรงจะยืน มือที่จัดดาบจับกระบี่ยกขึ้นยังสั่นจนมองเห็นได้ชัด
“ผู้กล้าได้โปรดละเว้น เป้าหมายของพวกเราเป็เพียงสองคนที่อยู่ด้านในเท่านั้น”
“หึ นักฆ่าสำนักใดช่างน่าละอายยิ่งนัก รักตัวกลัวตายยิ่ง”
“แม่นางชิง อย่าฆ่าพวกเขา”
เป็เฉินอวี้อันส่งเสียงหยุดยั้งการฆ่าฟันที่กำลังจะสิ้นสุด ทั้งสองคนไม่รู้สึกได้ถึงศัตรูที่เข้ามาประชิดตัว (ถูกฆ่าตายคงไม่แปลก) เสียเชิงเป็ทหารในสนามรบมาหลายปีสู้เด็กสาวคนเดียวมิได้ ยามเสียงต่อสู้ด้านนอกดังขึ้นจึงได้รีบลุกขึ้นออกมาดูน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงแฝงความละอายใจอยู่หลายส่วน แต่จำเป็ต้องเก็บคนไว้ไต่สวน
นางลดกระบี่เล่มบางในมือลงเป็การแสดงความยินยอมหากแต่ยังคงยืนนิ่ง เป็อวี่หลงที่รีบก้าวเข้าไปฟันด้วยสันมือเข้าที่หลังคอคนทั้งสองจนทรุดลงไปนอนนิ่งบนพื้น แล้วหาเชือกมามัดอย่างแ่า นางจึงเดินกลับเข้าห้องไป
“เ้าส่งสัญญาณบอกคนของเราไปแล้วหรือยัง”
“ั้แ่ตอนเช้าแล้วขอรับ แต่คาดว่ากว่าคนของเราจะติดตามหาพวกเราเจออาจจะเป็วันพรุ่งนี้ มือสังหารสองคนนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ พวกที่ถูกกำจัดไปลำพังข้าคงไม่สามารถจัดการได้นะขอรับ”
ทั้งสองมองไปทางประตูห้องข้างใน เด็กสาวผู้นี้มีความลับซ่อนอยู่มากมายเห็นได้จากการรับมือฝ่ายตรงข้ามรุนแรงรวดเร็วฉับไวสังหารทันทีเมื่อมีโอกาส พวกเขายังไม่รู้ว่านางยังมีความสามารถใดที่อีก ฝีมือนางช่างน่ากลัวเกินไปแล้วโชคดีที่มิได้ยืนอยู่คนละฝ่ายกับนาง ภายในบ้านมีศพอยู่หลายร่างพวกเขาคงมิอาจนอนลงโดยมีซากศพเหล่านี้เป็เช่นของตกแต่งประดับเรือนได้ จึงต้องลากทั้งหมดออกไปกองไว้ด้านนอกมุมหนึ่งของเรือน ลากสองคนที่มัดไว้ไปพิงกับเสากลางเรือน มัดให้ติดแน่นอีกรอบ
“นายท่าน ข้าจะอยู่เฝ้าเ้าสองคนนี่เอง ร่างกายท่านจำเป็ต้องพักผ่อนนะขอรับ”
“เช่นนั้นก็ว่าตามเ้าแล้วกัน”
เสียงผู้คนะโอยู่ด้านนอกเรือน ทำให้ทั้งสามรู้สึกตัว อวี่หลงกระชับกระบี่ที่กอดไว้กับอกทันที เมื่อคืนเขาเผลอหลับไป นายท่านเปิดประตูก้าวออกมา ฝั่งประตูอีกห้องก็เปิดออกมาเช่นกันทั้งสามสบตากันแล้วทยอยออกไปหน้าเรือน พวกเขาเองจึงมองเห็นสภาพพื้นดินด้านนอกเวลานี้ไร้ร่างของนักฆ่า ไม่มีร่องรอยใดๆทั้งสิ้น อวี่หลงรีบหันกลับเข้าไปในเรือนสองคนที่มัดไว้ยังคงอยู่ที่เดิม จึงลอบถอนหายใจเดินย้อนกลับออกมา เป็ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่พร้อมกับผู้คนด้านหลังสามสี่คน
“พวกท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ ยังมีสิ่งใด้าอีกหรือไม่”
“รบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยจัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกข้าสักมื้อ สายๆพวกข้าจะเดินทางต่อ”
“เมื่ออาหารเสร็จแล้วข้าจะให้คนมาตามพวกท่าน”
หลังมื้อเช้าผ่านไป พวกเขาไม่มีเงินติดตัวชิงิเยว่จึงนำโอสถบางส่วนออกมาให้กับผู้ใหญ่บ้านเป็ของตอบแทน คนสองคนถูกมัดแล้วนำตัวออกมาหลังพ้นหมู่บ้านออกมาทั้งหมดก็พบกับกลุ่มคนที่ดักรออยู่
“นายท่าน ในที่สุดพวกข้าก็สามารถตามหาท่านจนพบ พวกเรามาล่าช้านายท่านได้โปรดลงโทษ”
“ช่างเถอะๆ พวกเ้าลุกขึ้นสองคนนี้มอบให้พวกเ้าจัดการ”
“นายท่าน เด็กน้อยนางนี้คือผู้ใดขอรับ” อู่สือเฉินถามขึ้นด้วยความสงสัยเหตุใดข้างกายนายท่านมีเด็กน้อยแปลกหน้าอยู่ได้ แต่ก่อนที่จะมีเสียงตอบกลับมา เขาเห็นประกายแสงแวบเข้ามาจึงะโหลบทันที
“เฮ้ย! เ้าๆๆ จะฆ่าข้าหรือไร เป็เด็กเป็เล็กเล่นกระบี่กระบองได้อย่างไร”
“ หุบปาก แม่นางชิงได้โปรดละเว้น” อู่สือเฉินกลืนน้ำลายลงคอ เป็ท่าที่ว่องไวยิ่งหากหลบไม่ทันคอเขาคงมีรอยเืปรากฏแน่นอน พลางก้มหน้าลงรับคำตำหนิจากเฉินอวี้อัน หางตาเห็นเพียงชายผ้าที่เดินห่างออกไป
“เ้าระวังไว้ให้ดี นางมิชอบให้ผู้ใดเรียกนางว่าเด็กน้อย และที่สำคัญนางมีฝีมือสูงยิ่งกว่าพวกเราหากพูดมากนางรำคาญเ้าอาจโดนกระบี่ของนางได้”
“นางน่าจะอายุยังน้อย อย่างน้อยก็น้อยกว่าน้องสาวข้านะ”
“ช่างเถอะๆ ข้าเตือนเ้าแล้วนะ รีบไปทำงานตามคำสั่งนายท่านเถอะ”
“เ้าดูแลนายท่านให้ดีพวกมันต้องมาอีกเป็แน่ ข้าไปก่อนละ”
ยามที่นางเดินกลับมาพวกคนน่าเบื่อเ่าั้ทั้งหมดกระจายตัวกันหายไปพร้อมทั้งสองคนที่ถูกมัด ยามนี้ทั้งหมดขี่ม้าคนละตัวไม่จำเป็ต้องเดินเท้าแล้วนางไม่เป็ไรแต่สองคนที่นางช่วยมาทำท่าทำทางเหมือนยากลำบาก ช่างเป็บุรุษที่อ่อนแอเสียจริง
การเดินทางจำต้องหลบเลี่ยงอันตรายจึงไม่ไปในเส้นทางปกติหากแต่ลัดเลาะไปตามป่าเขา ระหว่างทางหากพบสัตว์ป่าก็มีเนื้อกินหากไม่พบก็กินผลไม้ป่า อาหารแห้งประทังหิว สุดท้ายก็จำเป็ต้องเข้าสู่เส้นทางผ่านเมืองอีกเพียงสองวันสองคืนพวกเขาก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว
“คืนนี้พักโรงเตี้ยมในเมืองปี้อัน เ้าไปจองห้องหาที่ดูสะอาดสะอ้าน ปลอดภัยหน่อย” สั่งจบก็หันไปหาชิงิเยว่
“สองคืนสุดท้ายเป็โอกาสให้ศัตรูลงมือแล้ว ลำบากเ้าแล้ว แต่รอบๆก็มีคนของข้าคอยระวังอยู่เช่นกัน”
นางพยักหน้ารับ แล้วจูงม้าเดินไปหาอวี่หลงที่โบกมือเรียกอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ มีเซียวเอ้อร์เข้ามารับเชือกผูกม้าจูงไปคอกพักม้า ทั้งสามก้าวเข้าไปภายในมีโต๊ะหลายโต๊ะ มีคนนั่งทานอาหารอยู่หลายโต๊ะ
“ข้าพาพวกท่านขึ้นไปห้องพักนะขอรับ”
“ไม่ทราบ้าสิ่งใดเพิ่มหรือไม่ขอรับ”
“เตรียมน้ำร้อน และอาหารขึ้นชื่อสักสองสามอย่างส่งให้ทั้งสามห้อง นี่ให้เ้า”
สั่งเสร็จอวี่หลงส่งเงินอีแปะให้เสี่ยวเอ้อร์ (เป็เงินที่ได้มาจากบรรดานักฆ่าในคืนนั้น) ทั้งสามต่างทานอาหารและพักผ่อนในห้องของตนเอง กลางดึกหน้าห้องเฉินอวี้อัน มีเสียงรายงานเข้ามาดังเพียงให้คนด้านในได้ยิน หากแต่นางฝึกยุทธ์จึงได้ยินอย่างชัดเจนมีกลุ่มนักฆ่าเข้ามาสองกลุ่ม ถูกองค์รักษ์และทหารที่ลอบซุ่มอยู่กำจัดเรียบร้อยมีบางส่วนหลบหนีไปได้ ดูท่าคืนนี้คงจบแล้วมิต้องระวังอีกนอนได้อย่างสบายใจ