หลินอวิ๋นลังเล ซูจื่อเหยากลับไม่คิดจะใส่ใจแม้แต่น้อย นางถือกระบี่ล้ำค่าหมุนตัวกลับแล้วเดินไปทันที
ศิษย์บุรุษหน้าตาหล่อเหลาและเอกลักษณ์ไม่ธรรมดาคนนั้นถลึงตามองหลินอวิ๋นทีหนึ่ง ก่อนจะรีบหมุนตัวตามไป
‘บัดซบ ไอ้หลินอวิ๋นนั่นดวงดีชะมัด ได้รางวัลจากศิษย์พี่หญิงซูอีก อย่างน้อยในขวดหยกคงจะมีโอสถบำรุงกายสามเม็ด สบายจริง ๆ!’
“ตลอดสองปีมานี้ ศิษย์พี่หญิงซูให้เม็ดโอสถเป็นรางวัลไอ้หนูนี่มาไม่รู้เท่าไรแล้ว เป็นข้านะคงทะลวงวิถียุทธ์ขั้นสามตั้งนานแล้ว ให้เจ้านี่ไปสิ้นเปลืองเสียเปล่า ๆ”
“ฮ่า ๆ ดังนั้นนะบางอย่างก็ไม่ต้องอิจฉาหรอก ไอ้หนูนี่ได้รางวัลเยอะขนาดนั้นยังไม่อาจทะลวงวิถียุทธ์ขั้นสาม คงกลุ้มใจจนกระอักเลือดไปนานแล้ว”
“ใช่แล้ว เป็นทาสหนึ่งวันต้องเป็นทาสไปชั่วชีวิต ชีวิตนี้ก็คงมีชะตาเป็นได้เพียงทาสกระบี่นั่นแหละ” นักการที่ทำงานอยู่หน้าลานกว้างโรงชะล้างกระบี่เห็นเหตุการณ์นี้แล้วต่างพากันเยาะเย้ยด้วยความอิจฉา
พวกเขาเป็นนักการ อยู่ในสำนักชิงอวิ๋นได้สองปี ระหว่างนี้หากไม่อาจทะลวงวิถียุทธ์ขั้นสามก็ต้องเก็บของออกจากชิงอวิ๋น ถ้าอยากอยู่ต่อก็ต้องขายตัวเองเป็นทาสเหมือนกับหลินอวิ๋น
ทว่าโลกนี้คนที่ยึดมั่นเฉกเช่นหลินอวิ๋นกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ไม่ใช่ว่าใครจะยอมละทิ้งอิสระ ยินยอมเป็นทาสเพื่อเดิมพันกับอนาคต
ดังนั้นนักการพวกนี้เลยคิดว่าตนสูงส่งกว่าหลินอวิ๋นมาตลอด มีความรู้สึกหยิ่งในศักดิ์ศรีอันแรงกล้า
ในคำพูดจึงมักมีการเยาะเย้ยถากถางอยู่เสมอ
หลินอวิ๋นเป็นคนสองภพเลยค่อนข้างใจกว้างกับนักการที่มุงดูอยู่พวกนี้ และไม่ได้คิดจะโต้เถียงอะไรมากนัก เขาเพียงมองขวดหยกใต้เท้าราวกับมีความคิดบางอย่าง
“เจ้านี่ วันนี้เปลี่ยนนิสัยไปแล้วรึ? ศิษย์พี่หญิงซูให้รางวัลเจ้ากลับไม่เอา ถ้าเจ้าไม่เอา ข้าเอาเอง” ผู้ชายร่างผอมที่ยืนข้างหลินอวิ๋นพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะโค้งตัวหมายจะเก็บขวดหยกขึ้นมา
วินาทีที่จะเก็บขวดหยกนั้นกลับมีฝ่าเท้าพร้อมกับเสียงลมเตะเข้าที่ข้อมือเขา จากนั้นเท้านั่นกระทืบลงบนขวดหยก
ฟิ้ว!
ขวดหยกดีดตัวลอยขึ้นสูง หลินอวิ๋นวางเท้าลงก่อนยื่นมือคว้าขวดไว้ในมือตนในทันใด
ท่วงท่าทั้งหมดพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ ไม่มีหยุดชะงักแม้แต่น้อย
บุรุษร่างผอมคนนั้นซวนเซเล็กน้อย หลังยืนตัวตรงแล้วก็ชี้หน้าหลินอวิ๋นด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ไอ้สารเลวเจ้ากล้าปั่นหัวข้ารึ อยากตายรึไง?”
คนนี้มีนามว่าโจวผิง เป็นศิษย์ฝ่ายนอก มีกำลังขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสี่ คุณสมบัติไม่สูง ทว่าบิดาเขาเป็นผู้อาวุโสสำนักฝ่ายนอก เลยได้มาดูแลโรงชะล้างกระบี่ที่นี่
ถึงโรงชะล้างกระบี่จะเป็นฝ่ายที่มีเงินเดือนน้อย เทียบไม่ได้กับโรงโอสถ ห้องโถงธุรการสำนักและภายในวิหารกายสิทธิ์วิญญาณ ทว่ากลับมีคนนับไม่ถ้วนแย่งชิงกัน เพราะได้คุมผลประโยชน์ทั้งหมดเพียงคนเดียว
ในยามปกติ เจ้านี่จะรังแกหลินอวิ๋นไม่น้อย ซูจื่อเหยาให้รางวัลใครมักจะโดนเจ้านี่แย่งเอาไปหน้าด้าน ๆ มากกว่าครึ่ง
“ช่างเถอะ ข้าไม่อยากจะมาเสียเกียรติคุณชายน้อยกับทาสกระบี่สติปัญญาธรรมดาอย่างเจ้าหรอก กฎเดิม ในขวดหยกมีโอสถบำรุงกายสามเม็ด เอามาสองเม็ด วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”
โจวผิงลดมือลงมาปัด ๆ ฝุ่นแล้วเอ่ยราบเรียบ
เพราะเป็นเม็ดโอสถที่ซูจื่อเหยาให้เป็นรางวัล เจ้านี่เลยไม่กล้าทำเกินกว่าเหตุโดยการแย่งมาทั้งหมด แต่ก็ต้องตักตวงไปมากกว่าครึ่ง
หลินอวิ๋นในอดีตไม่พอใจอยู่ข้างใน แต่ด้วยสถานการณ์บังคับเลยต้องกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรม
ทว่าเวลานี้ หลินอวิ๋นในตอนนี้ไม่ใช่หลินอวิ๋นในอดีตแล้ว ทั้งยังทะลวงวิถียุทธ์ขั้นสามแล้วด้วย เลยไม่กลัวเจ้าหมอนี่สักนิด
หลินอวิ๋นมองขวดหยกในมือแวบหนึ่ง นัยน์ตาขยับประกายซับซ้อนก่อนจะเก็บเข้าอกเสื้อแล้วหมุนตัวกลับเดินไปทางโรงชะล้างกระบี่
“หยุดนะ!”
โจวผิงเห็นหลินอวิ๋นหมุนตัวกลับเดินไปไม่สนใจตนจึงโมโหขึ้นมาจริง ๆ
เจ้านี่กล้าไม่ไว้หน้าตนต่อหน้านักการเยอะขนาดนี้ แล้วจากนี้จะคุมคนอย่างไร
ทว่าหลินอวิ๋นก็ยังไม่หยุดเดิน ยังคงมุ่งหน้าไปยังโรงชะล้างกระบี่
“รนหาที่ตาย!”
โจวผิงกระโดดลอยขึ้น กางสองแขนดั่งเหยี่ยวพิโรธพุ่งดิ่งลงมายังหลินอวิ๋น กระดูกในร่างกายส่งเสียงดังปึงปัง เหนี่ยวนำปราณไหลพล่านกลายเป็นพายุคลั่งเสียงคำรามพิโรธ
โลหิตในกายไหลเวียนส่งเสียงดังเปรี้ยงปร้างประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าทุ้มต่ำ พลังในกายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
เกิดพลังภายในโลหิต เคลื่อนไหวดั่งใจนึก เลือดลมดั่งสายฟ้า นี่ก็คือสัญลักษณ์ของจุดสูงสุดวิถียุทธ์ขั้นสี่
วิชาที่ใช้คลับคล้ายเหยี่ยวโฉบลงมา นั่นคือวิชาหัตถ์เหยี่ยวที่สูงส่งกว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายหลายขุม เมื่อฝึกถึงขั้นที่สูงกว่าจะแปลงหัตถ์เป็นกรงเล็บได้ ฉีกกระชากทีสามารถฉีกพยัคฆ์ร้ายเป็นสองส่วนได้ทั้งเป็น
“ฮ่า ๆ ไอ้หนูนี่จะซวยแล้ว ไม่รู้วันนี้กินยาอะไรผิดไปถึงกล้าล่วงเกินศิษย์พี่โจว”
“ศิษย์พี่โจวอยู่ขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสี่ แรงจากฝ่ามือเดียวสูงถึงพันจิน วิชาหัตถ์เหยี่ยวยังฝึกถึงขั้นต้นแล้วด้วย โดนฝ่ามือนี่ไป อย่างน้อยเจ้าหลินอวิ๋นต้องนอนไปครึ่งเดือนล่ะ”
“นิสัยเสียเดิม ๆ คงกลับมาอีกแล้ว ปีก่อนมีครั้งหนึ่งมันเคยโดนสั่งสอนไปยกใหญ่ นอนผงาบ ๆ อยู่สามเดือนก็เชื่องขึ้นมาทันทีเลย”
กลุ่มนักการเห็นมีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูเลยพากันวางงานในมือแล้วมองมาด้วยความสุขใจและเฝ้ารอคอยอยู่เต็มอก
เสียงสายลมดังขึ้น หลินอวิ๋นพลันรู้สึกได้ว่าประสาทสัมผัสของหมัดพยัคฆ์ร้ายโผล่มาในความคิด ก่อนจะหมุนตัวกลับชกเข้าไป
ในความเลือนรางนั้นเหมือนจะมีร่างเงามายาพยัคฆ์ร้ายโผล่มาเบื้องหลังหลินอวิ๋น ก่อนจะคำรามด้วยความฉุนเฉียว
หมุนตัวกลับ ออกหมัด การเคลื่อนไหวไหลลื่นไร้อุปสรรคใด ๆ
ทว่าช่วงที่หลินอวิ๋นเห็นโจวผิงกับตานั้น กลับมีคลื่นพลังโถมเข้ามา อีกฝ่ายมองเขาจากที่สูงราวกับเหยี่ยว ดวงตาคู่นั้นคมกริบจนน่าตกใจ
หลินอวิ๋นที่เดิมทีเตรียมปะทุกระดูกเพิ่มพลังของตนถึงกับตกใจ การปะทุกระดูกล้มเหลว พลังอ่อนแอลงครึ่งหนึ่ง กระตุ้นอานุภาพของหมัดพยัคฆ์ไม่สำเร็จ
ปัง!
กำปั้นและฝ่ามือปะทะกันส่งเสียงดังสนั่น หลินอวิ๋นถอยไปสามก้าว เลือดลมในกายเดือดพล่าน ก่อนจะคุมไว้ได้อย่างยากลำบาก
“เป็นไปได้อย่างไร ไม่อยากเชื่อว่าหลินอวิ๋นจะต้านหัตถ์นี้ไว้ได้”
นักการส่วนใหญ่พากันตื่นตกใจ เพราะหลินอวิ๋นไม่ได้ถูกตบพิการอย่างที่คาดไว้ในทีเดียว แค่ถอยไปสามก้าวเท่านั้น
นัยน์ตาโจวผิงฉายประกายตกตะลึง ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “ไอ้หนูนี่ มิน่าถึงไม่กลัว ที่แท้ช่วงนี้ก็พัฒนาขึ้นอีกนี่เอง”
หลินอวิ๋นแอบวิเคราะห์ในใจ ตนยังมีโอกาสรับฝ่ามือเมื่อครู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงแต่เขาเพิ่งก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสาม ยังไม่ได้ฝึกพลังภายในอย่างเป็นทางการ เลยไม่มีประสบการณ์ต่อสู้ใด ๆ เลย พอเจอศัตรูระยะประชิดเลยเกิดเหตุการณ์ประหม่า
แม้จะถอยไปสามก้าว ทว่าหลินอวิ๋นกลับมีความมั่นใจขึ้นจากการปะทะในกระบวนท่านี้
โจวผิงนี่ไม่เท่าไร ไม่ต้องไปกลัวอะไรมาก
“แต่ว่าถ้าเจ้าคิดว่ามีความสามารถแค่นี้แล้วจะเดินขวางหน้าข้าได้ เจ้าอาจจะคิดไร้เดียงสาเกินไปหน่อย”
โจวผิงคำรามด้วยความโกรธก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปหาหลินอวิ๋นอีกครั้ง กางสองแขนดั่งเหยี่ยวกางปีก หมุนม้วนพายุคลั่งขึ้นเหลือคนานับ
พลังของเขาคลับคล้ายกับสายรุ้ง บีบเข้ามาทีละก้าว กดให้หลินอวิ๋นถอยไปทีละก้าว
ถึงหลินอวิ๋นกำลังร่นถอยอยู่ แต่ก็ถอยอย่างมีจังหวะ ไม่ได้ถอยสุ่มสี่สุ่มห้า ประมือกันไปทีละกระบวนท่ายิ่งทำให้เขารู้สึกได้ว่าโจวผิงนี่ก็ไม่เท่าไรเลย
กระทั่งระหว่างประมือกันยังมีช่องโหว่ไม่น้อย คนคนหนึ่งยิ่งเผยมากเท่าไรยิ่งมีช่องโหว่มากเท่านั้น เกรงว่าคงจะเป็นหลักการนี้
สถานการณ์เหนือการคาดเดาของโจวผิง นอกจากหลายฝ่ามือในตอนแรกสุดที่หลินอวิ๋นไม่มีกำลังรับมือแล้ว ยิ่งสู้กันไป หลินอวิ๋นกลับยิ่งสุขุม ไม่ใช่แค่รับมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังออกแรงโต้กลับมาได้บ้าง
นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดกำลังรบของหลินอวิ๋นถึงแกร่งขึ้นอย่างพรวดพราดมากขนาดนี้ ความรู้สึก คือเหมือนกับกำลังใช้ข้าเป็นคู่ซ้อม ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบสู้รีบจบ
โจวผิงแอบตกใจอยู่ภายใน ทั้งยังร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเขาเอาหลินอวิ๋นไม่ลง จากนี้คงไม่ได้อยู่สบาย ๆ ในโรงชะล้างกระบี่ต่อไปแล้ว
“ได้โอกาสล่ะ!”
หลินอวิ๋นเห็นว่าโจวผิงเบนความสนใจไปครู่หนึ่งจึงเพ่งสายตา เสียงปะทุกระดูกพลันดังขึ้นในร่าง เหมือนดั่งขุนเขาลึกส่งเสียงคำราม
จากนั้นปะทุกระดูกไม่หยุด เสียงดังร่วมร้อย ก่อนจะปริแตกออกมาเป็นกระบวนท่าสังหารหมัดพยัคฆ์ พยัคฆ์คำรามป่าเขา
“ปะทุกระดูกร้อยเสียง เจ้านี่ทะลวงพลังแล้ว!”
โจวผิงตกใจหน้าถอดสี ไม่คาดคิดเลยว่าทาสกระบี่ที่ตนดูแคลนมาตลอดจะก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสาม จึงนิ่งอึ้งไปในทันที
หลินอวิ๋นกลับไม่สนใจ เขาชกไปหมัดหนึ่ง ปะทุกระดูกร้อยเสียงประหนึ่งพยัคฆ์คำราม ส่งเสียงสะเทือนเลือนลั่นแห่งป่าเขา!
หมัดนี้มีพลานุภาพทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง อาศัยจังหวะที่โจวผิงนิ่งอึ้งตะปบเข้าไปที่หน้าอกเขาเหมือนพยัคฆ์ร้าย
โจวผิงลอยขึ้นฟ้าไปตกลงบนพื้นเสียงดังสนั่น กระดูกซี่โครงตรงหน้าอกแตกหักหลายท่อน บาดเจ็บหนักไม่เบา
กลุ่มนักการเบิกตาโตอ้าปากค้าง ถึงกับตะลึงงันกันไปหมด
“วิถียุทธ์ขั้นสาม หลินอวิ๋นบรรลุวิถียุทธ์ขั้นสามแล้ว!”-โปรดติดตามตอนต่อไป-