บทที่ 39 ประตูบานนี้เปิดได้ ‘ดี’ จริง ๆ!
คนที่สามารถไปสาขานิวยอร์กได้ จะเป็นคนธรรมดาทั่วไปได้ยังไง?
อีกอย่าง เธอก็ไม่อยากอยู่คนเดียวในต่างแดนมันทรมานเกินไป เธอไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรมาก ขอแค่มีเงินพอใช้มีครอบครัวอยู่ข้าง ๆ ก็เพียงพอแล้ว
ฟู่ซือเหยียนรู้ว่าหลีเกอตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ไป เขาจึงไม่ได้บังคับอะไรอีก
การตัดสินใจของเธอเขาไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยว
ตลอดบ่ายบรรยากาศห้องหนังสือเงียบสงบมาก ทั้งคู่ต่างก็กำลังช่วยกันจัดการเรื่องงานในส่วนของตัวเอง จนกระทั่งหลีเกอเงยหน้าขึ้นจากเอกสารฉบับสุดท้าย กลับพบว่าข้างนอกหน้าต่างมืดสนิทไปแล้ว
นี่เธอดันอยู่ที่บ้านฟู่ซือเหยียนทั้งวันเลย!
เมื่อเห็นฟู่ซือเหยียนยังคงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หลีเกอจึงไม่ได้รบกวน เธอแอบออกจากห้องทำงานไปเงียบ ๆ ตั้งใจจะทำอาหารเย็นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับไป ตอนลงบันไดก็ได้รับโทรศัพท์จากหลี่เจี๋ยอวี๋
“หลีเกอ เธอยังทำงานข้างนอกอยู่หรือเปล่า?”
“ฉันอยู่บ้านประธานฟู่น่ะ” เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงหลีเกอเล่าให้หลี่
เจี๋ยอวี๋ฟังแล้ว แถมยังบ่นอีกว่าที่หลี่เจี๋ยอวี๋ทำนายไว้ไม่ตรงเลยสักนิด พูดถึงเรื่องดอกท้อ*[1] เธอไม่เจอแม้แต่ดอกเดียว
“อ้ออ… อยู่ที่บ้านประธานฟู่หรอกเหรอ?” หลี่เจี๋ยอวี๋ลากเสียงอ้อยาว ๆ
“ค้างคืนด้วยเหรอ?”
“หยุดคิดอะไรเพ้อเจ้อเลยนะ ฉันแค่มาตอบแทนบุญคุณเขาเท่านั้นแหละ”ความคิดของหลี่เจี๋ยอวี๋ทำเอาหลีเกอหน้าแดงไปหมด “ก่อนหน้านี้เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าประธานฟู่เป็นคนไม่ดีน่ะ”
“ฉันแค่บอกว่าประธานฟู่แต่งงานช้า ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ดีเสียหน่อย!”
น้ำเสียงของหลี่เจี๋ยอวี๋ฟังดูไร้เดียงสา “อีกอย่าง เธอไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับเขาซะหน่อย แค่คุยกันถูกคอก็คบกันไปสิ”
หลีเกอพูดอย่างหมดความอดทน “พอได้แล้ว ฉันไม่สนใจหรอก ครั้งก่อนเธอก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ? ฉู่ซือเจียวทำหน้าดุใส่ขนาดนั้น ผู้หญิงคนไหนอยู่กับประธานฟู่ก็คงไม่มีทางสบายแน่ ๆ”
ขนาดเธอไม่ได้มีอะไรกับฟู่ซือเหยียนเลย แต่ก็ยังโดนฉู่ซือเจียวจ้องจับผิดอยู่ได้
ถ้าขืนมีอะไรกันจริง ๆ ละก็ เธอคงไม่รอดแน่ ๆ
หลีเกอเห็นว่าเวลาเริ่มจะดึกแล้วเธอรีบพูดกับหลี่เจี๋ยอวี๋อีกสองสามคำก่อนจะรีบไปทำอาหาร บอกให้หลี่เจี๋ยอวี๋ไม่ต้องสั่งอาหาร เดี๋ยวจะเอาข้าวกล่องกลับไปให้ หลี่เจี๋ยอวี๋กอดโทรศัพท์จุ๊บแล้วจุ๊บอีก
เพราะเป็นอาหารเย็น หลีเกอจึงทำอาหารที่ย่อยง่ายและบำรุงกระเพาะพอดี น้ำซุปนกพิราบที่ตุ๋นไว้ตอนบ่ายก็เสร็จพอดี เธอเพิ่งยกหม้อดินสีม่วงลงจากเตา จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็มืดไป ทำให้เธอตกใจมาก
ไฟดับงั้นเหรอ?
แต่มีเพียงบ้านหลังนี้เท่านั้นที่ไฟดับเพราะไฟบนถนนข้างนอกยังสว่างอยู่ หลีเกอคาดว่าไฟน่าจะซ็อต จึงเปิดไฟฉายมือถือแล้วขึ้นไปห้องทำงานของฟู่ซือเหยียน
“ประธานฟู่ ไฟซ็อตรึเปล่าคะ?” หลีเกอเคาะประตูห้องทำงาน “คุณรู้ไหมคะว่าหม้อแปลงอยู่ตรงไหน?”
“ประธานฟู่?”
หลีเกอเคาะประตูอยู่หลายครั้งติดต่อกัน แต่ไม่มีใครตอบพอเข้าไปในห้องทำงานก็พบแต่ความว่างเปล่า ฟู่ซือเหยียนอยู่ที่ไหนกัน? หลีเกอที่อยู่ในความมืดเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา
ตอนที่เธอลงไปทำอาหาร ฟู่ซือเหยียนก็ยังอยู่ในห้องทำงานอยู่เลย
ทางเดินบนชั้นสอง มีห้องประมาณเจ็ดแปดห้อง มีพื้นที่กว้างขวางและเงียบสงบขนาดนั้น หลีเกอถึงกับได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง ตรงหน้ามีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย
“ประธานฟู่…คุณอาฟู่…คุณอาฟู่คะ!” หลีเกอเดินคลำกำแพงไป ขาสั่นไปหมด “คุณอยู่ไหนคะ ตอบฉันหน่อยได้ไหม?”
เธอไม่เข้าใจเลย อยู่คนเดียวทำไมต้องบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ด้วย? ว่างมากหรือไง!
หลีเกอเดินช้ามาก กลัวว่าจะมีอะไรโผล่ออกมา ไฟฉายโทรศัพท์ส่องไปข้างหน้าที ข้างหลังที พอได้ยินเสียงจากห้องนอน ก็รีบวิ่งไปทันที
“คุณอาฟู่ คุณอยู่ในนั้นหรือเปล่าคะ?” หลีเกอเคาะประตูห้องนอน
“นี่บ้านผม ไม่ใช่ผมแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ?”เสียงของฟู่ซือเหยียนฟังดูเบาและอู้อี้ “ประตูห้องน้ำติด ช่วยเอาไฟฉายเข้ามาเปิดให้หน่อย”
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” หลีเกอบิดลูกบิดประตูห้องนอนแล้วเดินเข้าไป
ห้องนอนมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน หลีเกอใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องก็เห็นทิศทางห้องน้ำ เธอพบว่ามีพรมติดอยู่ใต้ประตูห้องน้ำเลยทำให้คนข้างในดึงไม่ออก
“คุณอาฟู่ พรมมันติดอยู่ที่ประตูน่ะค่ะ” เธออธิบายให้ฟู่ซือเหยียนฟังพลางยื่นมือไปดึงแต่มันติดแน่นเกินไปเธอดึงไม่ออก “เอางี้นะคะ คุณถอยออกไปให้ห่างหน่อย ฉันจะลองถีบประตูดูค่ะ”
“คุณมีแรงขาขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฟู่ซือเหยียนสงสัย
หลีเกอมองดูกลอนประตูห้องน้ำก็เห็นว่าเป็นแบบธรรมดา “น่าจะได้นะคะ ฉันขอลองดูก่อน”
“ได้”
หลังจากบอกให้ฟู่ซือเหยียนถอยแล้ว หลีเกอก้าวถอยหลังไปนิดหน่อย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วยกขาขึ้นเตะไปที่กลอนประตูห้องน้ำ
ครั้งแรกยังเตะไม่หลุด
หลีเกอเตะอีกครั้ง คราวนี้กลอนประตูหลุดแล้ว
“ประธานฟู่” หลีเกอส่องไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องน้ำ ก็เห็นว่าบริเวณแขนเสื้อเชิ้ตของฟู่ซือเหยียนเปื้อนเลือด เห็นได้ชัดว่าแผลคงปริออก “คุณเลือดออก ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
เธอร้อนใจอยากจะดูว่าแผลของฟู่ซือเหยียนเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่คิดว่าพื้นห้องน้ำจะเปียก พอก้าวเข้าไปก็ลื่นขณะที่เธอกำลังจะล้ม โทรศัพท์มือถือก็กระเด็นหลุดมือออกไป
ฟู่ซือเหยียนรีบคว้าแขนเธอไว้ได้โดยสัญชาตญาณ
มือของหลีเกอบังเอิญไปโดนแผลเขา ฟู่ซือเหยียนจึงเสียหลักทันทีเขาเซถอยหลังไปจนไปชนเข้ากับสวิตช์เปิดฝักบัว หลีเกอก็ล้มลงไปในอ้อมกอดของชายหนุ่มพอดี
ฝักบัวด้านบนเปิดออก น้ำก็ไหลพรั่งพรูลงมาใส่ทั้งสองคน
ในตอนนั้นเองไฟก็สว่างวาบขึ้นมา
หลีเกอตัวสั่นเทิ้มเพราะโดนน้ำเย็น เมื่อเห็นว่าไฟมาแล้วเธอก็รีบปิดฝักบัว พบว่าฟู่ซือเหยียนเองก็เละเทะไม่แพ้กัน ผมสั้นเปียกชุ่มแนบติดหน้าผาก สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
เธอรีบคว้าผ้าเช็ดตัวจากชั้นวางส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา “ประธานฟู่ผ้าเช็ดตัวค่ะ”
“ผมให้คุณเปิดประตู คุณก็เปิดได้ ‘ดี’ จริง ๆ เลยนะ!” น้ำเสียงของฟู่ซือเหยียนเย็นชามาก .ฉันถูกมัดอยู่หรือไง ถึงต้องให้คุณเข้ามาช่วย?”
ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนโง่ขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ!
“ฉันเห็นว่าที่แขนคุณมีเลือดก็เลยเป็นห่วงน่ะค่ะ” หลีเกอยิ้มแหย ๆ รู้ตัวว่าเป็นความผิดของเธอเอง
“ออกไป ผมจะเปลี่ยนเสื้อผ้า!”
หลีเกออยากจะพูดว่าควรจัดการแผลก่อนนะ แต่พอเห็นสีหน้าของฟู่ซือเหยียน เธอก็ไม่พูดอะไรแล้วรีบออกไปทันที
“ก็นะ ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย คุณอาฟู่ดุเกินไปแล้ว” หลังจากลงบันไดมา หลีเกอก็ยังบ่นพึมพำอยู่ โชคดีที่เธอใส่เสื้อกล้ามตัวหนาไว้ข้างใน ถึงแม้เสื้อยืดจะเปียกก็ไม่เป็นไร
เธอไม่กล้าขึ้นไปถามฟู่ซือเหยียนว่าผ้าเช็ดตัวอยู่ที่ไหน จึงใช้มือบิดเสื้อแบบลวก ๆ และตั้งใจจะกลับไปจัดการที่บ้าน
พอเปิดประตูออกก็เจอกับฉู่ซือเจียวที่อยู่ด้านนอกพอดี
“พี่เหยียน ฉัน…” ฉู่ซือเจียวถือกล่องเค้กมาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่พอเห็นหลีเกอที่เปิดประตูออกมา เธอก็ถึงกับชะงักไป ตาเบิกกว้างในทันที
ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน?
ฉู่ซือเจียว ไม่พอใจมาก เมื่อเห็นหลีเกอในชุดที่เกือบจะเปลือยเปล่ากล่องเค้กในมือก็ร่วงลงมา ทำให้เค้กเลอะเทอะเต็มหน้าประตู
หลีเกอก็ไม่คิดว่าฉู่ซือเจียวจะมา เธอก้มลงมองตัวเองแล้วก็ดูเหมือนจะอธิบายได้ยากนะเนี่ย
“อ๊าย!! หลีเกอ ฉันจะฆ่าแก!” หลีเกอกำลังจะพูดอธิบาย ฉู่ซือเจียวก็กรีดร้องเสียงดังลั่นแล้วตบหน้าเธออย่างแรง "เธอนี่มันดอกบัวขาว*[2]ชัด ๆ ไร้ยางอาย!"
หลีเกอรีบคว้าข้อมือเธอไว้ทันที ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความเย็นชา “ฉันเองก็อยากจะถามคุณหนูฉู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีมารยาทขนาดนี้ ถึงได้ชอบตบหน้าคนอื่นนัก คุณติดการตบหน้าคนอื่นแล้วหรือไง?”
เธอไม่อยากเป็นศัตรูกับฉู่ชื่อเจียว เพราะกลัวว่าฉู่ชื่อเจียวจะทำให้กวนรั่วหลิงเดือดร้อนในวงการบันเทิง
แต่เธอก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยืนนิ่งให้คนอื่นตบหน้าได้ง่าย ๆ!
“แกพูดว่าอะไรนะ? ฉันไม่มีมารยาทงั้นเหรอ?!” ฉู่ซือเจียวโกรธยิ่งกว่าเดิม เธอโมโหจนหน้าแดง ยกมืออีกข้างขึ้นมาคิดจะตบหลีเกออีกที
หลีเกอจับมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น
ฉู่ซือเจียวพยายามสะบัดมือออกแต่ก็ทำไม่ได้ เธอทำได้แค่ตวาดใส่หลีเกอเท่านั้น “ที่แท้หล่อนมันก็เป็นแค่ดอกบัวขาว ถึงกับวางแผนให้อดีตสามีของตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงและโดนไล่ออก”
[1] ดอกท้อ หมายถึงเนื้อคู่
[2] ดอกบัวขาว หมายถึง ผู้หญิงที่ดูบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วมีเล่ห์เหลี่ยมและมารยาแฝงอยู่