หมอกขาวยังไม่จางหายไปจากยอดเขา เมื่อระฆังใบแรกดังกังวานขึ้นกลางความมืดสลัว
ดง...
เสียงนั้นลอยผ่านแมกไม้ ปลุกนกที่เกาะนิ่งอยู่บนกิ่งสนให้ตื่นใกระพือปีกบินหนี ก่อนเสียงระฆังใบที่สองจะตามมา แ่เบากว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับพระอาทิตย์เองก็ยังไม่อยากตื่นในเช้าอันหนาวเหน็บเช่นนี้
เสี่ยวหลงเปาลืมตาขึ้นก่อนเสียงระฆังใบที่สามจะมาถึงเสมอ
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองเพดานไม้เก่าที่ผุกร่อนตามกาลเวลา รอยแตกเป็ทางยาวเหนือศีรษะที่เขาจำได้ทุกเส้นราวกับเป็ลายมือของตัวเอง ลมหนาวจากช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทพัดมากระทบแก้ม พาเอากลิ่นสนและกลิ่นดินชื้นเข้ามาปนกับกลิ่นธูปที่ค้างอยู่ในอากาศจากคืนก่อน
เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วลุกขึ้นนั่ง
ร่างกำยำของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดขยับอย่างคล่องแคล่ว กล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาั้แ่จำความได้เกร็งตึงเป็เส้นสายใต้ผิวสีแทนเข้ม เขาเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลที่พับไว้ข้างหมอน สวมทับร่างอย่างเคยชิน ผูกเชือกรอบเอวแ่า ก่อนจะสางผมยาวสีดำสนิทที่ยาวลงมาถึงกลางหลังด้วยนิ้วมือหยาบกร้าน มัดรวบไว้หลวมๆ ด้วยเชือกหนังเส้นเก่า
ห้องเล็กๆ ของเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าที่นอนเสื่อฟาง หีบไม้ใบหนึ่งสำหรับเก็บเสื้อผ้า และดาบไม้เล่มหนึ่งที่พิงอยู่มุมห้อง คมกระบี่ที่แท้จริงยังไม่มีสิทธิ์แตะต้อง อาจารย์เคยว่าไว้เช่นนั้น
"จิตใจยังไม่นิ่ง มือจะถือดาบเหล็กไปทำไม"
เสี่ยวหลงเปายิ้มมุมปากนึกถึงคำพูดนั้น มือเอื้อมไปหยิบดาบไม้ขึ้นมา ััผิวไม้เรียบลื่นที่มันวาวจากเหงื่อและการจับกุมนับพันครั้งจนแทบจะเป็ส่วนหนึ่งของฝ่ามือ
เขาก้าวออกจากห้องพักเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลานวัด สายลมเย็นะเืปะทะใบหน้าทันทีที่เปิดประตูไม้เก่า หมอกสีขาวขุ่นลอยคลออยู่รอบต้นสนใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายกลางลาน หยดน้ำค้างเกาะอยู่ตามใบหญ้าระยิบระยับราวกับแก้วเจียระไนเมื่อแสงแรกของวันสาดต้อง
วัดเขาเหลียงซางไม่ใหญ่โต เป็เพียงกลุ่มอาคารไม้เก่าแก่ไม่กี่หลังตั้งอยู่กลางป่าสนบนไหล่เขา ห่างไกลจากเมืองใหญ่หลายสิบลี้ แต่สำหรับเสี่ยวหลงเปาแล้ว ที่แห่งนี้คือทั้งโลกของเขา
กลางลานวัด อาจารย์เซวียนคงนั่งขัดสมาธิอยู่แล้วบนแท่นหินเรียบ ผ้าจีวรสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าห่มคลุมร่างซูบผอมของชายชรา ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกช้าและสม่ำเสมอราวกับสายน้ำที่ไหลนิ่ง ธูปสามดอกปักอยู่ในกระถางหินตรงหน้า ควันบางเบาลอยคดเคี้ยวขึ้นฟ้าก่อนจะสลายหายไปในอากาศเย็น
เสี่ยวหลงเปาเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบ คุกเข่าลงตรงหน้าอาจารย์ตามธรรมเนียมที่ทำมาทุกเช้า ก้มศีรษะลงจรดพื้น
"ศิษย์ขอคารวะอาจารย์"
"มาช้าไปสามลมหายใจ"
เสียงของอาจารย์เซวียนคงแ่เบาแต่หนักแน่น แม้ดวงตาจะยังไม่ลืม เสี่ยวหลงเปายิ้มแหยๆ
"ศิษย์ขอโทษ เมื่อคืนศิษย์นอนไม่ค่อยหลับ"
"ฝันร้ายอีกแล้วหรือ"
คำถามนั้นทำให้เสี่ยวหลงเปาหยุดชะงักไปชั่วขณะ เขาหลบสายตาอาจารย์ที่ลืมขึ้นมองเขาอยู่ตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นแม้จะเก่าแก่ตามวัย แต่กลับเฉียบคมราวกับมองทะลุทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจศิษย์ได้
"...ก็แค่ฝันธรรมดาครับ"
เขาตอบครึ่งจริงครึ่งเท็จ เพราะความจริงแล้ว ฝันเมื่อคืนไม่ธรรมดาเลยสักนิด เขาฝันเห็นตัวเองยืนอยู่กลางทะเลเพลิง เสียงคำรามของสัตว์ร้ายบางอย่างดังก้องอยู่ในอก ราวกับมันไม่ได้อยู่ในความฝัน แต่อยู่ในตัวเขาเอง
อาจารย์เซวียนคงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่ยังคงคล่องแคล่วผิดกับวัย
"ลุกขึ้นเถิด วันนี้เรามาฝึกท่าัคะนองธาร"
สองอาจารย์ศิษย์เดินไปยังลานฝึกด้านหลังวัด ที่ซึ่งพื้นดินถูกอัดแน่นจากรอยเท้านับพันครั้งจนเรียบลื่น ต้นไผ่เขียวขึ้นเรียงรายเป็แนวกำแพงธรรมชาติรอบลาน ลมพัดผ่านทำให้ใบไผ่เสียดสีกันเป็เสียงซู่ซ่าราวกับเสียงกระซิบของใครสักคน
"จำท่วงท่าให้แม่น จิตต้องนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่พลังต้องพุ่งดั่งธารน้ำตกจากยอดผา"
อาจารย์เซวียนคงสาธิตท่วงท่าให้ดูอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างเคลื่อนไหวเป็เส้นโค้งนุ่มนวล ก่อนจะพลิกข้อมือกระชากเป็จังหวะแข็งกร้าวในพริบตา ลมที่พัดผ่านมือท่านดังหวีดเบาๆ ราวกับมีคมกระบี่จริงเคลื่อนผ่าน
เสี่ยวหลงเปาเฝ้าดูด้วยสายตาจดจ่อ ก่อนจะลองทำตาม ร่างกำยำของเขาเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ฝึกมานับพันครั้ง เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามิัสีแทนเข้มเมื่อแสงแดดยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านกิ่งไผ่ลงมาเป็ลายจุดกระจายทั่วลาน
"ช้าไป ข้อศอกหย่อนเกินไป"
อาจารย์ดุอย่างไม่ปรานี เสี่ยวหลงเปารีบปรับท่าทาง กัดฟันแน่นเมื่อกล้ามเนื้อแขนเริ่มล้า แต่เขาไม่เคยคิดจะหยุดพัก เพราะรู้ดีว่านี่คือสิ่งเดียวที่เขามี — วิชาที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ คือมรดกเดียวที่เด็กกำพร้าอย่างเขาอยู่
ฝึกไปได้ราวหนึ่งชั่วยาม เหงื่อโทรมกาย อาจารย์เซวียนคงจึงยกมือขึ้นให้สัญญาณหยุด
"พอแค่นี้ก่อน ไปล้างหน้าล้างตา แล้วมากินข้าวต้ม"
เสี่ยวหลงเปาถอนหายใจโล่งอก เดินไปที่บ่อน้ำหลังวัด วักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างใบหน้าที่ร้อนผ่าว ก้มมองเงาตัวเองในผิวน้ำนิ่งสักครู่ ใบหน้าคมสันของเด็กหนุ่มสะท้อนอยู่ในนั้น ดวงตาสีเข้มที่มีประกายบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ
เขายกมือลูบต้นคอตัวเองโดยไม่รู้ตัว ตรงจุดที่มีรอยแผลเป็จางๆ รูปร่างประหลาดคล้ายเกล็ดพันกันเป็วงอยู่ใต้ไหปลาร้าซ้าย รอยแผลที่เขาไม่เคยรู้ที่มา และอาจารย์ก็ไม่เคยตอบคำถามให้กระจ่างสักครั้งเมื่อเขาถาม
"อาจารย์บอกแล้วไงว่ามันเป็รอยแผลตอนคลอด"
เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่าคำอธิบายนั้นฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
ในโรงครัวเล็กๆ ของวัด ไอน้ำจากหม้อข้าวต้มลอยกรุ่นขึ้นปนกับกลิ่นขิงและใบตะไคร้ที่อาจารย์ใส่ลงไปเสมอ เสี่ยวหลงเปานั่งลงตรงโต๊ะไม้เก่าที่ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าข้างอื่นจนต้องรองด้วยไม้กระดาน อาจารย์เซวียนคงตักข้าวต้มใส่ชามให้ ควันร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะใบหน้า
"กินเถิด วันนี้จะได้มีแรงฝึกต่อ"
เสี่ยวหลงเปายกชามขึ้นซดคำแรก รสหวานอ่อนๆ ของข้าวต้มผสมกลิ่นขิงอุ่นๆ ไหลลงคอ ทำให้ความหนาวเย็นที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างจางหายไปทีละน้อย เขากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ลืมยิ้มให้อาจารย์เป็การขอบคุณ
"อาจารย์ครับ วันนี้ผมขอลงไปที่หมู่บ้านได้ไหมครับ อาซานบอกว่าจะสอนผมตกปลาที่ลำธาร"
อาจารย์เซวียนคงชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวต้มเข้าปากไปชั่วครู่ สายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างไม้ ไปยังเส้นทางลงเขาที่ลัดเลาะผ่านป่าสนหายลับไปในหมอก
"...ได้ แต่กลับมาก่อนพลบค่ำ"
น้ำเสียงของอาจารย์มีบางอย่างแปลกไปจากปกติ เสี่ยวหลงเปาเงยหน้ามองอย่างสงสัย
"อาจารย์เป็อะไรหรือเปล่าครับ"
"ไม่มีอะไร"
อาจารย์เซวียนคงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเหมือนที่เคยเป็มาตลอด แต่เสี่ยวหลงเปาสังเกตเห็นว่ามือของท่านที่ถือชามข้าวต้มนั้นกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังข่มความกังวลบางอย่างเอาไว้
เขาไม่ทันคิดอะไรมาก กินข้าวต้มจนหมดชาม ก่อนจะลุกขึ้นช่วยเก็บกวาดโรงครัวตามหน้าที่ที่ทำเป็ประจำทุกเช้า สายลมพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาแ่เบา พัดกลิ่นธูปจากศาลาพระประธานลอยปนมากับกลิ่นควันไฟจากเตา
ขณะที่เขาก้มเก็บชามใส่อ่างล้าง สายตาเหลือบไปเห็นอาจารย์เซวียนคงยืนอยู่หน้าต่าง มองออกไปยังเส้นทางลงเขาด้วยสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสิบแปดปีที่อยู่ด้วยกัน
มันคือสีหน้าของคนที่กำลังรอคอยบางสิ่งที่ไม่อยากให้มาถึง
"อาจารย์มองอะไรอยู่ครับ"
เสี่ยวหลงเปาถาม เดินเข้าไปยืนข้างกาย อาจารย์เซวียนคงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มให้อย่างรีบเร่งเกินไปสักหน่อย
"ไม่มีอะไรหรอก แค่มองหมอกที่ยังไม่จาง...เ้าไปเถอะ อาซานคงรออยู่แล้ว"
เสี่ยวหลงเปาพยักหน้า แม้ในใจจะยังติดใจกับสีหน้าประหลาดของอาจารย์อยู่บ้าง แต่ด้วยความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ไม่เคยรู้จักโลกภายนอกไปมากกว่าหมู่บ้านเชิงเขา เขาก็ปล่อยผ่านความสงสัยนั้นไปอย่างง่ายดาย
เขาวิ่งกลับไปที่ห้องพัก หยิบเสื้อคลุมบางๆ มาสวมทับ ก่อนจะวิ่งกลับมาที่ลานวัดอีกครั้งเพื่อคารวะลาอาจารย์ตามธรรมเนียม
"ศิษย์ขอลาไปก่อนนะครับ เดี๋ยวเย็นๆ จะรีบกลับมา"
"..."
อาจารย์เซวียนคงไม่ตอบทันที ยืนนิ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังจดจำภาพนี้ไว้อย่างตั้งใจ ก่อนจะยกมือลูบศีรษะเสี่ยวหลงเปาเบาๆ เหมือนที่เคยทำมาั้แ่เขายังเป็เด็กเล็ก
"ไปเถิด...ระวังตัวด้วย"
"ครับ!"
เสี่ยวหลงเปาตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ทันสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของอาจารย์ในประโยคสุดท้ายนั้น สั่นเบาๆ อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขาวิ่งลงเขาไปด้วยจังหวะก้าวที่คล่องแคล่ว ผ่านแนวต้นสนที่หมอกเริ่มจางลงตามแสงแดดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เสียงนกร้องแว่วมาจากป่าลึก เสียงลำธารไหลเซาะโขดหินดังก้องแ่เบาอยู่ไกลๆ ทุกอย่างในเช้าวันนี้ดูเหมือนจะเป็เช้าธรรมดาทั่วไป เหมือนกับทุกเช้าที่ผ่านมาตลอดสิบแปดปีของชีวิตเขา
ทว่าเมื่อวิ่งมาถึงโค้งทางที่มองเห็นวัดเขาเหลียงซางลิบๆ อยู่เื้ั เสี่ยวหลงเปาก็ชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
ขนแขนเขาลุกชันขึ้นมาเฉยๆ
เขาหันกลับไปมองยอดเขาที่เพิ่งจากมา หมอกบางส่วนยังคลออยู่รอบแนวต้นสน แสงแดดสาดกระทบหลังคาวัดเป็ประกายเรืองรอง ทุกอย่างดูสงบนิ่งไม่ผิดแผกจากที่เคยเห็นมาตลอดชีวิต
แต่ทำไมหัวใจเขาถึงเต้นแรงผิดปกติเช่นนี้
เสี่ยวหลงเปายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดมองแนวป่าทึบเบื้องล่างเขาลูกนั้นโดยไม่รู้เหตุผล ราวกับมีบางอย่างกำลังจ้องมองเขาอยู่จากที่ไหนสักแห่ง
เขาเบิ่งตามองอยู่นานหลายลมหายใจ แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ มีเพียงต้นไม้เขียวครึ้มไหวเอนตามแรงลม
"...คิดมากไปเอง"
เขาสะบัดหัวไล่ความรู้สึกประหลาดนั้นออกจากใจ ก่อนจะหันหลังกลับ วิ่งลงเขาต่อไปด้วยรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าอีกครั้ง
ไม่รู้ตัวเลยว่า ลึกเข้าไปในเงาไม้ทึบที่เขาเพิ่งเหลือบมองผ่าน มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองการจากไปของเขาอยู่อย่างเงียบเชียบ