45 1-2
ตอนที่ 69 ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ (1)
ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นของอาจารย์จางก็แทบชะงักค้าง เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนจนเห็นเป็นสีเขียวเต้นตุ้บๆ
“อิสตรีที่ใจกว้างมีน้ำใจเช่นนี้ ย่อมต้องมีรูปร่างหน้าตางดงามเป็นธรรมดา มิเช่นนั้นจะมีคำพูดว่างดงามทั้งภายในและภายนอกได้เยี่ยงไร?”
ไป๋ซือหมิงพ่นเสียงหัวร่อคิกคักออกมาหลายคำ ก่อนจะเดินจากออกไป แต่ก็ยังไม่วายหันมาหยิบองุ่นอีกสองพวงติดมือไปด้วย เขาส่งให้เหลิงเจียงเหนียงพวงหนึ่ง ส่วนอีกพวงก็จับโยนเข้าปากระหว่างเดินแช่มออกไป ทุกอากัปกิริยาของเขาไร้ซึ่งความเคารพต่อผู้อาวุโสทั้งสามแต่อย่างใด
“พี่สาวถัง ข้าอยากจะไปกับท่านด้วย”
ก่อนหน้านี้ เหลิงงหยุนเจียวยังรู้สึกประหลาดใจไม่หายที่ไป๋ซือหมิงสามารถกำราบหินพระธาตุปฐพีได้เพียงลำพังผู้เดียว ฉะนั้น หากมีเขาร่วมเดินทางเข้าจวนตระกูลเหลิงด้วยในยามนี้ จะยิ่งยืนยันความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี
เหลิงหยุนเจียวเดินตามหลังอาจารย์จางออกไป สายตาที่จับจ้องมองแผ่นหลังของชายชรายิ่งทวีความมืดทมิฬและเย็นยะเยือกมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อครั้งที่อยู่จวนตระกูลเหลิง แม้สองแม่ลูกจะมีโอกาสได้พบเจออาจารย์จางเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้พานพบ สายตาของชายชราผู้นี้มักจะจับจ้องมาทางพวกเขาด้วยความรังเกียจ ราวกับรู้สึกขยะแขยงทุกครั้งที่ได้เห็นขยะเหลือทิ้งชิ้นหนึ่ง
บนถนนคนเดินที่แสนคึกคัก เหลิงหยุนเจียวซื้อหน้ากากอันหนึ่งให้เหลิงเจียวเหนียงสวมใส่
ระหว่างทาง อาจารย์จางก็เอาแต่พูดจาประจบประแจงสองแม่ลูกคู่นี้ไม่ขาดสาย จนไป๋ซือหมิงอดปั้นหน้าล้อเลียนมิได้
เหลิงเจียวเหนียงเองก็ตระหนักดีว่า การกลับเข้าจวนตระกูลเหลิงครานี้ ผู้เป็นแม่ต้องการปิดบังตัวตน เจ้าตัวน้อยจึงยอมสวมหน้ากากอย่างเชื่อฟัง
ในยามนี้ อาจารย์จางก็ยังคงตำแหน่งผู้นำอยู่หน้าแถว เหลิงหยุนเจียวเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินเพลินมิได้สนใจสิ่งใด จึงจงใจชะลอความเร็วให้ช้าลง เข้าขนาบข้างไป๋ซือหมิงที่อยู่ด้านหลังสุดพร้อมเอ่ยกระซิบเสียงต่ำว่า
“ไฉนเจ้าดูไม่ค่อยชอบหน้าเขานัก?”
ไป๋ซือหมิงยักไหล่ตอบอย่างไม่แยแส
“ข้าก็แค่ไม่ชอบคนขี้ประจบ หาใช่ว่าไม่ชอบเขา!”
ไป๋ซือหมิงไม่คิดที่จะปกปิดทัศนคติที่มีต่ออาจารย์จางอยู่แล้ว จึงจงใจกล่าวตอบด้วยระดับเสียงปกติ ส่วนที่ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือไม่นั้น ก็หาใช่เรื่องของเขาไม่
เหลิงหยุนเจียวพยักหน้ายิ้มตอบไป๋ซือหมิงทีหนึ่ง เป็นเพราะเขามีอุปนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้นี่ นางจึงได้รู้สึกถูกชะตาด้วย
เมื่อทั้งหมดมาถึงจวนตระกูลเหลิง อาจารย์จางก็เดินนำเข้าไปยังด้านในทันที
“ท่านอาจารย์ถัง ประมุขตระกูลของเรารอท่านอยู่นานแล้ว เชิญเข้าไปเถิดอย่าได้เกรงใจ”
กล่าวจบ เขาก็เดินนำทุกคนไปที่โถงใหญ่บริเวณลานกว้างหลักของจวนแห่งนี้
“ท่านประมุขเหลิง ท่านอาจารย์ถังมาถึงแล้ว”
เหลิงหยวนหลงนั่งคอยที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งอยู่แล้ว สีหน้าการแสดงออกของเขาดูค่อนข้างร้อนใจไม่ใช่น้อย ก่อนที่นางจะมาถึง เขายังหน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับจะตายให้ได้ แต่เมื่อได้ยินประโยคเรียกขานเข้า ใบหน้าเคร่งเครียดพลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสในทันใด
“คาราวะท่านอาจารย์ถัง! ข้าต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่เสียมารยาทเรียนเชิญท่านมากะทันหันเช่นนี้ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตความเป็นความตายของบุตรสาวข้า โปรดเข้าใจหัวอกความเป็นพ่อด้วย”
“ย่อมไม่มีปัญหา ฟังว่าสกุลเหลิงถือเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองเฟิงหยวน มีโอกาสแวะเวียนผ่านเมืองนี้ทั้งที ข้าก็อยากเห็นหน้าคร่าตาตระกูลเหลิงเช่นกัน”
เหลิงหยวนหลงชำเลืองไปเห็นเด็กน้อยสวมหน้ากากผู้หนึ่งอยู่เคียงข้างกับบุรุษหนุ่มอีกคน จึงตั้งใจจะเอ่ยปากสอบถามตามมารยาท แต่ก็เป็นเหลิงหยุนเจียวที่ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“นี่ลูกข้า ถังเจียวเหนียง ส่วนผู้นั้นคือคุณชายไป๋”
“คุณชายไป๋? หมายถึงไป๋ซือหมิงผู้นั้น? นับว่าเป็นเกียรติยิ่งแล้ว! ประมุขตระกูลผู้นี้รู้สึกชื่นชมและนับถือท่านมานาน คุณชายไป๋ บุตรชายแห่งวีรบุรุษ!”
“ช่วงเวลาที่ท่านเดินทางมาอยู่ที่นี่ ชื่อเสียงคำร่ำลือเกี่ยวกับตัวท่านถูกเล่าขานไปทั่วทั้งเมืองเฟิงหยวนของเราแล้ว!”
“หากมิใช่เพราะก่อนหน้า ข้ามีธุระมากมายจนยุ่ง ปานนี้คงต้องรีบรุดเดินทางไปพบ และขอทำความรู้จักกับท่านเป็นการส่วนตัวแล้ว!”
ไป๋ซือหมิงกวาดสายตาพินิจดูสถานที่แห่งนี้อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้ฟังเหลิงหยวนหลงกล่าวจบ เขาก็หันหน้ากลับมาพร้อมคลี่ยิ้มกว้าง เผยให้เห็นซี่ฟันสีขาวสะอาดเรียงตัวสวยงาม แล้วกล่าวตอบอย่างสุภาพกลับไปว่า
“ท่านประมุขเหลิงกล่าวเกินไปแล้ว”
“เอาล่ะ คุณหนูรองผู้นั้นอยู่ที่ใดรึ?”
เหลิงหยุนเจียวเอ่ยถามเจาะตรงเข้าประเด็น นางไม่ต้องการเสียเวลากับเหลิงหยวนหลงที่นี่อีกแล้ว
หางเสียงของท่านอาจารย์ถังเริ่มมีความไม่สบอารมณ์ติดพ่วงมา เหลิงหยวนหลงได้ยินดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบอาสานำทางทั้งหมดไปยังเรือนพักของเหลิงเจียวเจียวโดยด่วน ขณะที่อาจารย์จางถูกสั่งให้ไปเฝ้าดูอาการของเหลิงฉิวหวาน
สภาพร่างกายของเหลิงเจียวเจียวในยามนี้ดีขึ้นมากแล้ว เริ่มสามารถลุกขึ้นเดินเหินไปมาได้บ้างแล้ว
วันนี้แดดออกกำลังดี นางกำลังนั่งชงชาอยู่ในศาลาหินอ่อน เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าเรือน นางจึงรีบลุกขึ้นไปทักทาย
“ท่านพ่อ? คนเหล่านี้คือ...?”
สายตาของนางกวาดมองบุคคลผู้มาใหม่ทั้งสาม เริ่มจากเหลิงหยุนเจียว เหลิงเจียวเหนียง และท้ายที่สุดก็หยุดลงที่รูปโฉมหล่อเหลาของไป๋ซือหมิง แทบจะในทันใด จู่ๆใบหน้าของเหลิงเจียวเจียวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
เหลิงหยุนเจียวเองก็สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ดูเหมือนสตรีนางนี้จะตกหลุมรักไป๋ซือหมิงทันทีที่แรกเห็น
ส่วนนางกับลูกชาย ดูเหมือนว่าเหลิงเจียวเจียวจะจดจำไม่ได้แม้สักนิด
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เหลิงหยุนเจียวเองก็ลอบชำเลืองมองไปทางไป๋ซือหมิงที่อยู่ข้างกายเช่นกัน
อืม...ความจริงแล้วเขาก็ดูหล่อเหลามิใช่น้อยจริงๆ