รู?
ข้านิ่งอึ้งเมื่อกี้เจอบิงกี้อยู่ในโพรงกลางลำธาร ออซเองก็ไม่น้อยหน้ามันพาข้ามาหยุดหน้ารูเล็กขนาดเท่ารูปูตามชายหาด ก่อนจะกอดอกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“เ้ายัดตูดอ้วนๆ ของตัวเองลงไปได้ยังไง” ข้าเงยหน้าถามหลังหายอึ้ง
โป๊ก!
“ข้าอนุญาตให้เรียกข้าว่าออซเฉยๆ ได้ แต่อย่าลามปามขนาดนี้ ไอ้กวางอวดดี” ออซจับคอข้ามามองตาระยะประชิด
“เจ็บนะ! บอกกันดี ๆ ก็ได้นี่ ข้าแค่ถามเอง” ข้าครวญคราง ที่โดนเขกหัวเมื่อกี้ติดพาสซีฟแรบบิตมาร์กด้วยไอ้กระต่ายชั่ว จะท้าสู้ข้าหรือไง
“หลายรอบแล้วนะเ้าน่ะ”ออซว่า ก่อนจะผลักข้าออกห่าง “นี่เป็วิทยาการของมนุษย์ที่เหลือมาจากเมื่อสามร้อยปีก่อนดูไว้เป็บุญตาไอ้หนู สัตว์ในป่านี้นอกจากผู้เฒ่ากับคนสนิทข้าก็ไม่มีใครได้เห็น”
“หือตรงนั้นมีมดเป็ฝูงเลย เ้าสนิทกับพวกมันด้วยเหรอ?” ข้าพยักพเยิดไปบนพื้นไม่ไกลมดดำหลายร้อยตัวกำลังช่วยกันขนซากจิ้งหรีดกลับรัง
“เอ่อ...นั่นไม่นับพวกมดแมลงเสียงเบาเกินกว่าจะพูดให้ใครได้ยิน” ออซยักไหล่มันใช้เท้ากระทืบรูนั่นสองสามที ก่อนจะกลับมาวางมาดกอดอกมองผลงานอีกครั้ง
“ไหนไม่เห็นมีไรเกิดขึ้นเลย”
“รอแปบสิมันเก่ามากแล้ว เดี๋ยวก็มา” ออซทำท่าจะโขกหัวข้าอีกรอบตอนนั้นเองที่รูขนาดไม่กี่มิลลิเมตรค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นข้ากับออซะโออกจากตรงนั้นเพื่อไม่ให้ตกลงไปด้านล่าง เมื่อมันหยุดสิ่งที่เห็นคือหลุมขนาดกว้าง มีขั้นบันไดไม้สักเงาทอดยาวลงไปด้านล่าง แสงสีส้มอบอุ่นทอประกายขึ้นมาทำให้พอเห็นทาง
“ตามมาระวังด้วยล่ะ สัตว์อย่างเรามีปัญหากับการใช้บันไดครั้งแรกเสมอ” ออซเตือนก่อนจะเดินลงไป
จริงอย่างที่กระต่ายว่าสัตว์สี่กีบเดินลงขั้นบันไดไม่สะดวกนัก ข้าเกือบลื่นล้มหลายครั้งยังดีที่ได้ร่างอ้วน ๆ ของออซที่ยืนข้างหน้าค้ำยันไว้ กว่าจะลงมาถึงขั้นสุดท้ายได้ข้าก็เจ็บระบมตามข้อพับจนกะเผลกไปเลย
“ที่นี่...โหววว”ข้าเผลอร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ไม่คิดเลยว่าในป่าใหญ่จะมีอะไรแบบนี้ได้
มันเป็ห้องกว้างมีระเบียบสะอาดตาด้านซ้ายมีโต๊ะไม้ปูผ้าขาวบางกับเก้าอี้หนึ่งตัว ข้างโต๊ะเป็ชั้นวางหนังสือประปรายแล้วก็ตู้โชว์ของแต่งบ้านของมนุษย์ส่วนด้านขวามีเก้าอี้นวมสีแดงเข้มขนาดกำลังดีวางหมอนตกแต่งไว้สวยงามถัดไปชิดกำแพงเป็ฟูกสีเทาส่งกลิ่นดอกไม้หอมฟุ้งปูทับใบไม้แห้งไว้เพื่อเสริมความนุ่มบนเพดานมีโคมไฟทรงกลมหนึ่งดวงคอยให้ความสว่างแม้ไม่มากแต่ก็ทำให้ห้องไม่มืดทึมจนเกินไปนัก
“นี่เป็หลุมหลบภัยขนาดเล็กมนุษย์สร้างมันขึ้นมาเมื่อตอนากับพวกอัล”ออซอธิบายขณะกลายร่างเป็ครึ่งมนุษย์ “อย่าเอาไปโม้ที่ไหนล่ะว่าได้มาบ้านข้า กลัวมีใครมาค้นแล้วของจะหาย”
“เ้าไปเอาที่นี่มาจากไหนมนุษย์กับสัตว์ตัดขาดกันมาสามร้อยปีแล้วนี่” ข้าถาม สายตายังไม่เลิกสอดส่องไปทั่วความรู้สึกที่ได้มาอยู่จริง ๆ ต่างจากที่มองจาก้านั้นลิบลับ
“ก็ตอนไปเที่ยวนอกป่านั่นล่ะไอ้หลุมนี่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เลยอยู่ได้เป็พันปีถ้าไม่มีใครไปทำระบบมันรวน” ออซเดินไปนั่งบนโซฟาก่อนจะปาหมอนใส่ข้า “เ้านอนบนฟูกนั่น รู้จักไหม ไอ้ผ้าที่มุมนั้นน่ะ”
“รู้จักจ้า”ข้าตอบเสียงระอา ก่อนจะเดินไปหย่อนร่างกายลงบนนั้น ร่างกายนี้ชินกับการนอนพื้นดินพอมาอยู่บนฟูกที่ปูทับใบไม้เลยรู้สึกประหลาด แต่ก็น่าจะนอนได้ล่ะนะ
ออซเห็นข้าเริ่มคุ้นกับที่นอนก็เดินไปหยิบถาดโลหะใส่ผลไม้บนโต๊ะมานั่งกินข้างๆ แล้วแบ่งให้ข้าด้วย ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าหิวไส้กิ่วแค่ไหน
“วันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”ออซถามขณะนั่งแกะเมล็ดออกจากผลองุ่นอย่างประณีต
“ข้ามันลูกเทพตายแล้วเกิดใหม่ได้”
“อวดดีไม่เปลี่ยน! ท่านไอโรคงไม่ชุบชีวิตใครบ่อย ๆ หรอกนะ อย่าได้ใจไป”ออซบีบจมูกข้าโยกไปมา “เ้าอาจเป็สัตว์ที่ท่านเทพผู้พิทักษ์เลือกให้เกิดมาพร้อมปัญญาและความสามารถแต่บนโลกใบนี้ประสบการณ์ต่างหากสำคัญที่สุดเ้ายังอ่อนหัดนักถ้าเทียบกับข้าหรือบิงกี้ มีแค่เวทมนตร์เล็กน้อยกับความรู้น่ะไม่พอหรอก”
“เหอะขอบใจที่บอก” ข้ามองบนใส่ “ข้าไม่ได้มี ‘แค่เวทมนตร์เล็กน้อย’ หรอกนะจะบอกให้”
“เฮ้อ...อุตส่าห์เป็ห่วงแท้ ๆ ข้าเพิ่งเข้าใจคำว่ามีปัญญาแต่โง่เง่าก็วันนี้” ออซถึงกับหงายหลังลงนอนกับพื้น“นอนได้แล้วลิมุน ข้าี้เีสอนละ พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยเ้ากลับไปหาแม่แต่เช้าป่านนี้นางคิดถึงลูกแย่แล้ว”
“เ้าก็ไปนอนบนโซฟาสิแล้วเอาถาดอาหารไปเก็บด้วย ตอนนอนข้าไม่ชอบดมกลิ่นอาหาร มันรบกวน”
“ขอรับ! ข้าจะทำตามที่นายน้อยสั่งบัดเดี๋ยวนี้”ออซเด้งตัวขึ้นแล้วเดินเอาถาดผลไม้ไปวางบนโต๊ะ สีหน้าบึ้งตึง
ข้าขำท่าทางนั้นจนเผลอหัวเราะออกเสียง“ฮะๆๆ ออซ ทำหน้าดี ๆ หน่อยสิ ข้าเพิ่งฟื้นจากความตายนะ ไหนบอกเป็ห่วงไง”
“ทำหน้าดีๆ อย่างนี้เหรอ...ฮรี่” ออซแสยะยิ้ม แต่เหมือนแยกเขี้ยวมากกว่า “กล้าดีมาสั่งข้านะไอ้กวางเผือกใหญ่โตมาจากไหนกันฮึ!”
โป๊ก!
ข้านอนไม่หลับเท่าไหร่
หลังจากมะเหงกจนพอใจออซก็คืนร่างกระต่ายแล้วย้ายที่นอนมาเบียดกับข้า มันก็อุ่นดีถ้าไม่ติดว่าเราเพิ่งจะตัวแห้งหมาด ๆ ตอนนี้เลยมีกลิ่นอับตลบอบอวลไปทั่วแต่ออซก็ดูจะหลับได้ง่าย ๆ
“เฮ้ไอ้ขนปุยตัวเหม็นฉึ่ง” ข้าเรียกพลางใช้จมูกดุนสะกิด “ลุกไปนอนบนโซฟาโน่นไปเ้าให้ข้านอนนี่แล้วนะ”
“ครืดดดดดด”ออซส่งเสียงแทนคำตอบ มันหลับในท่าหงายท้อง ขาเหยียดตรง แขนสองข้างงออยู่หน้าลำตัวหัวหงายราบกับพื้นทำให้น้ำลายไหลย้อยลงมา ดูยังไงก็เหมือนตาย ถ้าไม่ติดว่ายังหายใจ
“เฮ้อ”ข้าถอนหายใจก่อนจะขยับลุก ในเมื่อมันไม่ไปนอนข้างบน งั้นข้าไปเองก็ได้
ติ๊ดติ๊ด ติ๊ด
เสียงอะไรบางอย่างเรียกความสนใจข้าก่อนโดดขึ้นโซฟามันเหมือนสัญญาณอุปกรณ์สื่อสารของสิ่งมีชีวิตข้าคลับคล้ายคลับคลาว่าคลื่นความถี่ที่ได้ยินไม่ใช่เสียงบนโลกใบนี้แต่ก็ไม่มั่นใจนักว่าคิดไปเองหรือเปล่า สมองกวางยิ่งจำอะไรได้น้อยอยู่ด้วย
ติ๊ดติ๊ด ติ๊ด
มันดังอีกเป็จังหวะสามครั้งติดข้ารู้ต้นเสียงแล้ว มันมาจากบนตู้วางโชว์นั่นเอง ออซคงยังไม่ตื่นและอะไรบางอย่างในหัวก็สั่งให้ข้าอยากรู้อยากเห็นโดยไม่รอเ้าของอนุญาตสี่กีบเท้าเดินย่องเข้าไปใกล้ชั้นวาง พยายามมองหาแหล่งกำเนิดเสียง
ติ๊ดดด
และก็พบในที่สุดมันเป็แท่งปริซึมใสที่ถ้ามองดีๆ จะเห็นว่าไม่ได้วางอยู่บนชั้น แต่กลับลอยอยู่เหนือไม้กระดานไม่กี่มิลลิเมตร้าสุดที่ควรจะสะท้อนแสงสีรุ้งกลับให้แสงสีม่วงเหลืองแทนแถมยังปล่อยคลื่นความถี่ต่ำระดับที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังก็ไม่ได้ยินออกมาด้วย
[นี่โลเลียน เ้าฟังอยู่ไหมออซ]
“เฮือก!!” ข้าสะดุ้ง ถอยหลังกรูดไปชนโซฟาเสียงดังสนั่นแต่พอหันไปมองออซก็พบว่ามันแทบไม่ขยับตัวเลยสักนิด ราวกับนอนตายอยู่จริง ๆ
[เ้าคุมตัวกวางของพระเ้าอยู่ใช่ไหม ดูแลไว้ให้ดี แล้วรีบสลายกำแพงแก้วซะเสร็จแล้วเราจะเข้าไปรับพร้อมกองกำลัง เข้าใจนะออซ]
เสียงนั้นกล่าวต่อมันไม่ได้ใช้ภาษากลางของสัตว์ แต่กลับใช้ภาษามนุษย์ของดาวดวงนี้ทว่าสำเนียงแปร่งแถมยังมีคลื่นประหลาดแทรกออกมาในทุกคำที่เอ่ย
[เราให้เวลาอีกแค่ 1 เดือนรีบพาเขาออกเดินทางแล้วทำตามแผนซะ เราไม่มีทรัพยากรพอจะทำปศุสัตว์ต่อแล้ว การได้ผืนป่ากลับคืนเป็ทางรอดสุดท้ายไม่อย่างนั้นอัลอย่างพวกข้าคงต้องกินมนุษย์จนหมดโลกเสียก่อน หวังว่าจะจำได้ล่ะว่าเราเสนอค่าตอบแทนแสนยั่วยวนอะไรไว้อย่าชักช้าจนปล่อยมันหลุดมือเชียว กระต่ายป่า]
ตื๊ดดดดด
เสียงพูดและคลื่นแทรกเงียบไปแทนที่ด้วยความเงียบวังเวงที่กรีดแทงเข้ามาในหัวใจข้าราวกับจะฉีกออกเป็เสี่ยง ๆ