“เจ้าคิดว่าห้างร้านไท่หรานเป็นโรงทานหรือไร” นางซูส่ายหน้าหัวเราะพลางเอ่ยว่า“เล่นอีกสักพักก็ไปงีบเถิดนะ เด็กๆ ควรนอนเยอะๆ ถึงจะโตเร็ว”
เย่ชิงชิงถูกไล่ไปแล้วแต่ก็ไม่ยอมแพ้ วิ่งไปเกาะติดเย่จื้อเฟิง แล้วสาธยายข้อดีของแยมผลเฉ่าเหมยนางยืนกรานที่จะซื้อผลเฉ่าเหมยเหล่านั้น
ในตอนนี้เย่จื้อเฟิงถึงรู้ว่ามีไร่ผลเฉ่าเหมยในหมู่บ้านซั่งเหอที่กำลังจะเน่าเสียเพราะน้ำท่วมเขาลูบคางพลางเอ่ยว่า “เจ้าต้องการที่จะถือโอกาสนี้...”
เขาไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับแยมผลเฉ่าเหมยตราบใดที่เห็นผลกำไร ใครจะกลัวความยุ่งยากเล่า? การค้าขายก็ต้องหวังผลกำไรจึงจะนับว่าปกติ
“ทางคุณชายเจ้าของห้าง ข้าจะจัดการเองเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงตบหน้าอกรับประกัน
ในคืนนั้นนางจึงนำพู่กันและหมึกมาเขียนรายการอาหารที่เรียกว่าแยมผลเฉ่าเหมย ซึ่งก็คือสิ่งนี้สามารถนำไปทำซาลาเปา ขนมเปี๊ยะ ขนมบัวลอยและขนมอื่นๆ ได้ รวมถึงนำไปผัดกับซี่โครงหมู...หรือทำเป็นขนมเปี๊ยะแยมผลเฉ่าเหมยก็อร่อยไม่แพ้กัน~
เมื่อมีเย่จื้อเฟิงคอยช่วยเป็นปากเสียงให้นางซูจึงจำใจต้องตกลง คงจะมีแต่ฮูหยินของพวกนางเท่านั้นกระมังที่เชื่อฟังเด็กๆเช่นนี้
เมื่อบอกความตั้งใจในการซื้อแก่ป้าโจวนางก็ตกใจยิ่งนัก นั่นไม่ใช่แค่หนึ่งถึงสองชั่งนะ!
“พวกเจ้าจะขายผลไม้หรือ?” ป้าโจวเบิกตากว้างทั้งตกใจและดีใจพลางกล่าวว่า“ได้ยินว่าซูเหนียงจื่อจะเปิดร้านค้า มีคนมากมายอิจฉาเจ้าเหลือเกิน!การช่วยเช่นนี้ถือว่าช่วยเหลือกันได้มาก เรื่องราคาต่อรองกันได้เลย”
นางซูยิ้มเล็กน้อยนางไม่สะดวกที่จะอธิบายเรื่องแยมผลเฉ่าเหมย มันจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่รู้
ในวันนั้นป้าโจวก็วิ่งไปที่หมู่บ้านซั่งเหอช่วงบ่ายฝนหยุดตกชั่วคราว ญาติฝั่งมารดาของนางจึงรีบมาคุยเรื่องนี้กับนางซูทันที
ไร่ผลเฉ่าเหมยขนาดสามหมู่เก็บเกี่ยวได้ครั้งละเจ็ดถึงแปดร้อยชั่งเนื่องจากฝนตกหนักจนเน่าเสียไปบ้างก็ยังเหลืออยู่หกถึงเจ็ดร้อยชั่งอีกทั้งผลเฉ่าเหมยก็สุกไม่พร้อมกัน ในอีกไม่กี่วันก็จะมีอีกชุดที่กำลังจะแดงแล้ว
เมื่อได้ยินว่ามีมากมายขนาดนี้นางซูก็เริ่มลังเลใจอีกครั้ง เดิมทีนางไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้อยู่แล้วทั้งหมดเป็นเพราะเด็กๆ ช่างคิด หากทำให้ทั้งหมดนี้ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย...
“ซูเหนียงจื่อต้องการเท่าไรขอรับ” โจวปิ่งวั่งมองนางตาละห้อยกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ เขาจึงกัดฟันพลางเอ่ยว่า “ปกติข้าขายให้พ่อค้าผักอยู่ที่สี่อีแปะต่อหนึ่งชั่งหากขายให้พวกท่านคิดแค่สองอีแปะแล้วกันขอรับ!”
ราคาถูกตัดลงไปครึ่งหนึ่งในทันทีแม้จะขายได้บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าอยู่ในไร่นา นั่นคือขาดทุนโดยสิ้นเชิง
เย่จื้อเฟิงคำนวณในใจคร่าวๆผลเฉ่าเหมยหกถึงเจ็ดร้อยชั่งก็แค่หนึ่งตำลึงกว่าๆ ซึ่งถูกมากแต่แยมผลเฉ่าเหมยที่ชิงชิงทำนั้น หากขายไม่ได้หรือไม่ทันการจนเสียก็เท่ากับว่าหนึ่งตำลึงกว่าๆ นั้นทิ้งน้ำไปเปล่าๆ
ผลไม้ส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาอยู่ที่เจ็ดถึงแปดอีแปะต่อหนึ่งชั่งส่วนเนื้อสัตว์ก็สิบกว่าอีแปะ หนึ่งตำลึงเงินสำหรับชาวบ้านตัวเล็กๆถือว่าไม่น้อยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะลังเลเย่ชิงชิงก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้มากไปกว่านี้ แยมผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อในภาชนะที่เตรียมไว้อย่างดีนั้นเก็บได้นานทีเดียว
สุดท้ายเย่จื้อเฟิงก็ตัดสินใจสนับสนุนน้องสาวเขาเชื่อว่าน้องสาวของเขานั้นฉลาดหลักแหลมเช่นนี้จะไม่ทำการค้าขายที่ขาดทุนอย่างแน่นอน
เมื่อมีคนมารับซื้อผลเฉ่าเหมยที่กองเต็มไร่เหล่านั้นโจวปิ่งวั่งก็รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง เขาจึงรีบกล่าวว่า“ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืดนักข้าจะไปเก็บผลเฉ่าเหมยให้พวกท่านเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”
เย่ชิงชิงมองก้อนเมฆบนฟ้าแล้วเอ่ยว่า“อีกสักพักคงไม่ตกอีกแล้วกระมังเจ้าคะ ข้าจะไปด้วย” วันนี้นางไม่ได้ไปเรียนหนังสือหรือออกไปไหนเลย รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก
เย่จื้อเฟิงและน้องสาวเดินทางไปที่หมู่บ้านซั่งเหอโจวปิ่งวั่งหัวเราะร่าเริงและนำพวกเขาเข้าไปดื่มชาในบ้านไม่คิดเลยว่าในบ้านของเขาจะได้เห็นเกาเฟิง
ในลานบ้านของพวกเขามีเป้าให้ยิงธนูเกาเฟิงกำลังใช้ผ้าเช็ดน้ำฝนออกจากเป้า เย่ชิงชิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เกาเฟิงหันกลับมามองสองพี่น้องอย่างไม่คาดคิดพลางเลิกคิ้วขึ้น “ข้าต่างหากที่ต้องถามคำถามนั้นกับเจ้านี่คือบ้านข้า!” เขากล่าวพร้อมส่งสายตาถามโจวปิ่งวั่ง
โจวปิ่งวั่งมองทั้งสองคนแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ?”
เมื่อปลายปีที่แล้วป้าโจวเคยกล่าวกับเขาว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านของนางที่อายุยังน้อยฉลาดล้ำเลิศ มิหนำซ้ำยังมีวาสนา โตขึ้นจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่...ในตอนนั้นเขาคิดว่าการหมั้นหมายลูกชายให้เร็วขึ้นก็เป็นเรื่องดีจึงตกลงให้ป้าโจวไปทาบทาม
ต่อมาได้ยินว่าอีกฝ่ายปฏิเสธเรื่องนี้ก็ผ่านไป ครั้งนี้เมื่อมาขายผลเฉ่าเหมย โจวปิ่งวั่งก็ไม่ได้คิดมากนักใครจะไปคิด บุตรชายของเขากับเด็กหญิงคนนี้เรียนที่สำนักเดียวกัน
บ้านนี้ไม่ได้สกุลโจวหรือแล้วเหตุใดบุตรชายถึงสกุลเกาเล่า? เย่ชิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาเห็นใจไปยังเกาเฟิง
“เจ้าทำหน้าเช่นนั้นทำไม?” เกาเฟิงยกแขนขึ้นกอดอกและร้องเฮอะ
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกำลังถูกสงสาร?อันที่จริงเกาเฟิงมีชื่อเต็มว่าโจวเกาเฟิง เมื่อตอนยังเด็กมีนักทำนายได้ทายทักว่าเขาไม่ควรใช้สกุลเดียวกับบิดาดังนั้นทุกคนจึงเรียกแต่ชื่อของเขาผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวก็เลยคิดว่าเขาเป็นคนสกุลเกา
โจวปิ่งวั่งรีบร้อนไปเก็บผลเฉ่าเหมยเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก ก็ไปเรียกคนงานมาสองคนพร้อมตะกร้าแล้วก็เดินออกไปทันที
นอกจากไร่ผลเฉ่าเหมยจำนวนสามหมู่แล้วบ้านของพวกเขายังมีต้นพืชอื่นๆ อีก เช่น ต้นผีผาและต้นสาลี่ พวกเขาจ้างคนงานสามคนตอนนี้ก็เรียกคนมาช่วยกันเก็บทั้งหมด ซึ่งเก็บให้เสร็จก่อนฟ้ามืดให้ได้
เนื่องจากในตอนนี้ฝนตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวันคูน้ำในไร่นาจึงเต็มไปด้วยดินโคลน แต่โชคดีที่โจวปิ่งวั่งคอยระบายน้ำอยู่เสมอมิฉะนั้นคงท่วมไปนานแล้ว แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังมีผลเฉ่าเหมยลูกใหญ่ที่แดงก่ำเน่าเสียไปบ้างทำให้ผู้ที่ได้เห็นต่างก็นึกเสียดาย