ตอนที่ 2 หาเมียผ่านแม่สื่อ
เวลาเดียวกันนั้นที่ด้านนอก คนงานกำลังถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย เขามีเมียได้ยังไง มีตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำไมไม่เคยบอกให้รู้กันเลย“ซ่อนเมียเอาไว้ตอนไหน ไม่เห็นบอกให้รู้กันบ้างเลย”ปัณณวัตรเป็นคนที่นี่ แต่ไม่ได้เติบโตอยู่ที่นี่ เขากลับมาปักหลักทำสวนหลังจากเรียนจบ พัฒนามรดกที่บิดามารดาทิ้งเอาไว้ให้ ซึ่งก็คือที่ดินผืนใหญ่รกร้างจนกลายเป็นสวนผักนานาชนิด เขาไม่อยากอธิบายอะไรมาก แต่ก็ต้องพูดให้คนงานที่รู้จักกันมานานคลายความสงสัย เพราะยังไงก็ต้องเจอหญิงสาวที่นี่ทุกวัน“ผมคิดว่าควรที่จะมีครอบครัวสักที ก็เลยหาเมียมาอยู่ด้วย”“ยังไง?”“ผ่านแม่สื่อ”“ก็ว่าอยู่ วันๆ เห็นอยู่แต่ในสวน แต่เมียสวยนะ หน้าตาสะสวยเชียว คนกรุงเทพฯ หรือเปล่า” หัวหน้าคนงานตบเข่าเสียงดังฉาด ก่อนจะยิงคำถามออกมาเป็นชุด“คนกรุงเทพฯ”“ดีว่ะ ที่เขาตกลงแต่งงานด้วย”เขากำลังถูกเปรียบเทียบ สภาพมหาโจรกับดอกฟ้า แต่ไม่รู้สึกโกรธเลย เพราะเขาเป็นคนใจเย็นมาก และอีกฝ่ายก็พูดเอ็นดูเขามากกว่าที่จะดูถูก“เมียของเอ็งชื่ออะไรหรือ” หัวหน้าคนงานถามอีก“อนงค์นาง”“ชื่อเพราะเหมาะกับตัว”เขาเห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย แม้การเริ่มต้นที่จะใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เขาให้สัญญาอย่างหนึ่งเลยว่า...จะไม่มีการนอกใจจากผู้ชายคนนี้เด็ดขาด“แล้วจะจัดงานแต่งงานไหม”คนงานหลายคนเริ่มส่งเสียงถามกันอย่างอื้ออึง ถึงพิธีแต่งงานด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้ม และดูตื่นเต้นแทน เนื่องจากนานๆ จะมีงานมงคลเกิดขึ้นสักที แต่เขาก็ตอบปฏิเสธกลับไป เพราะตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้วว่าจะไม่จัดงาน“ไม่ แค่พรุ่งนี้เช้าจะตักบาตรด้วยกันเฉยๆ”“อะไร! จะไม่จัดงานแต่งงานเลยหรือ”“แค่จดทะเบียนสมรสกันก็พอ”“ได้ยังไง มันไม่เปลืองอะไรหรอก เอ็งออกจะมีตังค์ แล้วเมียเอ็งไม่ว่าอะไรหรือ ที่ไม่มีงานแต่งงาน ไม่ได้ใส่ชุดเจ้าสาวสวยๆ”ปัณณวัตรมีเงินเก็บสิบกว่าล้าน วันๆ แทบไม่ได้ใช้เงิน นอกจากเอาบางส่วนมาลงทุนพัฒนาให้สวนผักแห่งนี้มีผลผลิตเจริญงอกงาม และจ่ายค่าจ้างให้กับคนงานเท่านั้น“จัดสักหน่อยสิ แค่กินเลี้ยงกันตอนเย็นก็ได้ นานๆ จะมีงานมงคลเกิดขึ้นสักที แล้วก็ให้เมียเอ็งได้มีโอกาสแต่งตัวสวยๆ เมียเอ็งออกจะสวย”ชายหนุ่มครุ่นคิดตาม พอมองสีหน้ายิ้มๆ ของคนงานทุกคน สุดท้ายเขาก็ตอบตกลงที่จะจัดงานเลี้ยงขึ้นมา เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยงานเขาอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยด้วย“ก็ได้”“ดี เดี๋ยวให้ไอ้โน้ตมันไปซื้อเหล้า ส่วนนังหลงก็ทำกับข้าวขึ้นมาเลี้ยงตอนเย็น”ปัณณวัตรยื่นเงินจำนวนหนึ่งที่เพิ่งรับมาจากการขายผักไปให้ ผู้สูงวัยกว่าจึงรับเงินไปแจกให้คนซื้อของ เมื่อเย็นวันพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงรื่นเริง“แล้วเมียเอ็งทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า”“ผมไม่รู้”“อ้าว...เอ็งไม่ได้ถามก่อนหรือ”คำตอบของเขาคือการส่ายหน้า แล้วเสียงของบุหลงที่รับทำอาหารเลี้ยงก็ดังขึ้น หญิงสูงวัยทำงานที่นี่นานแล้ว จึงสนิทสนมกับชายหนุ่มราวกับเป็นญาติคนหนึ่งเหมือนกัน“ไม่เป็นเดี๋ยวก็เป็น เพราะต้องทำกับข้าวให้ผัวกิน เขมกินง่ายจะตาย แค่ไข่เจียวกับน้ำพริกสักถ้วยก็อยู่ได้แล้ว”เขาเป็นคนกินง่ายและใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่เธอสิ...จะอยู่ได้ไหม เพราะมาจากครอบครัวมีอันจะกิน แต่เธอบอกกับเขาเองว่า...ไม่มีที่ให้กลับไป ก็คงจะอดทนอยู่ได้หรอก หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ร่างสูงกำยำก้าวขึ้นเรือน แต่แทนที่จะเข้าห้องนอนไปพบเธอ กลับเดินเข้าไปครัว เพื่อหุงข้าวและทำกับข้าวขึ้นมาอนงค์นางได้ยินฝีเท้า ตอนนี้น้ำตาเหือดแห้งไปหมดแล้ว แต่ดวงตายังบวมช้ำ แล้วบานประตูห้องก็เปิดออก ร่างสูงกำยำยืนอยู่ตรงนั้น“กินข้าว”เขาไม่ทักเธอว่าร้องไห้ทำไม ทั้งที่ก็เห็นหลักฐานอยู่ชัดเจน พอหมุนตัวเดินออกไป ร่างบอบบางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินออกมายังด้านนอก“ห้องน้ำอยู่ไหนคะ”เขาชี้ไปยังประตูบานหนึ่งที่ติดอยู่กับทางเข้าครัวด้านหลังบ้าน เธอหายเข้าไปข้างใน เพื่อล้างหน้าล้างตาให้สะอาด แล้วก็เดินกลับออกมา ก่อนจะมองสำรับอาหารที่ถูกตั้งรอเอาไว้แล้วบนพื้นอนงค์นางเห็นกับข้าวอยู่สามอย่าง มีน้ำพริกที่เหลืออยู่ก้นถ้วย ต้มจืดตำลึง และผัดแตงกวากับไข่ ซึ่งอาหารเหล่านี้เขาเป็นคนทำชายหนุ่มรอจนเธอนั่งลง ก่อนจะลงมือกินข้าว เขาพูดกับเธอ“พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงตอนเย็น”“ค่ะ”“ทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า”“เป็นค่ะ”เขาเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว มองเธอใช้ช้อนสั้นเขี่ยอาหารในจาน ในความเงียบนั้นแฝงไปด้วยความอึดอัด ซึ่งเขาไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ไม่พูดอะไรออกมา พออิ่มก่อน...ก็ลุกขึ้นเก็บจาน แล้วเดินออกไปย่อยอาหารในสวน ก่อนจะวกกลับมาอาบน้ำ ขณะที่เธอกำลังเก็บจานกับข้าวอยู่ในครัวปัณณวัตรตั้งใจให้เวลาอีกฝ่ายปรับตัว เขาเดินอยู่ในบ้านก็จริง แต่ไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลย นอกจากบางครั้งที่เธอยืนนิ่งๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก และดูเหม่อลอย จึงพูดถามออกไป“ไม่อาบน้ำหรือ”“ค่ะ”เธอพูดเป็นคำเดียวหรือไง พอหายเข้าไปหยิบเสื้อผ้าในห้องนอนก็นาน อาบน้ำก็นาน แล้วก็ออกมายืนเหม่ออยู่ใกล้ๆ เขา ที่กำลังเช็กราคาผักในท้องตลาดจากอินเทอร์เน็ต แต่แล้วร่างบางก็เดินไปที่ระเบียงหน้าบ้าน หญิงสาวทอดสายตามองออกไปในความมืดอันเงียบสงัดอะไรทำให้เธอเป็นแบบนั้นชายหนุ่มถามตัวเองอยู่ในใจขณะมองแผ่นหลังของเธออยู่นิ่งๆ แล้วก็ยืนขึ้นจากโต๊ะที่ตั้งโน้ตบุ๊ก เพื่อไปจัดแจงแขวนมุ้ง ถ้าคืนนี้ไม่อยากถูกยุงกัด จนเป็นโรคไข้เลือดออกขึ้นมาคนที่กำลังเหม่อลอยก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตัวเองอย่างสิ้นหวัง ถ้าคืนนี้เขาจะเรียกร้องสิทธิ์การเป็นสามี เธอก็ต้องยอมรับ และพยายามที่จะใช้ชีวิตร่วมกันกับเขาให้ได้ พอนึกถึงผู้ชายอีกคน ผู้ชายที่เข้ามาจีบจนเรียกว่าแฟน เขาหน้าตาดี หน้าที่การงานดี ดูภูมิฐาน และมีอารมณ์ขัน หัวใจที่ซุกอยู่ในอกก็เจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมาทันที กระทั่งใช้นิ้วกรีดน้ำตาที่ข้างแก้ม และกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังขึ้นมาอนงค์นางยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ พอหันไปมองทางด้านหลัง เขาเข้าไปนอนแล้ว เพราะเวลาก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้วนอนเถอะ!เธอตัดสินใจที่จะเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นมาใส่บาตรแต่เช้า เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนอน สายตามองไปที่ร่างสูงที่นอนอยู่ในมุ้ง เธอกลัว แต่แล้วก็ผลักความกลัวนั้นทิ้งไปร่างบางขยับเข้าไปนอนในมุ้งด้วยคน เมื่อเห็นเขาไม่ขยับตัว ดวงตายังปิดสนิท ก็คิดว่าเขาหลับไปแล้ว จึงค่อยๆ ผ่อนตัวลงนอน ก่อนจะคลี่ผ้าห่มที่เขาทิ้งเอาไว้ให้ผืนหนึ่งคลุมตัว แต่กว่าเธอจะหลับก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม อากาศที่นี่หนาวเย็นจนไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ร่างบางขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หากทว่ายามหลับ สีหน้าก็ยังอมทุกข์ปัณณวัตรลืมตาทันทีที่หญิงสาวนอนหันหลังให้ เขาอยู่คนเดียวมานาน จนคิดที่จะมีเมีย เพราะตอนนี้ก็อายุสามสิบห้าเข้าไปแล้ว และเธอก็ไม่ใช่เด็ก จากข้อมูลที่เขารู้ เธออายุยี่สิบเจ็ด มีอาชีพเป็นครูสอนเด็กอนุบาล บ้านมีฐานะดี มีน้องสาวคนหนึ่ง แต่เธอก็เลือกที่จะแต่งงานผ่านแม่สื่อเรื่องอะไรนะ หรือว่าเรื่องผู้ชายเขาคิดแล้วขมวดคิ้ว แต่แล้วก็หลับตาลง และลืมตาอีกครั้งในตอนที่ไก่โก่งคอขันรับแสงอรุณ ดวงตาคู่คมหลุบลงมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ บางทีเขาอาจจะถาม แล้วก็ต้องลุกขึ้นจากที่นอน เพื่อไปหุงข้าวและทำกับข้าวใส่บาตรพระสงฆ์ในยามเช้า