จากนั้นหลี่เหวินไคก็ละสายตาจากไช่ซุนหลันแล้วหันไปฝึกพลทหารต่อและหยุดการสนทนาเื่ของเขาและไช่ซุนหลันเอาไว้ตรงนี้เพราะไม่อยากนำเื่ส่วนตัวมาพูดคุยในเวลางาน
เวลาผ่านไปจนถึง่เที่ยงเวลานี้ทั้งพลทหารและคนงานก็ถึงเวลาทานมื้อกลางวัน ถึงแม้จะเป็มื้อกลางวันสำหรับคนส่วนน้อยแต่นี่คือมื้อเช้าของคนส่วนใหญ่ที่นี่ ไช่ซุนหลันลุกจากแปลงผักกาดบิดตัวด้วยความปวดเมื่อยยังดีที่เสื้อคลุมของเธอนั้นหนาพอมันจึงไม่ร้อนแดดมาก และก่อนจะออกมาทำงานไช่ซุนหลันได้ทาครีมกันแดดมาแล้วมิเช่นนั้นผิวของเธอจะต้องคล้ำลงเป็แน่ และถึงแม้จะเป็เพียงการเก็บผัก แต่มือของไช่ซุนหลันกับแดงเถือกและพองเป็ตุ่มน้ำใสๆ
‘ซุนหลันเธอนี่ดูเหมือนจะไม่เคยทำงานเหมือนที่คนอื่นนินทาจริงๆนั่นแหละนะ ร่างกายช่างอ่อนแอเสียจริง’
อาหารภายในค่ายทหารแห่งนี้แต่ละมื้อจะมีเนื้ออยู่บ้างการกินอยู่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มากกว่าภายนอก หลายๆ คนเลยวาดฝันที่จะได้เข้ามาเป็ทหารผู้ยิ่งใหญ่ฉะนั้นแล้วพลทหารจึงมักที่จะมีรูปร่างที่บึกบึนและเจริญเติบโตได้มากกว่าชาวบ้าน ยกตัวอย่างเช่นหลี่เหวิคไคเขาเป็ทหารั้แ่อายุ 19 ปี ทำให้มีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าพี่ใหญ่ผู้เป็ฝาแฝด
สำหรับฝ่ายผลิตของค่ายจะแบ่งแต้มที่ได้จากการทำงานเป็สอง่นั่นก็คือ่เช้าและ่บ่าย ่บ่ายจะเริ่มเวลา 14.00 น. แต่ด้วยความที่ไช่ซุนหลันไม่ใช่คนของฝ่ายผลิตที่นี่ทำให้เธอไม่จำเป็ต้องมาต่อแถวลงบันทึกรับแต้มค่าแรง
“พี่สาวไช่พี่สาวไปกินอาหารก่อนได้เลย หนูน่ะถ้าต่อแถวรับแต้มแล้วคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะค่ะ ไม่ได้อยู่กินข้าวที่นี่หรอกเพราะฉะนั้นแล้วพี่สาวไช่ไม่จำเป็ต้องรอหนูเลย” เป่ยซือเยว่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าไช่ซุนหลันยืนรอเธออยู่
“เอาอย่างนั้นก็ได้ถ้าว่างๆ เยว่เอ๋อร์ไปหาพี่ที่บ้านพักได้นะ” ไช่ซุนหลันพูดอย่างเอ็นดู
แต่ถ้าไม่มีเป่ยซือเย่วเธอก็คงรู้สึกแปลกเล็กน้อยที่ต้องไปนั่งกินอาหารคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย
‘หรือว่าฉันจะกลับไปกินอาหารที่บ้านดีล่ะ?’ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของไช่ซุนหลัน
แต่แล้วเธอก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นแม้อาหารและวัตถุดิบภายในมิติจะมีมากมายแต่ของพวกนั้นอย่างไรก็มีวันหมดไป ในเมื่อได้มาใช้ชีวิตในค่ายทหารที่มาอาหาร เธอก็ควรที่จะกินอาหารพวกนี้แล้วเก็บอาหารในมิติไว้สำหรับกินใช้ในหมู่บ้านชนบท
ไช่ซุนหลันเดินไปต่อแถวรับอาหารโดยเมนูมื้อนี้ของคนในค่ายทหารก็คือต้มผักกาดดองซี่โครงหมู และผักกาดผัดเต้าหู้ จากนั้นเธอจึงมองหาโต๊ะว่างก่อนจะนั่งลงคนเดียว่เวลานี้ยังมีคนไม่มากเท่าไร มีเพียงแค่พลทหารบางส่วนเท่านั้น เพราะการรับแต้มคะแนนของคนงานยังไม่เสร็จสิ้นไช่ซุนหลันจึงคิดจะรีบกินรีบกลับ แต่ระหว่างที่เธอนั่งและกำลังจะกินอาหารนั้น หลี่เหวินไคและเพื่อนก็เดินตรงมาและนั่งโต๊ะเดียวกับเธอ
เมื่อเห็นว่าไช่ซุนหลันทำหน้างุนงงหลี่เหวินไคจึงเอ่ยข้างหูภรรยาว่า “เ้าพวกนี้มันอยากรู้จักคุณน่ะ ผมคิดว่าหากให้เพื่อนของผมไปที่บ้านพักบางทีคุณอาจจะไม่พอใจ ผมเลยให้มาพูดคุยและทำความรู้จักที่นี่แทน”
ไช่ซุนหลันพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะยกยิ้มและเอ่ยว่า “อืม ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ได้รู้จักคนอื่นบ้างก็ดีเหมือนกัน”
จากนั้นไช่ซุนหลันก็หันไปเอ่ยแนะนำตัวแก่เพื่อนทหารของหลี่เหวินไคทั้งสี่คนอาหารมื้อนี้ไม่มีความตึงเครียดผิดกับที่หลี่เหวินไคคาดการณ์เอาไว้ อีกทั้งยังดูเหมือนว่าไช่ซุนหลันจะเข้ากันได้ดีกับบรรดาเพื่อนตัวดีของเขาอีกด้วย
ขณะที่โต๊ะของไช่ซุนหลันนั้นมีแค่รอยยิ้มถัดออกไปไม่ไกลก็มีสายตาหนึ่งมองมาอย่างแค้นเคือง
‘ทำไมจู่ๆร้อยหลี่กับซุนหลันถึงได้ดูเหมือนสนิทสนมกันมากกว่าเดิมนะ นี่ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า’
เมื่อเวลาอาหารจบลงทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานและฝึกต่อ ไช่ซุนหลันมองหลี่เหวินไคครู่หนึ่งก่อนจะถามเสียงเบาว่า “เหวินไคคะ เย็นนี้คุณจะกลับมากินอาหารที่บ้านหรือเปล่า?”
หลี่เหวินไคลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับว่า“อื้ม ผมจะกลับไปกินอาหารที่บ้าน อันที่จริง่บ่ายนี้คุณไม่จำเป็ต้องมาช่วยงานที่ฝ่ายผลิตของค่ายก็ได้นะชื่อและสำมะโนครัวของคุณไม่ได้อยู่ที่นี่”
“ฉันอยู่ที่บ้านแล้วมันเบื่อๆน่ะค่ะ ได้ออกมาหาอะไรทำบ้างก็ดีเหมือนกัน”
ดูจากที่ไช่ซุนหลันปฏิบัติต่อสหายของเขาแล้วนี่เหมือนว่าเธอดูแปลกไปเล็กน้อย ยิ่งเธอพูดว่าเบื่อเลยออกมาทำงานมันยิ่งน่าแปลกขึ้นไปอีก
‘จะโกหกก็ให้มันเนียนๆหน่อยไม่ได้หรือไง?’ หลี่เหวินไคคิดในใจ
หากไช่ซุนหลันได้ล่วงรู้ถึงความคิดของหลี่เหวินไคเธอคงะโโต้กลับว่าเขานั้นบ้าไปแล้ว เื่ที่เธอออกมาเพราะเบื่อๆ นั้นมันเป็เื่จริงต่างหากล่ะตาทึ่มเอ๊ย!
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณก็แล้วกัน”หลี่เหวินไคพูดเดินตามหลังเพื่อนทั้งสี่ไปฝึกพลทหารต่อ
ส่วนไช่ซุนหลันในบ่ายนี้นั้นเธอก็ได้ไปช่วยฝ่ายผลิตเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเก็บผักอีกต่อไป เธอเลือกที่จะไปช่วยทำผักดองรูปแบบต่างๆ จากการที่เธอศึกษามานั้นดูเหมือนว่าที่ประเทศจีนแต่ละภูมิภาคก็จะมีการทำผักดองหลากหลายแบบที่แตกต่างกันสำหรับผักดองที่เห็นในตลาดประเทศไทยนั้นได้รับอิทธิพลมาจากจีนตอนใต้อย่างมณฑลกวางตุ้งเสียมากกว่าการที่ไช่ซุนหลันได้มาอยู่ทางตอนเหนือหรือหากจะพูดให้ถูกก็คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั่นทำให้เธอเกิดอยากรู้ว่าผักดองที่นี่นั้นแตกต่างจากที่เธอเคยเห็นอย่างไรบ้าง
ใน่บ่ายนี้ผู้คนดูเป็มิตรกับเธอและสงบปากสงบคำมากขึ้นเนื่องจากเห็นว่าเธอและหลี่เหวินไครวมถึงทหารยศนายร้อยทั้งสี่คนนั่งกินอาหารร่วมโต๊ะกับไช่ซุนหลันตอนนี้คนในฝ่ายผลิตจึงแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวที่มาช่วยงานในวันนี้นั่นก็คือภรรยาร้ายกาจของหลี่เหวินไคนั่นเองไม่ว่าจะทำหน้าที่ไหนไช่ซุนหลันก็ไม่บ่นแม้เพียงครึ่งคำ หลายคนจึงรู้สึกแปลกใจว่าข่าวที่ว่าภรรยาร้อยหลี่เกียจคร้านอารมณ์ร้ายนั้นมาจากไหนเพราะไช่ซุนหลันที่นั่งอยู่กับพวกตนนี้ดูเป็มิตรและออกจะขยัน
พอถึง่เวลาประมาณสี่โมงกว่าๆไช่ซุนหลันก็ขอตัวกลับบ้านพักทหารของหลี่เหวินไคเพื่อเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็น
“มื้อนี้ทำกระดูกซี่โครงหมูซีอิ๊วกับผัดผักรวมก็แล้วกัน”
ไช่ซุนหลันล้างมือก่อนจะทำท่ามินิฮาร์ทเพื่อหยิบซี่โครงหมูเกลือ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วหวาน น้ำตาล น้ำมันหอยนางรม รวมถึงผักออกมา
‘เฮ้อ ถ้ามีสองเตา แล้วทำผัดผักรวมไปด้วยมันน่าจะสะดวกกว่านี้นะ’ไช่ซุนหลันคิดในใจ
เธอเริ่มล้างทำความสะอาดผักและซี่โครงหมู ก่อนจะลงมือหมักซี่โครงแล้วคลุกเคล้าเครื่องปรุงให้ทั่วก่อนจะทิ้งไว้ให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อครึ่งชั่วโมงและระหว่างนั้นก็หุงข้าวและเริ่มผัดผักรวมรอเมนูผัดผักของไช่ซุนหลันนั้นมีเป็ผักล้วน เพราะเธอคิดว่าการมีอาหารเนื้อหนึ่งชนิดผักหนึ่งชนิดมันเป็อะไรที่ลงตัวสุดๆ แล้ว เธอจะสิ้นเปลืองทำเนื้อทั้งสองเมนูให้หลี่เหวินไคกินไม่ได้เพราะเดี๋ยวผู้ชายคนนั้นอาจจะบ่นเธอไม่หยุด เื่นั้นมันคงจะทำให้เธอรำคาญมาก
สำหรับผัดผักรวมครั้งนี้ไช่ซุนหลันเลือกผักสี่ชนิดได้แก่แคร์รอตผักกาดขาว มันฝรั่ง และคะน้า พอทำผัดผักเรียบร้อย ไช่ซุนหลันก็มาจัดการซี่โครงหมูเป็เมนูต่อไป