“เพคะ หม่อมฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” ชุ่ยหลิงย่อกายถวายบังคม ก่อนจะประคองกระดาษคำให้การอย่างระมัดระวัง แล้วรีบก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังตำหนักจื่อเฉิน
ฮองเฮาทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย
การที่วันนี้ไม่ถูกไทเฮาลงพระอาญา นับว่าเกินความคาดหมายของนางไปมากยิ่งนัก อีกทั้งวันนี้ได้เห็นเ้าก้อนแป้งน้อยน่ารักอย่างอวิ๋นตั๋วตั๋ว ภายในใจก็พลอยรู้สึกรักและเอ็นดูเด็กน้อยยิ่งขึ้นไปอีก
ครั้นเดินทางมาถึงห้องเครื่องหลวง ก็พบเหล่านางกำนัลกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารกลางวัน ฮองเฮาทรงเอามือไพล่หลัง ยืนประทับอยู่ตรงประตูพลางเอ่ยถามว่า “วันนี้มื้อเที่ยงมีอะไรกินบ้าง?”
บรรดานางกำนัลและเหล่าแม่ครัวที่กำลังวุ่นกับการล้างผัก หั่นผัก และสับเนื้อ พอหันมาเห็นผู้มาเยือนสวมมงกุฎหงส์และอาภรณ์ปักลายหงส์ ก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ที่ยืนอยู่คือฮองเฮา
“ฮองเฮา หม่อมฉันขอถวายพระพรฮองเฮา!”
“ขอฮองเฮาจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พันปี พันปี!”
คนในครัวที่กำลังง่วนกับการทำงานไหนเลยเคยพบเห็นฮองเฮาใกล้ชิดเช่นนี้ การที่ฮองเฮาเสด็จมาด้วยพระองค์เองในวันนี้ จึงทำเอาทุกคนใแทบสิ้นสติ
“มีสิ่งใดให้พวกบ่าวรับใช้หรือเพคะ?”
“เมื่อครู่ข้าถามว่า มื้อเที่ยงวันนี้เตรียมอะไรไว้บ้าง?”
“เรียนฮองเฮา มื้อเที่ยงวันนี้จัดเตรียมสำรับไว้มี ผัดเผ็ดเนื้อวัว หัวสิงโตต้มแดง และเนื้อสันในห่อไข่แดงเพคะ...”
“เหตุใดจึงมีแต่ของแห้ง ๆ เล่า?” ฮองเฮาขมวดพระขนงด้วยความไม่พอใจ ของคาวพวกนี้ องค์หญิงน้อยจะไปกินได้อย่างไรกัน
“เพิ่มแกงเนื้อตุ๋นเข้าไปอีกอย่าง!”
“เพคะ ฮองเฮา”
“จดจำไว้ให้ดี ั้แ่นี้เป็ต้นไป พระกระยาหารสามมื้อที่จะส่งไปยังตำหนักโซ่วชาง ต้องมีน้ำแกงเนื้อตุ๋นด้วยทุกมื้อ และต้องจัดเตรียมเนื้อวัวไว้ให้มาก ๆ ห้ามให้ขาดเป็อันขาด เข้าใจหรือไม่?”
“จำได้แล้วเพคะ บ่าวจำได้ขึ้นใจแล้ว” หญิงรับใช้ร่างทอดกายลงกับพื้น พยักหน้ารับคำไม่หยุด แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อฮองเฮาออกปากสั่ง มีหรือที่พวกตนจะไม่ปฏิบัติตาม
ฮองเฮาทรงครุ่นคิดว่าหากองค์หญิงน้อยต้องดื่มน้ำแกงเนื้อตุ๋นทุกวัน เกิดวันใดวันหนึ่งเลี่ยนขึ้นมาจะทำอย่างไร?
“นอกจากน้ำแกงเนื้อตุ๋นแล้ว พวกแกงน้ำหมู น้ำแกงแพะ น้ำแกงไก่ และน้ำแกงปลาก็เตรียมไว้ด้วยเล่า” เจาหยวนฮองเฮายังคิดหาอุบายที่ดีกว่านี้ไม่ได้ จึงทำได้เพียงเปลี่ยนชนิดของเนื้อสัตว์สลับกันไป
“แล้วก็ น้ำแกงปลาต้องทำให้อย่างพิถีพิถัน ห้ามให้มีก้างปลาหลุดรอดไปเด็ดขาด หากมีก้างแม้แต่ชิ้นเดียวไปบาดองค์หญิงน้อยล่ะก็ หัวของพวกเ้าได้หลุดออกจากบ่าแน่!”
องค์หญิงน้อยงั้นหรือ? ที่แท้น้ำแกงเหล่านี้ก็เตรียมไว้ให้องค์หญิงน้อยนี่เอง
“เพคะ พวกบ่าวจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจเพคะ”
ที่ตำหนักตงผิง
อวิ๋นลั่วเสวี่ยปาดหยาดน้ำตาที่เกาะอยู่ตรงหางตาออกอย่างเ็า นางเป็คนที่ไม่เคยร้องไห้ ทว่าวันนี้กลับต้องเสียน้ำตาไปหนึ่งหยด
อวิ๋นตั๋วตั๋ว! นางเด็กคนนี้!
แววตาของอวิ๋นลั่วเสวี่ยต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างปิดไม่มิด มือของนางกำขอบโต๊ะแน่นจนข้อมือเป็สีขาวซีด และปลายเล็บก็เริ่มมีเืซึมออกมา
การหยามเกียรติที่นางได้รับในวันนี้ ในวันข้างหน้านางจะต้องเอาคืนเป็เท่าตัวให้จงได้!
เหล่านางกำนัลภายในห้องนอนต่างช่วยกันเก็บข้าวของ พวกนางแอบมองอวิ๋นลั่วเสวี่ยที่ดวงตาแดงฉานด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเก็บของ หวังเพียงว่าจะได้รีบไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว
ส่วนเหล่านางกำนัลด้านนอกห้องนอนนั้น เป็พวกที่ถูกเกณฑ์มาจากที่อื่นเพื่อมาช่วยงาน นางกำนัลอายุน้อยสองสามคนจึงซุบซิบกระซิบกระซาบกันด้วยความสะใจ
“เหอะ! ข้ารู้อยู่แล้วว่านางต้องมีวันนี้!”
“ดูท่าทางเย่อหยิ่งจองหองของนางสิ เห็นแล้วน่ารังเกียจชะมัด!”
“อาศัยบารมีคนอื่นทำตัวเป็นางหงส์ นึกว่าตัวเองเป็เ้านายจริง ๆ เสียแล้วกระมัง!”
“จริงด้วย! ได้ยินมาว่านางกำนัลใต้ปกครองของนางต้องาเ็พิการไปตั้งเท่าไหร่!”
“เป็แค่ของปลอมแท้ ๆ ยังจะมาทำตัวโอหังอีก ตอนนี้โดนไล่ออกไปก็สมน้ำหน้าแล้ว เหอะ!” นางกำนัลหลายคนหัวเราะเยาะเย้ยองค์หญิงตงผิง อวิ๋นลั่วเสวี่ย อย่างไม่เกรงกลัว
อวิ๋นลั่วเสวี่ยได้ยินพวกข้ารับใช้ปากมากแอบนินทาอยู่ข้างนอกก็นึกแค่นหัวเราะในใจ นางลุกขึ้นยืนแล้วผลักประตูออกไป สายตาจ้องมองไปยังเหล่านางกำนัลที่นั่งยอง ๆ นินทาอยู่ใต้หน้าต่างด้วยความเ็าทำเอาขนหัวลุก
“อ้อ? เมื่อครู่เ้าบอกว่าข้าอาศัยบารมีผู้อื่นทำตัวเป็ใหญ่รึ? แล้วก็เ้าบอกว่าข้าเป็ของปลอมงั้นรึ? นางข้ารับใช้ต่ำต้อย เ้าไม่ส่องกระจกดูตัวเองบ้างล่ะว่าเ้าเป็ตัวอะไร!”
อวิ๋นลั่วเสวี่ยพุ่งเข้าไปกุมคางของนางกำนัลคนหนึ่งไว้แน่น แล้วดึงร่างของนางให้หันมา บังคับให้สบตากับตน นางใช้แรงบีบคางกดให้ข้ารับใช้ผู้นั้นเอียงหน้าขึ้น จากนั้นก็ดึงปิ่นหงส์บนศีรษะออกมาอย่างไม่ลังเล แล้วแทงทิ่มลงไปที่ริมฝีปากของนางกำนัลคนนั้นทันที!
“กรี๊ดดดด!” เืสด ๆ ไหลทะลักออกมาทันตาเห็น
“จดจำไว้ให้ดีทุกคน! ข้าคือเ้านาย พวกเ้าเป็เพียงข้ารับใช้ ต่ำต้อยเกินกว่าจะมาเหยียดหยามข้าได้!”
เมื่อเห็นริมฝีปากที่อาบไปด้วยเืสด ๆ ของนางกำนัลผู้นั้น ภาพความเ็ปทรมาน และเหล่านางกำนัลคนอื่น ๆ ที่ก้มหน้าสั่นกลัวราวกับนกกระจอก อวิ๋นลั่วเสวี่ยก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ นางหัวเราะร่าอย่างคลั่งไคล้
ต่อให้ถูกไล่ออกจากวังหลวงแล้วอย่างไรเล่า สักวันหนึ่ง นางจะบดขยี้พวกที่เคยเหยียดหยามนางให้ต้องแลกด้วยชีวิต!
ภายในตำหนักโซ่วชาง
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่ดื่มน้ำแกงเนื้อตุ๋นจนอิ่มแปร้ นอนสบายอารมณ์อยู่บนเตียง
ความรู้สึกของการได้กินแล้วนอน นอนแล้วกินนี่มันช่างดีเลิศจริง ๆ หาก์เมตตา เธอยอมเป็พวกี้เีแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยยังได้!
ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน มีของอร่อยให้กินไม่ขาดทุกวัน ง่วงก็นอน เบื่อก็นั่งอ่านหนังสือ ชีวิตช่างสุขสบายและสุขสงบอะไรเช่นนี้ แต่เธอต้องรีบโตให้ไวขึ้น พอเริ่มพูดได้เดินได้แล้ว จะได้ไม่ต้องคอยโดนรังแกหรือตกเป็เหยื่อให้คนอื่นเชือดง่าย ๆ อีก
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่องค์ชายสามหน้าตากระหาย น้ำลายไหลย้อยพยายามจะเข้ามาหอมแก้มเธอ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็อดที่จะตัวสั่นสะท้านไม่ได้
ข้างเตียงของอวิ๋นตั๋วตั๋วมีโต๊ะหนังสือทำจากไม้สีเข้มตั้งอยู่ และข้างโต๊ะนั้นก็มีเก้าอี้เล็ก ๆ วางไว้อยู่ตัวหนึ่ง
“มั่วโฉว ฝนหมึก แล้วเตรียมกระดาษให้ข้าที” ไทเฮาทรงประทับลงบนเก้าอี้ไม้ข้างโต๊ะหนังสือ พระเนตรหรี่ลงเล็กน้อย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไม่มิด
บนโต๊ะมีกระดาษจดหมายกางไว้ แม่นมจางยืนอยู่ข้าง ๆ คอยฝนหมึกอย่างระมัดระวัง
“ไทเฮาจะทรงเขียนจดหมายหรือเพคะ?” แม่นมจางมองดูไทเฮาที่กำลังตระเตรียมตลับหมึกและพู่กัน
ไทเฮาทรงพยักหน้า “หวังไทเฮาแห่งแคว้นซู่ซี มีหลานสาวตั้งห้าคนแล้ว แต่ละคนหน้าตาสดใสน่ารัก ผิวพรรณนุ่มนิ่มไปหมด ยายแก่คนนั้นขยันส่งจดหมายมาหาข้าได้ทุกสามวันห้าวัน”
“คอยโอ้อวดว่าหลานสาวของนางฉลาดหลักแหลมและน่ารักน่าเอ็นดูเพียงใด พอถึง่เทศกาล ก็ชอบพาเด็ก ๆ พวกนั้นมาเยี่ยมเยียนถึงที่ ทำเป็อวดดีน่าหมั่นไส้เสียจริง”
อวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินคำพูดของเสด็จย่า ก็หัวเราะคิกคักออกมาด้วยความขบขัน เธอรู้สึกอิจฉามิตรภาพระหว่างเพื่อนสาวแบบนี้ยิ่งนัก ในหัวของเธอถึงกับจินตนาการภาพเพื่อนสนิทสายอวดหลานของเสด็จย่าขึ้นมาได้ทันที คาดว่าคงจะเป็คนที่มีนิสัยน่าสนใจไม่เบาเลยทีเดียว
“ไทเฮาทอดพระเนตรสิเพคะ องค์หญิงน้อยทรงหัวเราะแล้ว!”
“แม่หนูคนนี้นี่ ทำท่าทางราวกับฟังพวกเราพูดเข้าใจอย่างนั้นแหละ!”
“นั่นสิเพคะ!”
“บัดนี้ข้าเองก็มีหลานสาวกับเขาแล้วเหมือนกัน แถมยังเป็หลานที่มีรากฐานยุทธ์เลิศล้ำ ร่างกายและโครงกระดูกแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งในหมู่เด็กหญิง มั่วโฉวเ้าว่าเื่ยินดีถึงเพียงนี้ ข้าควรถือโอกาสนี้ไปอวดใส่ยายแก่หวังไทเฮาแห่งแคว้นซู่ซีสักหน่อยดีหรือไม่?”
อวิ๋นตั๋วตั๋วเห็นดีเห็นงามอยู่ในใจ ใช่แล้ว ๆ มีข่าวดีก็ต้องแบ่งปันกันสิ!
แม่นมจางยิ้มออกมา ในที่สุดไทเฮาก็จะได้เชิดหน้าชูตาเสียที ปกติแล้ว ยามใดที่ไทเฮาได้รับจดหมายจากหวังไทเฮาแห่งแคว้นซู่ซี พระองค์เป็ต้องถอนหายใจยาว ใบหน้าหมองเศร้าเอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
อวิ๋นตั๋วตั๋วฟังคนทั้งสองคุยกัน แคว้นซู่ซีที่ว่านี้ก็คือแคว้นข้างเคียงนั่นเอง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และตั้งอยู่ไม่ไกลจากแคว้นหนานหยางมากนัก
“มั่วโฉวเอ๋ย เ้าไม่รู้อะไร เมื่อวานหลังจากที่ตั๋วตั๋วดื่มน้ำแกงเนื้อตุ๋นเสร็จ นางยังแอบหอมแก้มข้าไปฟอดหนึ่งด้วยนะ!” ไทเฮาทรงลูบแก้มซ้ายของพระองค์พลางยิ้มอวดอย่างภาคภูมิใจ
“ปากน้อย ๆ นั่นเบะย่น ยามจุมพิตลงมาน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง! รอให้ตั๋วตั๋วโตขึ้นอีกสักนิด พอจะเดินเหินเองได้เมื่อไหร่ ข้าจะพานางเดินทางไปแคว้นซู่ซีด้วยตัวเอง ให้ยายแก่หวังนั่นได้เห็นกับตาเสียทีว่า หลานสาวของข้าน่ารักน่าเอ็นดูขนาดไหน!”