หลังจากก่อความวุ่นวายไปยกใหญ่คราวนี้ถูกจับวางและบังคับให้นั่งอยู่นิ่งๆ เสียบ้าง ก้นอ้วน ๆ จึงพาดอยู่บนโต๊ะชาอย่างนั้น ส่วนคนที่รายล้อมอยู่ข้างตัวคือท่านลุงใต้เท้าเหวิน กับท่านอาจ้วน แล้วยังมีพี่ชายผิวเกรียมแดดนามว่าขุยอันเฉิงอะไรนั่นอีกไม่รู้ว่าคนพวกนี้้าอะไรจากซือฉุยนักหนาถึงได้นั่งจ้องหน้าซือฉุยอยู่ได้
อยากให้บอกเบาะแสคนขโมยม้าก็บอกไปหมดแล้ว
ช่วยตามหาเฟิงเฮยก็ช่วยแล้วอย่างนั้นทุกคนควรตามใจซือฉุยมิใช่หรือเหตุใดจ้องหน้าประหนึ่งจะสาวไส้ออกจากพุงอ้วน ๆ ของซือฉุยอย่างนั้นเล่า
“เด็กกะโปโลอย่างเ้าเหตุใดแสนรู้นัก ผู้ใดสอนวิชาค่ายกลพวกนั้นให้เ้า?” เหวินวั่งซูเอ่ยขึ้นพร้อมกดปลายนิ้วมือบิดแก้มอ้วนกลมของเ้าลูกหมูซือฉุยอย่างมันเขี้ยวขณะเดียวกันก็มีเสียงกองเสริมอย่างจ้วนเจ๋อหร่านเอ่ยสอดรู้ขึ้นมาอีกว่า
“วิชาค่ายกลของเ้าพิเศษนักครั้นตามหาคนได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะใช้กระดาษยันต์แค่แผ่นเดียวเหตุใดไม่ใช้สิ่งนี้ตามหามารดาของเ้าเสียเองล่ะ”
ซือฉุยส่ายหน้าน้อย ๆแล้วดึงมือท่านลุงใต้เท้าเหวินออกจากแก้ม ปากอวบอ้วนของนางบอกว่าเจ็บหากไม่ติดว่าท่านลุงเหวินกับท่านอาจ้วนคือบ่อเงินบ่อทองให้นางถลุงสาบานว่าซือฉุยผู้นี้จะงับให้นิ้วขาด!
“เพราะซือฉุยมิได้เก่งกาจอาคมบนหุ่นจำลองจึงพาผีชวงล่องลอยไปไกลได้แค่หนึ่งลี้เท่านั้นไกลกว่านี้เ้าผีชวงจะถูกอัคคีิญญาเผาไหม้”
เด็กหญิงอธิบายอย่างเป็เหตุเป็ผลก่อนจะกล่าวต่อไปอีกว่าวิชาค่ายกลพวกนี้เป็ผู้าุโในหมู่บ้านที่ถ่ายทอดให้นางส่วนอาวุธลับที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเป็ท่านแม่ที่ทำให้นาง และสอนให้นางใช้เด็กหญิงโอ้อวดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจบอกว่าท่านแม่ของนางแม้มีใบหน้าอัปลักษณ์ไม่น่ามองแต่ท่านแม่เก่งกาจกว่าสตรีทั่วไป
นอกจากต่อยตีกับนักเลงในหมู่บ้านได้ด้วยมือเปล่าท่านแม่ของซือฉุยยังชอบประดิษฐ์อาวุธลับหน้าตาแปลก ๆ ไว้ดักสัตว์ป่าจากนั้นก็จะเอาสัตว์เล็กสัตว์น้อยไปขายที่ตลาด ซือฉุยชอบท่านแม่มากซือฉุยอยากเก่งกาจเหมือนท่านแม่ ด้วยเหตุนี้ซือฉุยจึงตั้งใจเรียนวิชาค่ายกลมาก
เด็กหญิงเล่าเื่ของมารดาด้วยแววตาเปล่งประกายผิดไปจากผู้ฟังที่เอาแต่หรี่เปลือกตาแคบขณะฟังวั่งซูกำลังคิดว่ามารดาของซือฉุยน่าสนใจยิ่งนัก
ฟังจากที่นางพูดวั่งซูชักอยากตามหาสตรีผู้นั้นให้พบในเร็ววันเพราะความสามารถของนางนั้น ทำให้วั่งซูอดคิดถึงใครคนหนึ่งไม่ได้
“เ้าแน่ใจหรือว่านี่คืออาวุธลับ?”
ซือฉุยดึงถุงอาวุธลับออกมาโอ้อวดก่อนจะโดนท่านอาจ้วนฉุดมันไปตรวจสอบแต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพยายามตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่ามันเป็แค่ยาลูกกลอนธรรมดา แต่หากสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าหน้าตาของมันคล้ายเมล็ดของพืชบางชนิด ส่วนจะให้บอกว่าเป็พืชชนิดไหนขอสารภาพว่านึกไม่ออก *...*
“ท่านอาจ้วนมีตาหามีแววไม่นั่นคืออาวุธลับจริง ๆ นะ ซือฉุยไม่ได้โกหก!!”
เด็กหญิงปาของสิ่งนั้นลงพื้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่นานก็เกิดควันสีเหลืองลอยโขมงอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นของมันร้ายกาจยิ่งนักไม่เพียงทำให้ผู้ที่สูดดมวิงเวียนศีรษะฉับพลัน ยังชวนอาเจียนอีกต่างหากซือฉุยเรียกอาวุธลับชิ้นนี้ว่า ะเิผายลม!
ใช่! ฟังไม่ผิดหรอกนี่เรียกว่าะเิผายลม ทำมาจากพืชเหม็นสิบชนิด นำมาตากแห้งแล้วบดให้ละเอียดจากนั้นผสมกับกำมะถันเล็กน้อย ใส่เปลือกไม้เถาจันทร์ลงไปให้มีััที่เหนียวหนืดพอปั้นเป็ก้อนก็จะสามารถเก็บเอาไว้ได้นานขึ้น
ส่วนนี่เรียกว่าเข็มพิษเจาะเข้าไปบนิัของใครก็ตาม ไม่เกินอึดใจคนผู้นั้นจะน้ำลายยืดแล้วหมดสติไปแต่วางใจได้ อาวุธลับพวกนี้ไม่สามารถฆ่าใครตาย เพียงแต่ทำให้ทรมานชั่วคราวเท่านั้น
“ดี ดีมาก!ด้วยความสามารถของเ้าทำให้ข้านึกอยากทำความรู้จักกับมารดาของเ้าเป็การส่วนตัวจนแทบอดทนรอไม่ไหว!”
เหวินวั่งซูปรายตามองเด็กน้อยบ่งบอกว่าทึ่งในความสามารถสารพัดนึกของนางพวกผู้ใหญ่อย่างเหวินวั่งซูจะฉลาดแกมโกงก็แค่ตอนที่อยู่ในราชสำนักเท่านั้นยามตกอยู่ในสถานการณ์คับขันมักใช้พละกำลังต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด
น้อยนักน้อยหนาที่จะเห็นคนใช้วิธีกระจอกงอกง่อยพวกนี้เพื่อเอาตัวรอด
แต่ทว่าวิธีกระจอกงอกง่อยพวกนี้นี่แหละที่ทำให้ซือฉุยรอดชีวิตและทำให้ตามหาเ้าเฟิงเฮยจนพบสำคัญที่สุดมันเป็สิ่งเดียวที่ทำให้ซือฉุยน่าสนใจกว่าเด็กวัยเดียวกันมิใช่หรือไง
“เช่นนั้นซือฉุยเรียกท่านลุงใต้เท้าเหวินว่าท่านพ่อได้หรือไม่?”
เด็กหญิงพูดออกมาโดยไม่รู้สึกกระดากปากแต่อย่างใดวินาทีเดียวกันนี้...ทั้งเจ๋อหร่านและอันเฉิงได้แต่ลอบจ้องตากันอย่างลุ้นระทึก หากเป็คนในยุทธภพจะรู้ดีว่าใต้เท้าเหวินผู้นี้คือสิ่งต้องห้ามสำหรับเด็ก!
ครั้งหนึ่งมีคนประโคมข่าวลือขึ้นมาว่าขุนนางใหญ่แห่งต้าหนาน ผู้บัญชาการสำนักกลาโหมเจวี๋ยไท้ นามว่าเหวินวั่งซูฆ่าคนชั่ว ปล้นคนเลว ลงทัณฑ์ทรราช ยามวิกาลในคืนเดือนดับหากมีอีกาโก่งคอร้องบนหลังคาบ้านของใคร คนในบ้านหลังนั้นจำต้องตายยกครัว
เื่เล่าขานกันปากต่อปากทำให้เด็กวัยเยาว์มิกล้าสบตาเหวินวั่งซู ยามร้องไห้แจเอาแต่ใจขอเพียงมีคนเอ่ยชื่อใต้เท้าเหวินขึ้นมาเด็กคนนั้นจะตอบสนองด้วยอาการตัวชาแล้วเป็ใบ้นี่ถือเป็วิธีที่ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด...
ในเมื่อชื่อเสียงเรียงนามของนายท่านเหวินน่ากลัวเพียงนั้นเด็กหญิงจอมเ้าเล่ห์อย่างซือฉุยสมควรจะรับคนผู้นี้เป็บิดาจริง ๆ หรือ?
คงมิใช่ว่าตกลงเป็พ่อลูกกันแค่สามชั่วยามแล้วจะออกปากยกเลิกหรอกนะ
“ไม่ได้!ข้าไม่เคยแต่งงาน จะมีบุตรได้อย่างไรอีกอย่างข้าไม่้าบุตรสาวนิสัยเกกมะเหรกเกเรอย่างเ้า”
ชายเ้าของนามปฏิเสธเสียงแข็งแม้ชื่นชมในความสามารถของซือฉุยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับใครเป็บุตรได้ซี้ซั้วอย่าลืมว่าเหวินวั่งซูคนนี้เป็ถึงผู้บัญชาการใหญ่แห่งสำนักกลาโหมเจวี๋ยไท้จะเอาเวลาไหนไปดูแลบุตรสาว ต่อให้เป็บุตรสาวปลอม ๆ ก็เถอะ เพราะหากตกลงปลงใจให้เป็บุตรสาวแล้วอย่างไรก็ต้องดูแลให้ดี มิให้น้อยหน้าที่นางต้องกลายเป็บุตรสาวของคนแซ่เหวิน
“ก็ท่านเป็คนพูดเองว่าอยากทำความรู้จักกับท่านแม่ของซือฉุย สองฝ่ายมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งหากมิใช่สามีภรรยา เช่นนั้นจะเรียกว่าอะไรได้!”
ซือฉุยย่นจมูกใส่ผู้ชายทั้งสามคนที่เอาแต่นั่งจ้องหน้านางเด็กหญิงวัยสี่ขวบเข้าใจไปเอง ว่าคำพูดประเภท 'อยากทำความรู้จักกับมารดาของเ้าเป็การส่วนตัว' หมายถึงการคบหาดูใจกันอย่างลึกซึ้งเพราะซือฉุยเป็ลูกสาวที่เชื่อฟังคำสอนของท่านแม่มากท่านแม่เคยบอกว่าหากบุรุษถูกใจฝ่ายหญิง ตลอดจนรักใคร่ฝ่ายหญิงบุรุษจะเป็ฝ่ายเข้าหาและอยากทำความรู้จักกับฝ่ายหญิงเป็การส่วนตัว
ท่านแม่ยังบอกอีกว่าสตรีอย่างเรานั้นจำเป็ต้องรักษากิริยาและรักนวลสงวนตัวเข้าไว้ชอบชายใดก็อย่าแสดงออกโจ่งแจ้งจนเกินงาม มิเช่นนั้นจะถูกนินทาเอาได้ด้วยเหตุนี้ซือฉุยจึงด่วนสรุปว่า คำพูดของท่านลุงเหวินหมายถึงชอบพอท่านแม่เสมือนที่ชายหญิงปฏิบัติต่อกัน
“โถ่เอ๊ยเ้าเด็กโง่ นายท่านของข้ายังไม่เคยเจอมารดาของเ้าเสียด้วยซ้ำไปแล้วอยู่ดี ๆ จะไปชอบมารดาของเ้าได้อย่างไรกัน”
เจ๋อหร่านคล้ายเข้าใจสิ่งที่ซือฉุยคิดเขาจึงขยี้หัวทุยของนางอย่างชิงชัง แต่ลึก ๆแล้วเขาทำอย่างนั้นเพราะเอ็นดูในความไร้เดียงสาของนางต่างหาก
“งืม…เช่นนั้นท่านลุงยังไม่ชอบท่านแม่คนงามของข้าก็ไม่เห็นเป็ไรประเดี๋ยวตามหาท่านแม่จนพบแล้ว ซือฉุยจะเป็คนทำให้พวกท่านสองคนรักกันเองสรุปว่า...ไม่วันนี้ หรือวันหน้า อย่างไรท่านลุงก็ต้องกลายเป็ท่านพ่อของซือฉุยอยู่ดี”
เด็กหญิงฉีกยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันหลอหวังจับผู้บัญชาการเหวินมาเป็บิดาด้านจ้วนเจ๋อหร่านกับขุยอันเฉิงได้แต่ลอบมองตากันเป็ระยะแล้วส่ายหัวพร้อมเพรียงอย่างสุดแสนจะบรรยายออกมาเป็คำพูดต่างไปจากเหวินวั่งซูที่สูดลมหายใจเข้าสุดปอดคล้ายกำลังข่มอารมณ์แล้วหมายจะตะเบ็งเสียงดุดันออกมาโต้แย้ง
“ข้า!!! ไม่!!!”
ทันใดนั้น! มืออ้วน ๆของนางอุดปากเหวินวั่งซูไว้มิด ต่อด้วยยืดหัวกลมทุยเข้าไปใกล้จากนั้นทำปากย่นเพื่อทิ้งรอยจูบไว้บนลานหน้าผากของคนที่นางหมายหัว
“ซือฉุยประทับตราแล้วต่อจากนี้ไปท่านลุงใต้เท้าเหวินคือท่านพ่อของซือฉุย!”
เด็กหญิงยิ้มปลื้มปริ่มทั้งที่ตัวเองยังไม่คลายมือที่อุดปากเหวินวั่งซูออกนางหัวเราะเหอะหะอย่างน่าชัง จากนั้นค่อย ๆ ปีนป่ายลงจากโต๊ะน้ำชาสองขาต้วมเตี้ยมก้าวสั้น ๆ แต่รัวเร็วจนใครหน้าไหนก็ตามจับตัวนางไม่ทัน เหวินวั่งซูเองได้แต่กุมขมับอย่างเอือมระอาก่อนจะออกคำสั่งว่า
“ปล่อยนางไปเถอะประเดี๋ยวข้าจะทำให้นางรู้ได้ด้วยตัวเองว่าการเป็บุตรสาวของผู้บัญชาการเหวินมันน่าหวาดผวาเพียงใด”
ว่าไว้เพียงเท่านี้เหวินวั่งซูก็รั้งตัวเจ๋อหร่านกับขุยอันเฉิงให้อยู่ก่อนเพราะเห็นว่าเวลานี้ควรเก็บกวาดภาระงานที่ท่าเรือเถียนฟงให้แล้วเสร็จจากนั้นก็ส่งหนังสือแจ้งต่อทางการ ให้จับกุมเถ้าแก่เ้าของโรงม้าเมิ่งเข่อด้วยฐานความผิดช่วยคนจากแคว้นศัตรูปกปิดความลับเื่ลักลอบขนเกลือเถื่อนส่งผลให้การค้าของแว่นแคว้นขาดสมดุล!