‘ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าพูดจริง’
เยว่ซินหัวเราะร่ายื่นหน้าเข้าไปใกล้จ้องมองดวงตาเขาแล้วเอ่ยขึ้น
‘พ่อบุญธรรมบอกว่า ท่านจะต้องถามเช่นนี้ และให้ข้าไม่ต้องตอบอะไรท่านทั้งสิ้น’
ใบหน้าที่มีรอยแผลยามไร้รอยยิ้มดูน่ากลัวอยู่แล้วแต่เมื่อเขากดสายตาดุดันจ้องมองยิ่งทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นแต่นางยังยิ้มแย้มเช่นเดิม
‘พ่อบุญธรรมเล่าว่าท่านเป็เ้าดื้อหัวแข็ง ไม่มีทางเชื่อใครง่ายๆ อยู่แล้ว นอกจากเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปต่อให้ข้ายืนยันอย่างไร ท่านก็จะไม่เชื่อและหาเื่มาแย้งจนได้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็ต้องทำอะไรให้ท่านเชื่อว่ามู่หงเทียนยังมีชีวิตอยู่ขอแค่ข้าช่วยดูแลขาสองข้างของท่านก็พอ”
‘ดูแลขาของข้า?’
‘ถูกต้อง’ นางพยักหน้ายืนยัน แล้วยื่นนิ้วไปแตะรอยแผลเป็ที่ใบหน้าของเขา‘ยาตลับนั้น พ่อบุญธรรมฝากมาให้ท่านหากใช้ต่อเนื่องจะเห็นผลชัดเจน พ่อบุญธรรมย้ำมาว่า ท่านไม่ห่วงเื่หน้าตาแต่ยามต้องลมหนาวจะปวดแผล ยามอากาศร้อนก็แสบผิว เพราะฉะนั้นใช้ๆ ยาตลับนี้ไปเถอะ อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยเลย’
เป็จริงดั่งที่นางกล่าวหากจะให้เขาเชื่อว่ามู่หงเทียนส่งนางมา เขายอมไม่เชื่ออย่างสุดใจแต่ลักษณะท่าทางของนางผสมกับสิ่งที่นางกล่าวมานั้นก็นับได้ว่าเป็สิ่งที่อาจารย์ของเขาเคยเป็มา
‘ส่วนเื่ขาของท่านพ่อบุญธรรมไม่เห็นอาการด้วยตาตัวเอง ได้แต่ฟังคำบอกเล่าของผู้อื่นมา จึงเตรียมยาสมุนไพรชุดหนึ่งต้มกับน้ำแล้วแช่เท้าของท่าน’
‘เื่นี้ให้หันซูจัดการเถิด’
‘ไม่ได้ ยาแต่ละห่อไม่เหมือนกันข้าต้องเป็คนต้มเอง’ นางทำหน้าเบื่อหน่าย ‘ข้าก็ไม่ได้อยากทำเสียหน่อยแต่สัญญากับพ่อบุญธรรมไว้แล้วต้องดูแลท่านจนกว่า อุ๊บ...” นางรีบยกมือขึ้นปิดปาก
‘จนกว่า?’
“ไม่มีอะไร” นางยิ้มแหย “ท่านรับรู้แล้วว่าข้าเป็ใครมาทำอะไรที่นี่ ท่านก็ช่วยเล่นละครกับข้า ให้ข้าเป็ ‘เหอเยว่ซิน’ไปสักระยะเถอะนะ ข้าคิดว่าป่านนี้สหายของข้าคงเดินทางไปได้ไกลแล้วไม่มีใครตามตัวนางได้แล้วล่ะ’
นางดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้ ถอยห่างค่อยๆ สืบเท้าไปที่ประตู
‘พรุ่งนี้จะเริ่มต้มยาให้ท่านแช่เท้านะแล้วก็...พรุ่งนี้ท่านอยากกินอะไร ข้าเห็นมีแป้งอยู่ว่าจะทำซาลาเปาไส้ผัก’
‘แล้วแต่เ้าเถอะ’
‘ได้ ท่านพูดเองนะ’
นางหัวเราะร่าแล้วรีบหมุนตัวออกไปราวกับนกน้อยถลาร่อนลม
การที่นางเอ่ยชื่อมู่หงเทียนนั้น ทำให้ฉู่ห่าวหรานหลับไม่สนิทนักแต่กลับเบาใจว่านางมิใช่คนของฮ่องเต้
‘มู่หงเทียน’
นานเพียงใดที่เขาไม่ได้ยินชื่อนี้สิบปีก่อนมู่หงเทียนคืออาจารย์ของเขา ทว่าถูกลักพาตัวไปและหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยผู้คนล้วนเข้าใจว่ามู่หงเทียนตายไปแล้วจนกระทั้งสตรีนางนั้นเอ่ยชื่อขึ้นมาอีกครั้ง
ฉู่ห่าวหรานเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะสายตามองดูเด็กๆ ราวสิบห้าคนที่กระตือรือร้นมาเรียนเป็วันแรก เด็กๆ มีทั้งชายหญิง อายุั้แ่เจ็ดแปดขวบไปถึงสิบสามปีแต่ละคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบ รอยปะชุนเห็นเด่นชัด แต่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแววตาของพวกเขาเปี่ยมด้วยความหวัง แต่ก็เพราะเป็เด็กจึงตื่นเต้นและนั่งไม่นิ่งนัก
“ตั้งใจหน่อยสิ” เยว่ซินดุเด็กๆแต่ดูเหมือนว่าบรรดาเด็กน้อยจะไม่เกรงกลัวสักเท่าไหร่ พวกเขากลับเกรงใจ ‘อาจารย์ฉู่’มากกว่านาง เด็กๆ ไม่ได้กลัวาแที่เห็นพวกเขาต่างชินกับการเห็นแผลเป็ขนาดใหญ่แล้ว นายพรานหลายคนมีรอยแผลขนาดใหญ่เล่ากันว่าเป็รอยเล็บหมีดำ บางก็หมาป่า เด็กผู้ชายจึงคิดกันว่ารอยแผลเหล่านี้ทำให้ดูองอาจกล้าหาญพวกเขาจึงตั้งใจเล่าเรียนกับ ‘อาจารย์ฉู่’
“นี่ๆตั้งใจฝึกฝนหน่อย กระดาษนี่อย่างดีเลยนะ ทั้งหมึกทั้งพู่กันของดีทั้งนั้น”นางแยกเขี้ยวใส่แต่เด็กๆ กลับหัวเราะกันคิกคัก นางกลอกตามองบนแล้วนึกขึ้นได้จึงพูด“ฝึกฝนให้ดี ใครตั้งใจเรียน พี่สาวจะทำว่าวให้เป็รางวัล”
เด็กๆตื่นเต้นส่งเสียงดัง เยว่ซินยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็สัญญาณให้ทุกคนเงียบห้องเรียนในลานกว้างใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่จึงกลับสู่ความสงบ นางเหลือบตามองทางฉู่ห่าวหรานเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
“ท่านอาจารย์มอบความรู้ให้อย่างเท่าเทียมอยู่ที่แต่ละคนจะตักตวงได้มากน้อยเพียงใด ในภายภาคหน้าพวกเ้าเติบโตขึ้นจะรู้ว่าการอ่านออกเขียนได้นั้นสำคัญมากเพียงใด แม้ไม่มีเงินทองในมือหากแต่มีความรู้ก็ไม่ถูกผู้อื่นเอาเปรียบไม่ว่าจะทำอาชีพใด การรู้หนังสือเป็เื่สำคัญแม้จะเป็สตรีก็ตาม เข้าใจใช่ไหม”
“เข้าใจแล้วขอรับ/เ้าค่ะ”
เด็กๆ ส่งเสียงตอบรับด้วยแววตาใสซื้อ เยว่ซินพยักหน้ารับแล้วเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างปล่อยให้ฉู่ห่าวหรานสอนเด็กๆ เริ่มต้นรู้จักตัวอักษร หญิงสาวนึกถึงตัวเองตอนเป็เด็กบิดาสอนพี่ชายทั้งสองด้วยตนเองนางซึ่งเป็หญิงได้นั่งตักบิดาทั้งยังประคองมือนางจับพู่กันพี่ใหญ่บ่นว่าบิดาลำเอียง พี่รองจะคอยห้ามไม่ให้นางทะเลาะกับพี่ใหญ่ ฐานะครอบครัวไม่ค่อยดีนัก ยามฝึกเขียนอักษรนางใช้กิ่งไม้ลากบนพื้นทราย
ยามคิดถึงเื่ในอดีตบางครั้ง นางไม่กล้าหลับตา เพราะกลัวภาพเ่าั้จะสลายหายไป แต่ความจริงก็คือความจริงกลิ่นคาวเืและร่างของมารดาที่ค่อยๆ เยียบเย็นลงที่ละน้อยคือสิ่งสุดท้ายที่เหลือไว้ให้นาง
เยว่ซินเบือนหน้าไปทางอื่นนางไม่อาจสะกดความรู้สึกภายในได้ จึงตัดสินใจเดินออกมาเงียบๆตรงไปที่ครัวเพื่อตระเตรียมน้ำชาและของว่างให้ฉู่ห่าวหราน เป็ดั่งที่พ่อบุญธรรมกล่าวไว้ไม่ผิดเพียงแค่เอ่ยนามของพ่อบุญธรรม สีหน้าท่าทางของฉู่ห่าวหรานก็เปลี่ยนไปใบหน้าของเขายังคงเ็าแต่มิได้หมางเมินเช่นที่ผ่านมา
‘มู่หงเทียน’คือพ่อบุญธรรมของนาง ส่วนจอมโจรแมงป่องแดง-มู่ยี่ คือแม่บุญธรรมของนาง
เื่มีอยู่ว่าระหว่างที่นางออกตามหาพี่ชายใหญ่ นางใช้ชีวิตเร่ร่อนข้างถนน ลักเล็กขโมยน้อยไปวันๆ นางยอมทำงานเล็กๆ น้อยๆแต่ไม่ยอมเป็ทาสหรือบ่าวรับใช้ใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง นางบังเอิญเจอกับกลุ่มโจรที่ปล้นบ้านเศรษฐี ร่างที่ร่อนกลางเวหายามค่ำคืนสะกดสายตาของนางเ้าของร่างนั้นก้มมองนางพอดีร่างนั้นตีลังกาม้วนตัวในอากาศลงมายืนเบื้องหน้านางที่ขดกายอยู่ริมกำแพง
ปลายกระบี่จ่อที่ปลายจมูกของนาง ไม่รู้ว่าตื่นตะลึงหรืออย่างไรนางจึงไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือส่งเสียงร้องนั้นทำให้หญิงสาวผู้นั้นพึ่งพอใจมาก
“ดีข้าชอบเด็กที่ไม่ส่งเสียงโวยวายน่ารำคาญ”
“ข้าไม่ได้เป็ใบ้”นางรีบพูดขึ้นทันที แต่เพราะความหิวโหยทำให้เสียงท้องร้องดังขึ้นแทรกบทสนทนาระหว่างคนสองคนเป็จังหวะเดียวกับรถม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ ม่านหน้าต่างถูกเปิดขึ้นเล็กน้อย
“พาเด็กคนนั้นขึ้นรถมาเถิดอากาศหนาวเย็นเช่นนี้จะตายริมกำแพงบ้านผู้อื่นเอา” เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นหญิงสาวเบ้ปากเล็กน้อย
“สามีอยากให้ข้าภรรยาเก็บเด็กคนนี้หรือ?”
“ข้าเห็นเ้ามีใจเมตตาอย่างไรก็ทอดทิ้งเด็กผู้หญิงไว้เช่นนั้นมิได้หรอก”
“เด็กผู้หญิง?” นางค้อมเอวลงมาจ้องมองร่างเล็กมอมแมมที่กระถดกายหลบซ่อนตัวในเงามืดของกำแพง“เด็กผู้หญิงจริงๆ ด้วย”
“ข้าไม่ไปข้าไม่มีวันเป็บ่าวรับใช้ให้ใคร ไม่ขายตัวเป็ทาส”
“ดีนับว่ามีอุดมการณ์ดี” บุรุษบนรถม้าเอ่ย“อีกประเดี๋ยวก็จะสว่างแล้ว จะออกเดินทางเลยหรือไม่”
“สามีว่าอย่างไรข้าภรรยาก็ว่าตามนั้น”
หญิงสาวในชุดดำยื่นมือมาหิ้วคอเสื้อของเด็กน้อยขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว เยว่ซินเบิกตากว้างด้วยความใไม่คิดว่าสตรีบอบบางจะมีเรี่ยวแรงมากขนาดนี้และเพียงการเหวี่ยงครั้งเดียวร่างของเด็กน้อยก็ลอยละลิ่วเข้าไปในรถม้า ตามด้วยร่างของนางสารถีพารถม้าเคลื่อนออกไปอย่างเชื่องช้า
แต่เดิมเยว่ซินก็ไม่ได้รู้เื่ชาวยุทธ์อะไรสักนิดได้ยินเพียงเื่เล่าสนุกปากของชาวบ้านในตลาดแต่เมื่อมาถึงพรรคแมงป่องแดงนางจึงได้เข้าใจว่าเป็เช่นไร ที่นี่มีเด็กกำพร้าหลายสิบคนอายุก็แตกต่างกันไป แรกๆ นางหาทางหลบหนีแต่ถูกมู่ยี่ตามจับกลับมาได้ กระทั่งมู่หงเทียนเป็คนยื่นน้ำให้ดื่มยื่นหมั่นโถวให้กิน และพูดจากับนางคล้ายบิดาที่ตายจากนางจึงยอมรับฟังคำสั่งสอนจากเขา
“เ้าอยากอยู่ที่นี่นานเพียงใดก็ได้” มู่หงเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“แต่เ้าก็รู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่เพียงใด ทุกคนพร้อมจะเอาเปรียบเ้าหากเ้ามีทักษะที่สามารถดูแลตนเองได้ ปกป้องหรือหาเลี้ยงตนเองได้มันจะดีกว่าที่เ้าอยู่อย่างคนโง่ให้ผู้อื่นเหยียบย่ำจมดิน”
“ข้าไม่ได้โง่”นางโต้เถียงแม้ใจยอมรับในสิ่งที่เขาพูด “ข้าตามหาพี่ใหญ่ของข้า”
“เช่นนั้นยิ่งดีแล้วเ้าจะตามหาอย่างไร เดินเคาะประตูบ้านไปเรื่อยอย่างนั้นหรือ”
“ข้า...”
“การค้นหาคนไม่ใช่เื่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเราต้องรู้ว่าคนที่ค้นหาเป็ใคร ที่พบครั้งล่าสุดและจุดหมายของคนผู้นั้นอยู่ที่ใดแหล่งข่าวที่ได้รับมาเชื่อได้หรือไม่ เ้าต้องคิดและประเมินผลเป็ไม่เช่นนั้นก็จะหาคนผู้นั้นไม่เจอ”
นางนิ่งไปอึดใจก่อนพยักหน้ารับน้อยๆอ้าปากกัดหมั่นโถวในมือ
“อร่อยหรือไม่”
“ไม่”นางตอบ “มารดาข้าทำอร่อยกว่านี้”
“ดี...”
นางได้ยินเพียงเสียงหัวเราะในลำคอของเขาหลังจากนั้นไม่กี่วัน นางและเด็กคนอื่นๆ ยกน้ำชาเรียกขานเขาว่า ‘พ่อบุญธรรม’และเรียกมู่ยี่ว่า ‘แม่บุญธรรม’นางไม่ได้ฝึกยุทธ์มาั้แ่เด็กเหมือนผู้อื่นจึงไม่มีพื้นฐานที่ดีนักทว่านางเป็คนขยันหมั่นเพียร ฝึกทักษะการต่อสู้ ใช้อาวุธที่ถนัดมือฝึกเรียนเขียนอ่าน
แต่นางอาจมีความที่แปลกจากผู้อื่นไปบ้างก็ตรงที่...นางกลัวว่าตนเองจะลืมมารดาที่นางรักยิ่งนางจึงเข้าครัวทำอาหาร เพียงพยายามทำอาหารรสมือมารดาเพียงเพื่อหวังว่าสักวันจะทำให้พี่ชายใหญ่ได้กิน.