ตอนที่ 2 ฐานะอันห่วยแตก
“ชิวเอ๋อร์ พยุงข้าหน่อย” มือเรียวขาวของอิ่งเม่ยยื่นออกมาพาดลงบนไหล่ชิวเอ๋อร์ ดวงตางดงามสีดำขลับเผยแสงแวววาว
“เ้าค่ะ คุณหนู!” ชิวเอ๋อร์ตอบเสียงดังฟังชัด นางมองร่างกายอ่อนแอของคุณหนูตน ในใจปวดร้าวไปหมด ทำเอาแสบจมูก หยดน้ำตาตรงหางตาเกือบจะไหลรินอีกรอบ
อิ่งเม่ยเห็นชิวเอ๋อร์พยายามอดกลั้นเช่นนั้นแล้ว ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นไหลเข้ามาในหัวใจ นางเอนตัวพิงกับขอบเตียง ละสายตาจากชิวเอ๋อร์ แล้วพิจารณาห้องเล็กๆ โกโรโกโสแห่งนี้เงียบๆ
กำแพงที่มีคราบเหลือง เตียงไม้ที่ส่งเสียงลั่น หน้าต่างกระดาษที่โปร่งลม ของประดับเก่าโทรม และนางซึ่งเป็ถึงบุตรสาวสายตรงแสนสง่าแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ ทว่าในห้องกลับไม่มีเครื่องกระเบื้องเคลือบเลยสักชิ้น อย่าว่าแต่แจกันลายครามเลย แม้แต่เครื่องเคลือบสีขาวธรรมดาๆ ก็ยังไม่มี คิดว่าในห้องของนาง สิ่งที่ดูจะล้ำค่ามากที่สุดคงจะเป็กาน้ำชาที่ไว้ให้ดื่มนั่นกระมัง
นางยกมุมปากขึ้นแล้วยิ้มหยัน ท่านแม่ทัพใหญ่ไร้ความยุติธรรมเช่นนี้ ในเมื่อเขาไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของเืเนื้อเชื้อไข เช่นนั้นก็อย่าได้หาว่านางใจดำอำมหิตเลย
ดวงตาเผยจิตสังหารเพียงชั่วครู่ จากนั้นปิดเปลือกตาลงเบาๆ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาก็ถูกปกคลุมไปด้วยรอยยิ้มแสนชั่วร้าย “ชิวเอ๋อร์ ใครเป็คนเชิญหมอมาให้ข้ากัน”
ที่อิ่งเม่ยถามเช่นนี้เพราะมีเหตุผล หากว่าตามความทรงจำที่มีอยู่ก่อนหน้า เกรงว่าในจวนแห่งนี้คงไม่มีใครสนใจความเป็ความตายของนางเลยสักคน คนเ่าั้แทบอยากจะให้นางตายๆ ไปเสีย ขอแค่นางตาย บุตรสาวอย่างพวกนางทุกคนก็ล้วนมีสิทธิ์ได้ขึ้นเป็บุตรสาวสายตรงทั้งสิ้น
“เป็นายท่านเ้าค่ะ” ชิวเอ๋อร์ใช้สายตาแวววาวจ้องมองอิ่งเม่ย จงใจใช้น้ำเสียงที่เอ่ยประโยคนั้นออกมาให้ดังขึ้น ราวกับ้าให้อิ่งเม่ยได้รู้ว่านายท่านยังคงใส่ใจนาง
“งั้นหรือ” อิ่งเม่ยขยับมุมปากเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม นางเหลือบมองชิวเอ๋อร์ที่น้ำตาคลอเบ้าแต่กลับยิ้มอยู่ เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ชิวเอ๋อร์ เล่าเื่สถานะของมารดาข้าหน่อยสิ”
“ฮูหยินน่ะหรือ!” ใบหน้าเล็กอันไร้เดียงสาของชิวเอ๋อร์นึกย้อนอยู่ชั่วครู่ ั์ตาที่มองไปยังเ้านายเจือการตำหนิเล็กน้อย เพราะฮวาอิ่งเม่ยเอาแต่คิดว่าการที่นางต้องมาใช้ชีวิตอย่างน่าสมเพชเช่นนี้เป็เพราะมารดาของนางที่ด่วนจากไป ทั้งยังหลงเชื่อคำพูดของอี๋เหนียงสาม คิดว่ามารดาตนเองเป็นักแสดงงิ้วที่น่ารังเกียจ[1] ถึงได้ไม่ยอมรับฟังเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับมารดาเลยสักอย่าง
แน่นอนว่าอิ่งเม่ยััได้ถึงสายตาตำหนิจากชิวเอ๋อร์ จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ฮวาอิ่งเม่ยหนอฮวาอิ่งเม่ย เสียแรงที่มีชื่อเดียวกับข้า แต่กลับเป็คนโง่ที่แสนน่าขันเช่นนี้
“ฮูหยินเป็สตรีที่งาม สง่า และใจดีมากที่สุดเท่าที่ชิวเอ๋อร์เคยพบเจอมาเลยเ้าค่ะ ใบหน้าของฮูหยินมักจะมีรอยยิ้มอันอบอุ่นอยู่เสมอ ดวงตาสุกใสเต็มไปด้วยประกายความอ่อนโยน”
ชิวเอ๋อร์แหงนหน้าเข้าหาแสงสว่าง เปลวไฟในดวงตาไหวสั่นโชติ่ดั่งกองเพลิง ลุกลามเผาไหม้อิ่งเม่ย
ตามที่อีกฝ่ายเล่ามา ในหัวของอิ่งเม่ยก็ปรากฏร่างเงาอันสงบนิ่งและสง่างามขึ้นมา ในใจเริ่มมีความปวดหนึบเล็กน้อย อิ่งเม่ยรู้สึกแค่ว่าเหมือนเซลล์ทั่วทั้งร่างหดเข้าหากัน เกาะติดกัน และกระชากออกจากกัน
นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ อิ่งเม่ยเหลือบดวงตาหงส์ขึ้น แววตาเย็นเยือกจ้องมองไปยังชิวเอ๋อร์ “เช่นนั้นชิวเอ๋อร์ ก่อนที่มารดาของข้าจะแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่ นางเป็ใครกัน”
ชิวเอ๋อร์ที่กำลังจมดิ่งอยู่กับห้วงอารมณ์จึงไม่ทันรู้ตัวว่าอิ่งเม่ยกำลังเอ่ยถึงบิดาของนางเอง คำสามคำที่ฟังแล้วเย็นเสียดกระดูกอย่างแม่ทัพใหญ่นั่น เมื่อได้ยินคำถามของคุณหนู ชิวเอ๋อร์ก็สูดจมูกปวดร้าวอยู่ในใจ แววตาที่มองไปยังคนตรงหน้าเปี่ยมด้วยความสงสาร “ฮูหยิน ฮูหยินคือธิดาบุญธรรมของไทเฮาองค์ปัจจุบันเ้าค่ะ เป็พระขนิษฐาบุญธรรมขององค์ฮ่องเต้ ได้รับความรักและเอ็นดูจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ เดิมทีควรจะมีชีวิตที่ยืนยาวสุขสบาย แต่...แต่ฮูหยินกลับจากไป คุณหนู บ่าวไม่เชื่อหรอกเ้าค่ะ ฮูหยินร่างกายแข็งแรงเช่นนั้นจะเป็หวัดลมเย็นและสิ้นไปเพราะไม่รับการรักษา”
“หวัดลมเย็นหรือ ดีนักนี่” อิ่งเม่ยเม้มริมฝีปากดุจใบมีดเบาๆ แววตาแหลมคมปกคลุมด้วยไอเย็นเสียดกระดูก
เชิงอรรถ
^ นักแสดงงิ้วในสมัยก่อน เป็นอาชีพของชนชั้นล่าง ทำให้คนที่ทำงานนี้ถูกดูหมิ่นดูแคลน และเป็นชื่อเรียกในการดูหมิ่นอีกด้วย