เสียงระฆังใบที่สิบดังกึกก้องกัมปนาททะลวงขึ้นมาจากผืนปฐีเบื้องล่างคลื่นเสียงของมันหาใช่อากาศธาตุที่สั่นะเื ทว่ามันคือ ‘ปราณมรณะ’ที่อัดแน่นจนกลายเป็คลื่นกระแทกไร้รูปบดขยี้แผ่นกระดานไม้เนื้อแข็งของโรงเรือนพักศพจนปริแตกเป็ริ้วๆเศษไม้ปลิวว่อนราวกับถูกพายุหมุนเกรี้ยวกราดฉีกกระชาก
หลินจิ่วเซิงดีดตัวถอยหลังไปสามก้าวอย่างฉับพลันปลายเท้าของเขากรีดลงบนพื้นโคลนเพื่อสลายแรงกระแทกแม้ไร้ซึ่งพลังปราณในจุดตันเถียนทว่าสัญชาตญาณที่ถูกเคี่ยวกรำจากความตายทำให้เขาสามารถหลบหลีกจุดศูนย์กลางของการปะทุได้อย่างเฉียดฉิว
ดวงตาของเด็กหนุ่มหรี่แคบลงจดจ้องไปยังรอยแตกกว้างกลางพื้นเรือนกลิ่นอายความตายที่พวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่างนั้นเข้มข้นยิ่งกว่ากลิ่นของซากศพนับพันที่ถูกฝังรวมกันมันเย็นเยียบจนแทรกซึมเข้าไปถึงไขกระดูกหยาดฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางหน้าต่างเมื่อัักับไอหมอกสีดำนี้พลันจับตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้น
“นี่มัน… ระฆังดับสูญ?”หลินจิ่วเซิงพึมพำน้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงที่หาได้ยากยิ่ง
ในบันทึกโบราณของตระกูลสัปเหร่อ‘ระฆังดับสูญ’ คือของวิเศษมารระดับตำนานที่สูญหายไปนับพันปีกล่าวกันว่าเมื่อใดที่ระฆังใบนี้ส่งเสียงมันจะไม่อาจหยุดหย่อนจนกว่าจะสูบกลืนปราณหยางของสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้จนเหือดแห้งและบัดนี้ มันกลับถูกฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา… ใต้โรงเรือนพักศพแห่งหมู่บ้านอีกาดำ!
เสียงระฆังค่อยๆ จางลงทว่าแรงกดดันในห้วงมิติกลับทวีความรุนแรงขึ้นหลินจิ่วเซิงตวัดสายตากลับไปยังโลงศพสีดำสนิทด้ายขาวนำทางิญญาที่เขารัดรึงเอาไว้บัดนี้อาบย้อมไปด้วยแสงสีแดงฉานราวกับโลหิตมันกำลังสั่นระริกราวกับมีสายพิณที่ถูกขึงจนตึงเปรี๊ยะ ศพไร้หน้าภายในโลงเงียบสงบลงแล้วไม่มีเสียงเคาะฝาโลงอีกต่อไปทว่าความเงียบนี้กลับเป็ดั่งความเงียบก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม
เขากระชับด้ามพลั่วเหล็กดำในมือแน่นก่อนจะหันไปมองผู้ช่วยสัปเหร่อเฒ่าที่นอนสลบไสลอยู่มุมห้อง
“ท่านลุงกัว…”หลินจิ่วเซิงก้าวเข้าไปหา ร่างกายของชายชรายังคงอุ่นทว่าเมื่อเขาวางปลายนิ้วลงบนจุดชีพจรที่ลำคอ ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันเบิกกว้าง
ไร้ซึ่งการเต้นของหัวใจ...ไร้ซึ่งลมหายใจ... และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ไร้ซึ่งดวงิญญา!
ร่างของลุงกัวไม่ได้บอบช้ำจากแรงกระแทกทว่าิญญาของเขาถูกกระชากหลุดออกจากร่างไปในชั่วพริบตาที่ระฆังใบที่สิบส่งเสียงิัของชายชราเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาหม่นอย่างรวดเร็วปราณหยางในร่างถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเปลือกมนุษย์ที่ว่างเปล่า
ความเย็นเยียบสายหนึ่งแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่กระหม่อมของหลินจิ่วเซิงหากระฆังดับสูญพรากิญญาของลุงกัวไปได้ในชั่วอึดใจแล้วผู้คนนับร้อยในหมู่บ้านอีกาดำเล่า?
เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนชายเสื้อสะบัดพลิ้ว เขาคว้าตะเกียงน้ำมันที่ยังเหลือเชื้อไฟเพียงน้อยนิดจุดมันขึ้นด้วยหินเหล็กไฟ แสงสลัวสีส้มสาดส่องฝ่าความมืดมิดทว่ามันไม่อาจส่องทะลุไอหมอกมรณะที่เริ่มก่อตัวหนาขึ้นทุกขณะ
เขาเปิดบานประตูเรือนพักศพออกกว้างสายฝนยังคงเทกระหน่ำ ทว่าหยาดพิรุณบัดนี้มิใช่สีใสกระจ่างอีกต่อไปมันถูกย้อมด้วยปราณมารจนกลายเป็สีดำสนิทดั่งหยาดน้ำหมึกกลิ่นคาวเืและกลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งมากับสายลม พัดพาเอาความหวาดผวามาสู่จิตใจ
หลินจิ่วเซิงก้าวเท้าออกสู่ลานดินโคลนทุกย่างก้าวของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่งท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านอีกาดำถูกปกคลุมด้วยเมฆทมิฬที่หมุนวนเป็รูปกรวยั์ศูนย์กลางของมันชี้ตรงลงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่
เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางแคบๆที่คุ้นเคย สองข้างทางคือเรือนไม้ของชาวบ้านที่ปลูกสร้างเรียงรายทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาลมหายใจของเขาต้องสะดุด
บานประตูทุกบานของทุกครัวเรือน…เปิดอ้ากว้าง!
ตะเกียงหน้าบ้านที่ควรจะส่องสว่างดับมอดสนิทหลินจิ่วเซิงก้าวเข้าไปในเรือนหลังแรกซึ่งเป็ร้านขายหมั่นโถวของเถ้าแก่หวังภายในร้านเงียบสงัด บนโต๊ะไม้มีชามน้ำชาที่ยังอุ่นๆ วางอยู่ร่างอ้วนท้วนของเถ้าแก่หวังนั่งพิงเก้าอี้อยู่หลังเคาน์เตอร์ ทว่าดวงตาของเขากลับเบิกโพลงจ้องมองเพดานรูม่านตาขยายกว้างไร้แววชีวิติัเปลี่ยนเป็สีเทาซีดราวกับศพที่ตายมาแล้วนับเดือน
ไม่มีาแ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องก่อนตาย
หลินจิ่วเซิงเดินออกจากร้านหมั่นโถวมุ่งหน้าไปยังลานกว้างกลางหมู่บ้านภาพที่รอเขาอยู่เบื้องหน้าคือขุมนรกบนดินที่ถูกแช่แข็งด้วยความเงียบ
ชาวบ้านนับร้อยชีวิต… ชาย หญิง คนชราเด็กเล็ก… ทุกคนล้วนสิ้นลมหายใจ!
บางคนล้มฟุบอยู่กลางถนนบางคนยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในท่าทางสุดท้ายก่อนที่ิญญาจะถูกกระชากบางคนกำลังยกจานข้าว บางคนกำลังกอดลูกน้อยไว้ในอ้อมอกทุกร่างล้วนมีสภาพเดียวกันคือิัสีเทาซีดและไร้ซึ่งร่องรอยาแ
หมู่บ้านอีกาดำที่เคยมีชีวิตชีวาบัดนี้กลายเป็ลานฝังศพขนาดมหึมาที่เปิดโล่งรับสายฝนสีดำ!
"ตายหมดสิ้น..."หลินจิ่วเซิงกำด้ามพลั่วจนข้อขาว สันกรามของเขาบดเข้าหากันแน่นความโกรธเกรี้ยวและความสับสนปะทุขึ้นในอก "เพียงเสียงระฆังคราเดียวกระชากิญญานับร้อย... นี่มิใช่ทัณฑ์์ แต่มันคือการสังเวย!"
เขาเงยหน้าขึ้นมองหอสังเกตการณ์ทั้งเก้าทิศที่ตั้งล้อมรอบหมู่บ้านหอระฆังเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นั้แ่ก่อตั้งหมู่บ้านเพื่อใช้ตีเตือนภัยและส่งิญญาคนตาย ทว่าเมื่อมองจากจุดศูนย์กลางลานกว้างแห่งนี้และหอระฆังทั้งเก้า กลับก่อรูปร่างคล้ายคลึงกับค่ายกลโบราณอันชั่วร้ายที่บันทึกอยู่ในตำราต้องห้าม
‘ค่ายกลเก้าดาราหยิน’
มันคือค่ายกลที่ใช้แปรเปลี่ยนพลังชีวิตของมนุษย์ให้กลายเป็ปราณหยินบริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงหรือปลุกชีพสิ่งมีชีวิตที่ฝืนกฎ์!และระฆังใบที่สิบที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนพักศพ ก็คือ ‘ตาข่ายกล’ซึ่งเป็จุดศูนย์รวมพลังทั้งหมด
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเบาหวิวคล้ายคนเดินลากเท้าก็ดังแว่วมาจากทิศทางของศาลเ้าผีประจำหมู่บ้านหลินจิ่วเซิงตวัดสายตาไปมอง ท่ามกลางม่านฝนสีดำและหมอกหนาร่างสายนึงกำลังเดินโงนเงนตรงมาทางเขา
นั่นมิใช่ผู้รอดชีวิต ทว่ามันคือ‘ศพเดินได้’!
ร่างนั้นคือบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านผู้ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานซืนจากไข้ป่าและรอการฝังในพรุ่งนี้บัดนี้ศพที่ควรจะนอนนิ่งอยู่ในโลงกลับลุกขึ้นเดินดวงตาที่ลึกโบ๋เปล่งแสงสีเขียวเรืองรองออกมาฟันที่ยาวเฟื้อยทะลุริมฝีปากมันอ้าปากกว้างส่งเสียงคำรามในลำคอ คล้ายสัตว์ร้ายที่หิวโหยปราณโลหิต
ฟุ่บ! ഫุ่บ! ฟุ่บ!
ไม่ใช่แค่หนึ่งทว่าจากเงามืดตามตรอกซอกซอย ร่างไร้ิญญาของชาวบ้านที่เพิ่งตายเมื่อครู่เริ่มขยับเขยื้อน! ิัสีเทาซีดของพวกเขากระตุกเกร็งนิ้วมือบิดเบี้ยวงองุ้มดั่งกรงเล็บมาร พวกเขาทุกคนล้วนลุกขึ้นยืนดวงตาเปล่งแสงสีเขียวอาฆาต และหันหน้ามาทางหลินจิ่วเซิงอย่างพร้อมเพรียง
คนตายทั้งหมู่บ้าน…กำลังลืมตาตื่นขึ้นมาในฐานะหุ่นเชิดแห่งความตาย!
"ปลุกศพนับร้อยด้วยปราณหยินชั่วพริบตา..."หลินจิ่วเซิงสูดลมหายใจลึก กลิ่นคาวเืผสมกับความหนาวเหน็บไหลผ่านลำคอ"ผู้ที่ชักใยอยู่เื้ั ย่อมมิใช่มารกระจอกทั่วไป"
เขาปักด้ามพลั่วลงกับพื้นดินดังฉึกปลดตะเกียงน้ำมันแขวนไว้กับด้ามพลั่ว สองมือล้วงเข้าไปในอกเสื้อดึงเอายันต์สีเหลืองหม่นที่เขียนด้วยชาดผสมเืไก่ออกมาสามแผ่นแม้เขาจะไร้พลังปราณแห่งการฝึกตน ทว่าวิชาสัปเหร่อตระกูลหลินนั้นเน้นย้ำการใช้กฎแห่ง์และดินเพื่อสยบความตาย
"ฟ้าเป็บิดา ดินเป็มารดาสรรพสิ่งล้วนมีจุดจบ!" หลินจิ่วเซิงท่องบ่นบทสวดเสียงดังฟังชัดท่ามกลางเสียงคำรามของฝูงศพที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เขากัดปลายนิ้วชี้จนเืซึมหยดเืลงบนยันต์ทั้งสามแผ่น โลหิตของเขาแม้ไม่มีพลังปราณแต่กลับมีความบริสุทธิ์แห่งเจตจำนงที่แน่วแน่ยันต์ทั้งสามแผ่นลุกพรึบเป็ไฟสีฟ้าครามท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดเป็ไฟิญญาที่ไม่มีวันดับด้วยน้ำตามธรรมชาติ
"เบิกทาง!"
หลินจิ่วเซิงสะบัดข้อมือยันต์เพลิงสีฟ้าพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าดั่งัเพลิงตัวน้อยที่แหวกว่ายกลางมหาสมุทรแห่งความตายเปลวไฟพุ่งเข้าปะทะกับร่างของศพเดินได้สามร่างแรกที่พุ่งเข้ามา
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นร่างของศพทั้งสามถูกเพลิงิญญาแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตาทว่าจำนวนของพวกมันมีมากเกินไปชาวบ้านนับร้อยที่แปรสภาพเป็ศพมารกำลังแห่แหนกันเข้ามาดั่งคลื่นมนุษย์ที่ไร้ความเ็ป
เด็กหนุ่มถอนพลั่วขึ้นจากพื้นหมุนตัวเตะกวาดร่างศพที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้างจนกระเด็นลอยไปชนกำแพงหินพลั่วเหล็กดำในมือของเขาร่ายรำดั่งพญายมกวัดแกว่งเคียวทุกการสับลงไปคือการตัดเส้นเอ็นและสับกระดูกข้อต่ออย่างแม่นยำไร้ซึ่งท่วงท่าที่สวยงาม มีเพียงความเฉียบขาดอำมหิตที่มุ่งทำลายโครงสร้างของศพเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว
กรอบ! แกรบ!
เสียงกระดูกแตกหักดังประสานกับเสียงสายฝนหลินจิ่วเซิงเคลื่อนไหวราวกับิญญาภูตผีท่ามกลางวงล้อมของคนตายเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมชุ่มแผ่นหลัง แม้ทักษะกายภาพของเขาจะยอดเยี่ยมทว่าเรี่ยวแรงของมนุษย์ธรรมดาย่อมมีขีดจำกัดการรับมือกับศพมารนับร้อยโดยไร้พลังปราณหนุนเสริม เป็เพียงการยื้อเวลาตายเท่านั้น
"แฮ่..."
ศพหญิงชราคนหนึ่งพุ่งกระโจนใส่เขาจากด้านหลังเล็บที่ยาวแหลมคมดั่งมีดสั้นเจาะทะลุเสื้อสีเทาของเขา ฝังลึกเข้าที่หัวไหล่ซ้ายความเ็ปแล่นปราดพร้อมกับไอเย็นจัดที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่กระแสเื
หลินจิ่วเซิงกัดฟันกรอดไม่เปล่งเสียงร้องแม้แต่ครึ่งคำ เขากระแทกศอกขวากลับไปด้านหลังกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของร่างนั้นก่อนจะหมุนตัวกลับมาใช้พลั่วสับคอของนางจนขาดกระเด็น
เืสีดำข้นหนืดสาดกระเซ็นเปื้อนใบหน้าของเขาทว่าดวงตาของเด็กหนุ่มยังคงสงบนิ่งเยือกเย็นเยี่ยงทะเลสาบน้ำแข็งเขาหอบหายใจหนักหน่วง กวาดสายตามองฝูงศพที่ยังคงดาหน้าเข้ามาอย่างไม่ลดละ
'ขืนเป็เช่นนี้ต่อไปข้าคงต้องกลายเป็ศพเฝ้าหมู่บ้านแน่'
สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วศพเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปราณหยินจากค่ายกล หาก้าหยุดพวกมันต้องทำลายจุดศูนย์กลางของค่ายกล... ระฆังใบที่สิบ!
แต่แล้วท่ามกลางความวุ่นวายและการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเสียงกระซิบที่เขาได้ยินจากโลงศพหญิงไร้หน้าก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง
'ถ้าได้ยินข้าเรียกชื่อเ้า...จงหนี...'
คราวนี้เสียงนั้นไม่ได้แ่เบาเหมือนครั้งก่อน แต่มันดังก้องกังวานมาจากทั่วทุกสารทิศสะท้อนไปมาในม่านฝน คล้ายกับว่าหยาดน้ำทุกหยดกำลังเอื้อนเอ่ยประโยคนี้พร้อมๆ กัน
"หลิน... จิ่ว... เซิง..."
เสียงเรียกชื่อที่เยียบเย็นดั่งคมมีดน้ำแข็งกรีดลึกลงไปในจิติญญาร่างของศพเดินได้ทั้งหมู่บ้านพลันหยุดชะงักกึกราวกับหุ่นกระบอกที่ถูกตัดสายพวกมันยืนนิ่งงัน ดวงตาสีเขียวเรืองรองดับวูบลง ก่อนจะค่อยๆหันหน้าไปทางโรงเรือนพักศพท้ายหมู่บ้านอย่างพร้อมเพรียง
หลินจิ่วเซิงใจหายวาบเขาััได้ถึงแรงกดดันระดับทำลายล้างที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากทิศทางนั้น...ทิศทางที่โลงศพสีดำตั้งอยู่!
เปรี๊ยะ! บึ้มมมม!!
เสียงะเิกัมปนาทดังกึกก้องแสงสีแดงฉานสาดส่องทะลุม่านฝนและหมอกดำ พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้ายขาวนำทางิญญาที่เขารัดไว้ขาดสะบั้น โลงศพไม้สลายกลายเป็ธุลีในพริบตา
ท่ามกลางแสงสีแดงอันเจิดจ้านั้นร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวซีดค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นดินิับริเวณใบหน้าที่เคยเรียบเนียน บัดนี้รอยเย็บสีแดงปริแตกออกเผยให้เห็นรอยแยกที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง
กลิ่นอายาอันยิ่งใหญ่และชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้น กดทับสรรพสิ่งจนแผ่นดินสั่นะเืชาวบ้านที่เป็ศพเดินได้พากันคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะคำนับร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับกำลังบูชาเทพเ้าแห่งความตาย
หลินจิ่วเซิงยืนหยัดต้านทานแรงกดดันมหาศาลสองมือยึดด้ามพลั่วไว้แน่น เืจากรอยแผลที่ไหล่หยดลงสู่พื้นดินผสมกับสายฝนเขาจ้องมองร่างไร้หน้าด้วยแววตาที่ล้ำลึก
เขารู้แล้วว่าทำไมจดหมายเตือนภัยนั่นถึงเป็ลายมือของเขา
เพราะเป้าหมายของการสังเวยคนตายทั้งหมู่บ้านนี้ไม่ใช่เพื่อปลุกนาง...
แต่นางถูกส่งมา... เพื่อสังหารเขา!