7 : ประสาทกิน
หากเมื่อวานนี้ลองสังเกตเข้าไปในห้องพักผ่อนของบ้านวงศ์รัตนากุล ก็จะเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งตรงโซฟาทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก แต่ถ้าวันนี้ลองดูอีกครั้ง ก็จะได้เห็นผู้หญิงคนเดิม แต่กลับทำหน้าเหมือนอยากฆ่าใครสักคนผิดจากเมื่อวานลิบลับ แถมคราวนี้ เธอยังมีเพื่อนร่วมก๊วนหนึ่งคนและหนึ่งตัวเพิ่มมาเพื่อร่วมปั่นหัวด้วย
“เนียร์ มาช่วยตั้งชื่อมันหน่อยสิ” ทินที่นั่งอยู่ตรงพื้นหน้าโซฟาพูด มือก็เล่นกับสัตว์ประหลาดไร้ชื่อเรียกไปด้วย
“นายอยากตั้งว่าอะไรก็ตั้งไปสิ ฉันอนุญาต” เธอพยายามไม่สนใจโดยเอาหนังสือการ์ตูนมาอ่านบังหน้า แต่ไร้ประโยชน์เมื่อทินเอื้อมมือมาดึงหนังสือออกไป ทำเอาคนตั้งใจเมินมองตาขวาง
“ไม่เอาน่า เธอเป็เ้าของก็ควรตั้งเองสิ” ทินพูดด้วยเสียงที่ฟังแล้วรู้ทันทีว่า้ายั่วอารมณ์คนตรงหน้า
“แล้วจะให้ฉันตั้งว่าอะไรล่ะ” เนียร์ทำเสียงดุ ส่วนทินก็ยักไหล่เป็เชิงบอกว่า ‘ก็แล้วแต่เธอสิ’
พอรู้ว่าถึงทำเมินไปก็ไร้ความหมาย เด็กสาวเลยถอนหายใจอย่างนึกปลง มองดูเ้าตัวประหลาดที่ต้องตั้งชื่อให้ ซึ่งตอนนี้โดดมาอยู่บนตักพร้อมทำลิ้นห้อยเหมือนหมาไม่มีผิด
“อืม...ตั้งว่าอะไรดีล่ะ” เธอขมวดคิ้วหลับตาลง พยายามนึกหาชื่อเหมาะๆ
ถึงสีฟ้าเหมือนกัน แต่เธอไม่ขอตั้งว่า ‘โดราเอมอน’ เด็ดขาด
“ชอบทำท่าเหมือนหมาแบบนี้ เอาเป็... บ๊อก ละกัน”
ชื่อที่ตั้งมาทำเอาทินอ้าปากค้าง ในขณะที่ตัวที่เพิ่งได้รับชื่อก็ะโไปมาอย่างดีใจ
“นี่เธอนึกชื่ออื่นไม่ออกแล้วรึไง”
“อ้าว ไหนบอกว่าให้ตั้งว่าอะไรก็ได้ไง ฉันก็จะเอาชื่อนี้แหละ เห็นมั้ย มันก็ชอบ” เนียร์ที่ถูกบ๊อกเลียหน้าอยู่พูด ก่อนจะเกาหัวอย่างเอ็นดูเป็ครั้งแรกโดยไม่สนใจทินที่กำลังช็อก “ไง เ้าบ๊อก”
นี่แหละ เขาเรียกว่าเอาคืนล่ะ
“จะว่าไป...พอเห็นมันเชื่องๆแบบนี้ก็น่ารักดีนะ” กุลพูดขณะจัดอาหารกลางวันอยู่ โดยมีบ๊อกเกาะอยู่บนบ่า
มีเสียงหัวเราะเหอะๆของเนียร์ดังมาจากข้างหลัง กับเสียงใช่ๆจากทินผู้เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง
“แล้วได้ตั้งชื่อให้มันแล้วรึยังล่ะ” เธอหันมาถาม
“ชื่อ บ๊อก ค่ะ” คราวนี้เนียร์ตอบอย่างชัดเจนและรวดเร็ว ในขณะที่ทินหันไปบ่นอุบอิบกับตัวเอง
“คิดจะเอาไปโรงเรียนด้วยมั้ยจ๊ะ” กุลถามเป็จังหวะเดียวกับที่บ๊อกะโไปหาเนียร์
เนียร์สั่งให้เ้าตัวสีฟ้าหันมาเกาะตรงไหล่แทน แล้วหันมาตอบแม่ “คงไม่หรอกค่ะ ถ้าเกิดโดนเจอตัวขึ้นมาได้เกิดเื่ใหญ่แน่” เนียร์นั่งลงเท้าคาง
กุลวางหม้อต้มจืดลงบนกลางโต๊ะ โดยมีบ๊อกยืนนิ่งๆอยู่ใกล้เ้าของไม่คิดเข้าไปวุ่นวายกับอาหาร เพราะเมื่อวานนี้พวกเนียร์ทดสอบแล้วว่ามันกินอะไร ซึ่งผลปรากฏว่ามันแค่เข้าไปดมกลิ่นเท่านั้น แต่ไม่แตะอะไรเลย
“ยิ่งอยู่ไม่สุขแบบนี้ เห็นทีคงจะเอาไปด้วยยาก” เนียร์พูดต่อพลางตักน้ำแกง แล้วพยักเพยิดไปที่บ๊อก ซึ่งตอนนี้เริ่มโดดไปที่หัวของคนโน้นทีคนนี้ที ยังดีที่กุลสามารถทำใจได้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาหารมื้อนี้คงเกิดโกลาหลแน่
ยิ่งเป็แบบนี้ เนียร์ยิ่งนึกภาพตอนเอามันไปโรงเรียนไม่ออกเลยสักนิด
คงแปลกดีพิลึก เนียร์ลองนึกภาพเพื่อนในกลุ่มเห็นสัตว์ประหลาดตัวสีฟ้าตัวนี้ ไม่ช็อกรับประทาน ก็คงร้องกรี๊ดลั่นโลกวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง
“อืม...เนียร์” กุลทำท่าคิดก่อนจะถาม “โรงเรียนลูกเปิดวันไหนนะ”
“สัปดาห์หน้าค่ะ” เธอตอบแล้วหันไปบอกให้บ๊อกอยู่เฉยๆ พลางตักข้าวใส่ปาก
“งั้นลูกก็จัดการฝึกบ๊อกให้รู้จักนิ่งๆซะ แล้วพอโรงเรียนเปิด ก็เอาไปด้วยนะ”
พรวด!
ข้าวทั้งหมดในปาก ถูกพุ่งออกมาจากการบดเคี้ยวอย่างรวดเร็ว
“วะ..ว่าไงนะคะ!” เธอหันไปถามทันทีพลางเอามือเช็ดปากตัวเอง ไม่อยากเชื่อกับคำสั่งของแม่ตัวเอง
โอ้พระเ้า แม่จะให้เอาสัตว์ประหลาดไปโรงเรียนด้วยเหตุผลอันใดกันละนี่
ส่วนบ๊อกก็ค่อยๆย่องไปหาทินที่แบมือรับมันไปวางไว้บนบ่าตัวเอง
“ถึงเป็สัตว์ประหลาดยังไง มันคงไม่อยากถูกขังอยู่แต่ในบ้านเฉยๆ หรอก พามันออกไปเดินเล่นบ้างก็ดีนะจ๊ะ” คุณแม่ผู้รักสัตว์ทุกชนิดไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์ประหลาดโปรยยิ้มหวาน “ทิน ฝากลูกช่วยฝึกให้ด้วยนะ แล้วเนียร์ ลูกก็ห้ามอู้ล่ะ” คำสั่งประดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางหัวลูกสาว
“ได้เลย ไม่มีปัญหาเลยครับคุณแม่ที่เคารพ” พูดจบ ทินก็หันไปจับเขย่าขาหน้าของบ๊อก เหมือนจะบอกว่า ‘เฮ้ ดีใจด้วยนะ นายได้ไปเที่ยวยุโรปฟรี’ อย่างไรอย่างนั้น หากแต่เปลี่ยนจาก ยุโรป มาเป็โรงเรียนของเ้านายแทนมันก็ดีเหมือนกันมิใช่น้อย
ไม่ไหว...รับไม่ไหว...รับไม่ไหวจริงๆ สามวันมานี้มีแต่เื่น่าปวดหัว
วันแรก เธอต้องมานั่งเศร้าที่เห็นคนถูกฆ่าตายอย่างไม่มีดี
วันที่สอง เธอพบว่าตัวเองจะมีความอยากฆ่าถ้าเห็นสีดำ-แดงอยู่ด้วยกัน และยังต้องรับสัตว์หน้าตาเหมือนมนุษย์หมาป่าขนสีฟ้ามาเลี้ยงไว้
แล้วพอมาวันนี้ เธอกลับพบว่าภายในหนึ่งอาทิตย์ที่เหลืออยู่ของการปิดเทอม แทนที่จะเอามาพักสมอง กลับต้องเอามาใช้ฝึกบ๊อกอยู่เฉยๆ ให้เป็ แล้วยังต้องนำมันไปที่โรงเรียนอีก
จะพาไปเดินเล่นทั้งที ทำไมต้องเป็ที่นั่นด้วยล่ะคะคุณแม่...เนียร์ร้องโหยหวนในใจ อา...นี่เธอต้องตายด้วยโรคประสาทกินในเร็ววันนี้แน่เลย
...............ยังมีที่ซวยกว่านี้อีกมั้ยเนี่ย
“มี”
คำตอบสั้นๆ จากลางสังหรณ์ของเธอบอกเอาไว้อย่างชัดเจน
ในยามบ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนสมเป็เมืองร้อน ทำเอาแทบทุกชีวิตไม่อยากจะทำอะไรสักอย่างนอกจากอยู่ในห้องแอร์เย็นชื่นใจ ยิ่งเป็่เวลาปิดเทอมตัดขาดจากการเรียนแบบนี้ ได้พักด้วยการจิบน้ำหวานเย็นๆ พร้อมกับอาหารว่างสักนิดมาขบเคี้ยวระหว่างนั่งอ่านหนังสือคงจะเป็อะไรที่สุขีอยู่ไม่น้อย
แต่ตอนนี้เนียร์ไม่มั่นใจ ว่าการต้องมานั่งฝึกสิ่งมีชีวิตแสนประหลาดให้อยู่กับที่ได้นั้นไม่ต่างจากฝึกสุนัขให้เชื่อง มันเรียกว่าอะไรกันแน่
“บ๊อก อยู่เฉยๆ นะ ห้ามไปไหนเด็ดขาด” ทินที่เป็เวรฝึก่บ่าย สั่งสัตว์ประหลาดหน้าตาคล้ายสุนัขหมาป่าที่ยืนอยู่บนโซฟา
“อยู่เฉยๆ นะ เดี๋ยวฉันมา” ทินออกคำสั่งทิ้งท้ายก่อนจะออกไปจากห้อง
เนียร์ที่นอนเล่นอยู่แถวนั้นมองภาพตรงหน้าอย่างระอาใจ ทั้งที่อยากจะใช้เวลา่ปิดเทอมให้เต็มที่แท้ๆ กลับต้องมาทำอะไรไร้สาระแบบนี้
เนียร์ถอนหายใจเบาๆพอนึกถึงเื่โรงเรียนใกล้เปิดเทอม ก็ทำให้เธอคิดถึงเพื่อนๆ ขึ้นมา
“ป่านนี้กำลังทำอะไรอยู่นะ” เนียร์พึมพำก่อนจะหลับตาลงนึกถึงหน้าเพื่อน
แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ฝึกสัตว์ประหลาดอยู่แน่ๆ
ที่โรงเรียนเธอก็มีเพื่อนอยู่กลุ่มหนึ่งเหมือนกัน รวมตัวเธอด้วยก็มีอยู่สี่คน และแน่นอนว่าเป็ผู้หญิงล้วน ภายในห้องเนียร์ไม่ค่อยสนิทกับผู้ชายนัก เพราะส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกกวนๆ พระบาททั้งนั้น
แต่ถ้าให้เดา พวกนั้นคงกวนได้ไม่ถึงครึ่งของทินหรอก
กลุ่มเธอส่วนใหญ่จะมีแต่พวกร่าเริงทั้งนั้น บางทียิ้มกันได้ทั้งวัน จนเพื่อนกลุ่มอื่นมองว่าพวกเธอจะกลายเป็คนบ้าอยู่แล้ว แต่ที่เห็นว่าโดดเด่นที่สุด ก็คงจะเป็...
นี่เลย เอลิดา เฉลิมพนธ์ หรือชื่อเล่นว่า เพียว ที่ว่าเพียวเนี่ย เธอเพรียวสมชื่อ คิดดูว่าสูงเกือบ 170 ซม.แต่น้ำหนักนี่ประมาณ 40 โลฯ เอง พวกเธอเลยตั้งฉายาว่า ‘ไอ้ตะเกียบ’
ส่วนคนที่ปากมากที่สุดก็นี่แหละ วสุนธรา พาลจงดี หรือ โม แน่นอนว่าไม่มีวันไหนเลยที่จะเห็นโมหุบปากได้เกินห้านาที พูดได้พูดดี จนไม่รู้ว่าสรรหาเื่จากไหนมาพูดได้เยอะนัก เลยเป็ที่มาของฉายา ‘ ยัยปากมาก’
สมาชิกคนสุดท้าย อนิล โรคาวัฒนะ หรือในอีกนามหนึ่งคือ เอลเป็คนฉลาดที่สุดในกลุ่ม เป็ผู้ใหญ่สุดในกลุ่ม นิสัยดี และอ่อนโยนคอยเป็ที่ปรึกษาให้กับคนในกลุ่มเสมอ แต่เนื่องจากเธอผอมเป็อันดับที่สองรองจากเพียว จึงตั้งฉายาว่า ‘คุณกุ้งแห้ง’ เพราะเอลสูงเท่าเพียว เพียงแต่หนักกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง
แต่เพราะอะไรกัน ที่คนสวยและนิสัยดีอย่างนี้ ถึงได้ไปหลงรักคนเลวๆ อย่างนายทิวกาล พี่ชายของเธอได้ ยังดีที่หมอนั่นไม่รู้ว่าเอลชอบอยู่ ไม่งั้นมีหวังเป็เื่
“เอลนี่ก็ไม่หัดไปชอบคนอื่นที่นิสัยดีกว่านี้เลยน้า” เนียร์บ่นเบาๆขณะพลิกตัวตะแคง ก่อนต้องลืมตามาพบกับวัตถุแปลกประหลาดสีฟ้าตรงหน้าที่เข้ามาจ้องในระยะประชิด
“เหวอ!” เนียร์ถอยกรูดไปชนกับทีวี
“บ๊อก! ใครสั่งให้ขยับ กลับไปที่เดิมเดี๋ยวนี้เลยนะ” ทินมาเห็นทันเหตุการณ์พอดีชี้นิ้วสั่ง ในมือถือกล่องนมอยู่ ส่วนบ๊อกก็ทำหน้าเศร้าก่อนจะไปยืนนิ่งๆ ที่เดิม
“ตั้งใจฝึกหน่อยสิ เดี๋ยวก็ไม่ได้ไปหรอก” เขาขู่ตามหลัง นั่งลงตรงโซฟาข้างๆ บ๊อกเพื่อจับตาดู เจาะกล่องนมขึ้นมาดูด
เนียร์เอามือทาบอกให้หายใ รู้สึกโล่งอกที่มันไม่ใช่ตัวประหลาดอะไร...แต่คิดไปคิดมา...มันก็ขึ้นชื่อว่าเป็สัตว์ประหลาดนี่หว่า
ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมถึงต้องเข้มงวดกันขนาดนี้ด้วย นั่นเพราะเธอยื่นคำขาดไปว่า ถ้าบ๊อกอยู่เฉยๆ ไม่ได้ในหนึ่งชั่วโมง เธอจะไม่เอามันไปเด็ดขาด
ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกสองวัน เลยต้องรีบฝึกกันใหญ่ ซึ่งเนียร์ก็หวังนิดๆ ว่าอย่าให้มันทำได้เลย