“ตอบแทนอะไรหรือ”
ชายหนุ่มรูปงามครุ่นคิดเขาดูเหมือนนึกอะไรออก ดวงตาของเขาแพรวพราวประดุจระลอกคลื่นบนผืนน้ำนิ่ง ริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อยทำเอาโรงน้ำชาทั้งหลังดูสว่างไสวขึ้นมา
“พอดีเลย ข้ามีเื่อยากให้เ้าช่วยถือเป็การตอบแทนก็แล้วกัน”
คำพูดของชายรูปงามทำให้เซียวจิ่งหยวนงงงวยอยู่ตรงนั้นไม่นานก็ได้สติและยิ้มแหย “เื่อะไรหรือถ้าข้าช่วยได้จะช่วยอย่างเต็มที่...”
ชายหนุ่มรูปงามก็ไม่อ้อมค้อมเขาชี้นิ้วเรียวไปนอกหน้าต่างช้าๆ พลางกล่าวว่า “ข้าจะเข้าไปหาของบางอย่าง”
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนมองไปรอบๆ อย่างสงสัยทันใดนั้นก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยเพราะด้านที่ชายรูปงามชี้ไปนั้นเป็หอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในหว่างซือและเป็โรงละครอุปรากรที่เป็จุดหมายปลายทางของเขา
“ตราบใดที่เ้าช่วยข้าหาของสิ่งนั้นเจอ เื่บุญคุณก็ถือว่าหายกัน”ชายหนุ่มรูปงามยังคงพูดต่อในดวงตาที่สว่างสดใสของเขามีความโล่งใจเล็กน้อย
“เอ่อ...”
เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่ร้อยตลบจึงอดไม่ได้ที่จะถาม “พี่ชาย เื่นี้...ฟังดูแล้วก็ไม่ยากเพียงแต่สิ่งที่ท่าน้าหาคืออะไรกันแน่”
เขาก็แค่ถามไปงั้นๆ ไม่ได้หวังว่าจะได้คำตอบอะไรแต่นึกไม่ถึงว่าชายรูปงามจะบอกตรงๆ ด้วยเสียงระมัดระวังว่า “ข้าหาป้ายใบหนึ่ง”
“ป้าย?”
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกแปลกใจ จึงถามต่อ “ป้ายที่อยู่ในสวนน่าจะมีไม่น้อยนะ ท่านไปหาที่นั่นก็ได้แล้วนี่นาเหตุจำเป็อันใดต้องให้ข้าช่วยท่านล่ะ...”
มีเป้าหมายที่ชัดเจนเื่ที่ต้องทำก็ง่ายมากเหมือนพลิกฝ่ามือ
“ไม่เต็มใจช่วยก็ช่างเถอะ”
ดวงตาชายหนุ่มรูปงามสั่นไหวและดูลังเลเล็กน้อย เขาจ้องมองโรงละครอุปรากรบนที่สูงด้วยท่าทางกระตือรือร้นแต่ดูเหมือนเขาจะกังวลอะไรอยู่ จึงยังอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว
“พี่ชาย เื่นี้...”
เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้วไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แค่รู้สึกว่าคำสัญญาของตนเองไม่ควรจะไร้ค่าขนาดนี้คำสัญญาที่จริงจังของตนเองกลับถูกคนมองเป็เื่ล้อเล่นจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“ท่านนักพรต ชาได้แล้วขอรับ”
ในตอนนี้เองที่บริกรเดินเข้ามาเบาๆพร้อมกับชาหอมกรุ่นกับขนม ทันทีที่วางชาลงบนโต๊ะข้างๆ ก็กล่าวทักทายอย่างอบอุ่นรอยยิ้มประดับบนใบหน้า “หากมีสิ่งใดที่้าท่านนักพรตรับสั่งมาได้ทันทีเลยนะขอรับ”
“ไม่มีแล้ว เ้าไปเถอะ” เซียวจิ่งหยวนโบกมือ
บริกรรีบกลับลงไปั้แ่แรกจนถึงเมื่อครู่เขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยสักนิดเป็ธรรมดาที่จะไม่เห็นการมีอยู่ของชายหนุ่มรูปงาม
อย่างไรก็ตามเซียวจิ่งหยวนสงสัยว่าถึงเงยหน้าก็คาดว่าคงไม่เห็นอยู่ดี เพราะตอนที่บริกรเข้ามาชุดที่ชายหนุ่มรูปงามสวม จู่ๆ ก็ปรากฏวงกลมสีเงินจางๆ เป็ระลอกคลื่นสว่างไสวกระเพื่อมขึ้นลง ระหว่างที่แสงกระเพื่อมขึ้นลงเงาของชายหนุ่มรูปงามก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์จนบริกรไปแล้วถึงมีดวงแสงปรากฏบนคานไม้อีกครั้งกบายเป็ร่างของหนุ่มรูปงามโผล่กลับมา
เซียวจิ่งหยวนที่เห็นฉากนี้ก็ต้องตื่นตาตื่นใจเป็ธรรมดาเขาคิดไม่ออกเหมือนกันว่าการหายตัวของชายหนุ่มรูปงามนั้นที่สุดแล้วเป็วิชาอาคมหรือเป็ผลจากของวิเศษกันแน่
แต่ไม่ว่าจะเป็ของวิเศษหรือวิชาอาคมก็ทำให้เขาสังเกตบางอย่างชายหนุ่มรูปงามคนนี้ราวกับกลัวคนแปลกหน้าอีกนัยหนึ่งคือไม่ชอบมีปฎิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า
คิดถึงตรงนี้เซียวจิ่งหยวนก็หันไปและเห็นว่าในโรงละครเต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดแออัด ทั้งคนเยอะทั้งมืด ดูคร่าวๆแล้วสวนแห่งนั้นน่าจะมีคนราวหมื่นคนได้
สถานที่ที่จอแจและพลุกพล่านขนาดนี้ต้องมีเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่บ้างจึงย่อมเข้าใจได้ว่าทำไมชายหนุ่มรูปงามผู้ชอบความเงียบสงบจึงไม่ยินยอมที่จะเข้าไปด้วยตนเอง
ทันใดนั้นชายหนุ่มรูปงามก็ลอยลงมา กลิ่นหอมรุ่มรวยโชยมาตามสายลมแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ หลังจากนั้นก็หันมามองเซียวจิ่งหยวน ก่อนพยักหน้าและพูดว่า ”เ้าเดาได้ถูกต้อง ณ ที่แห่งนั้นมีฝุ่นผงมากเกินไป สำหรับข้าการเข้าไปในนั้นมิต่างจากการลงสู่กระทะทองแดงแต่อย่างใด...”
“หืม?”
เซียวจิ่งหยวนสะดุ้งหัวใจเต้นรัวเหมือนโดนคลื่นกระหน่ำซัดสาด
การอ่านใจ?
เขารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกใกลัวรีบถอยหลังออกไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัวและตั้งท่าป้องกัน
“ไม่ใช่การอ่านใจ”
ดวงตาของชายหนุ่มรูปงามวาววับ ปรากฏรอยยิ้มเบาบางบนใบหน้าเขาส่ายศีรษะเล็กน้อยและอธิบาย “ข้าไม่ได้ฝึกเคล็ดลับชั้นสูงของสำนักพุทธจึงไม่ได้มีความสามารถในการอ่านใจคน”
“ถ้าไม่ได้อ่านใจแล้วมันคืออะไรกัน” เซียวจิ่งหยวนพยายามตั้งสติ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ก็แค่เคล็ดลับเล็กๆของเหอลั่วที่ไม่มีค่าพอให้กล่าวถึงเท่านั้น”
ชายหนุ่มรูปงามเลี่ยงการตอบคำถามของเขาแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่ที่เ้าเหม่อลอยลมปราณแตกซ่านและถูกข้าััได้โดยไม่ตั้งใจ จากนั้นก็ััได้จากปฏิกิริยาต่างๆถึงคาดคะเนความคิดของเ้าได้ แต่เ้าในตอนนี้จิตใจสงบราวบ่อบาดาลไร้คลื่นผู้ใดจะไปรู้ว่าเ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
ชายหนุ่มรูปงามส่ายศีรษะเล็กน้อยตอบอย่างไม่ลังเล
เซียวจิ่งหยวนที่อยู่ข้างๆอ้าปากค้างฟังด้วยความตะลึงและประหลาดใจ
เทคนิคเหอลั่ว ผังเหอถูยันต์ฝูซีแปดทิศ และที่มาของการคำนวณคัมภีร์อี้จิง นอกจากนี้ยังรวมถึงเส้นทางแห่ง์และโลก และความจริงแห่งจักรวาลหากผู้ใดสามารถบรรลุเทคนิคเหอลั่วได้ก็จะบินไปสู่ความเป็ะและสำเร็จเป็อรหันต์ได้ดั่งฝันอย่างแน่นอน
“อย่าได้กังวลไปข้าเข้าใจก็แค่ความรู้ผิวเผินของวิถีเหอลั่ว อีกอย่างความคิดของเ้าล้วนเขียนอยู่บนหน้าหมดแล้วข้าจะดูไม่ออกเลยหรือ...เ้าคิดฟุ้งซ่านเช่นนี้แล้วจะโทษข้าได้อย่างไร”
แววตาของชายหนุ่มรูปงามอับแสงไปชั่วขณะไม่รู้เพราะเหตุใดถึงแลดูอมทุกข์
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนแอบใแม้ชายหนุ่มรูปงามจะไม่รู้วิชาอ่านใจก็คงมองทะลุใจคนออกอยู่ดีหัวใจของเขาสั่นสะท้าน เข้าใจขึ้นมานิดหน่อยว่าทำไมคุณชายตรงหน้าถึงไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคน
ชีวิตชาติที่สองของการเป็คนของเขารู้ซึ้งดีว่าใจคนยากแท้หยั่งถึงและเห็นแก่ตัวเป็ที่สุดคนที่อ่านใจคนได้เช่นนี้อาจไม่มีความสุขเมื่อต้องเจรจากับผู้คนจำนวนมากกลับกันอาจได้รับความรู้สึกด้านลบที่มากมายจนกลายเป็ถังขยะอารมณ์
มองในมุมกลับกันหากคนอื่นรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามอ่านใจได้ก็ย่อมรู้สึกกดดันเป็ธรรมดา ตัวอย่างเช่นเซียนจิ่งหยวนที่ตอนนี้ตัวสั่นงันงกราวกับเดินบนน้ำแข็งบางพยายามตั้งสติและกลั้นหายใจ หลงลืมชายตรงหน้าไปสิ้น ช่วยไม่ได้ตัวเขาเองก็มีสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นรับรู้เยอะเสียด้วย
ชายหนุ่มรูปงามคล้ายเห็นภาพเหล่านี้จนชินตาจึงยิ้มอย่างเ็าและกล่าวเบาๆว่า “เ้าไม่ต้องช่วยแล้ว”
ระหว่างที่พูดเขาก็ลุกขึ้นหันกลับไปอย่างช้าๆร่างบอบบางมีท่าทีเศร้าสร้อย
“รอเดี๋ยว!”
เซียวจิ่งหยวนยื่นมือออกไปหยุดเขารวดเร็วดังสายฟ้าตั้งสติและตอบกลับไปว่า “สิ่งที่ท่าน้าหาอยู่ในมือของเหล่าผู้มาท่องเที่ยวหรือว่าอยู่ในสวนกัน”
“แตกต่างด้วยงั้นหรือ” คุณชายรูปงามหันกลับมาด้วยสายตาแปลกๆ
“มีแน่นอน” ตาของเซียวจิ่งหยวนมองต่ำลงคิดไตร่ตรองเขานั่งตัวตรงและกล่าว “หากสามารถระบุตำแหน่งได้วิธีการช่วยเหลือท่านก็จะมากขึ้น”
“จริงหรือ”
มุมปากของคุณหนุ่มรูปงามโค้งขึ้นเล็กน้อยจากนั้นก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “มีเหตุผล...หยวนเป่าบอกว่าของอยู่ในสวน ทว่าคนเยอะมากเอาออกมาได้ไม่สะดวกอีกอย่างของดูเหมือนจะมีเ้าของ เอาออกไปโดยไม่ขอก่อนไม่ได้”
“หยวนเป่า?”
เซียวจิ่งหยวนกระพริบตา จำได้ในทันทีว่าเป็ชื่อของเ้าหนูตัวจิ๋ว
หยวนเป่า (ปฐมสมบัติ) ชื่อเป็มงคลเสียจริงไม่รู้ว่าเ้าหนูตัวจิ๋วนั้นเป็หนูล่าสมบัติในตำนานหรือเปล่า ตำนานกล่าวว่าบนโลกมีหนูศักดิ์สิทธิ์อยู่ประเภทหนึ่งสามารถเจาะูเามุดดิน บุกน้ำลุยไฟได้ ไม่ว่าจะอันตรายเพียงไหนก็ไม่สามารถหยุดการรุกรานของมันได้หลังจากฝึกฝนอย่างหนัก หนูศักดิ์สิทธิ์นี้จะกลายเป็นักล่าสมบัติที่ชำนาญและเก่งกาจมากที่สุด ไม่ว่าจะซ่อนสมบัติไว้ลึกเท่าใดก็หนีไม่พ้นการตามล่าตามขุดของมันไปได้เป็หนูนักล่าสมบัติโดยธรรมชาติ
เมื่อดูจากรูปการแล้วเ้าหนูตัวจิ๋วขนสีทองระเรื่อตัวนี้กับหนูนักล่าสมบัติก็คล้ายคลึงกันมาก แต่เซียวจิ่งหยวนไม่้าจะสืบเสาะลึกไปมากกว่านี้อย่างไรของที่ชายหนุ่มรูปงาม้าหานั้นก็อยู่ในโรงละครอุปรากร
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกยิ้มอย่างมั่นใจและเอ่ยว่า
“ธุระนี้ของท่าน ข้าจะช่วยให้ได้ ท่านอยู่ที่นี่ดื่มชาไปก่อนรอข้าสักสองเค่อ[1]...”
พูดจบเซียวจิ่งหยวนก็รีบลงไปชั้นล่าง
ชายหนุ่มรูปงามแปลกใจเล็กน้อยและยิ่งอยากรู้อยากเห็นยิ่งขึ้นไปอีกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเซียวจิ่งหยวนถึงได้มุ่งมั่นขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เขาก็ยังไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ตนเองกำลังหาอยู่นั้นคือสิ่งใด
เซียวจิ่งหยวนจะสามารถเอาสิ่งที่ตนเอง้ากลับมาได้หรือไม่
ดวงตาของชายหนุ่มที่งดงามราวกับคลื่นในฤดูใบไม้ร่วงวูบวาบและสว่างเป็ประกาย เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเซียวจิ่งหยวนเดินเข้าประตูโรงละครอุปรากรจากนั้นก็หายตัวไป
หอนางโลมบดบังทำให้เขามองไม่เห็นแม้แต่เงาของเซียวจิ่งหยวน
เพียงทว่าตอนที่เขาอดทนรออย่างใจจดใจจ่อก็พบว่าในสวนไป่ซีเกิดเื่อะไรขึ้นสักอย่างผู้คนเอะอะโวยวายออกมาเป็ระลอก
เพียงครึ่งชั่วยามไม่ขาดไม่เกินสวนไป่ซีที่เสียงดังจอแจก็ว่างเปล่าไม่มีผู้คนพลุกพล่านอีกต่อไป
ในเวลาเดียวกัน เซียวจิ่งหยวนก็ปรากฏตัวบนอาคารเล็กๆในโรงละคร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โบกมือเบาๆ มายังโรงน้ำชาราวกับกำลังทักทายชายหนุ่มรูปงาม
“น่าสนใจ”
ชายหนุ่มรูปงามเม้มปากยิ้มรอยยิ้มของเขางดงามดุจแสงแห่งรุ่งอรุณ ทำให้โรงน้ำชาทั้งหลังสว่างไสว เขารีบเหาะลอยมาจนถึงด้านนอกของโรงน้ำชา ท่วงท่าสง่างามดั่งั งดงามดั่งหงส์บินร่อนไปตามสายลมชั่วพริบตาชายหนุ่มรูปงามก็ลงมาจากอากาศประดุจเทพเซียน แล้วยืนอยู่ข้างเซียวจิ่งหยวน
สายตาของเซียวจิ่งหยวนปรากฏความอิจฉาริษยา
“เฮ้อ...”
ชายหนุ่มรูปงามสะบัดมือเรียวขาวของตนเองสายตากวาดมองไปรอบๆ "เ้าทำได้อย่างไรน่ะ เอาคนออกไปได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไรข้ายังนึกว่าจะต้องรอจนถึงค่ำด้วยซ้ำ พวกเขาถึงจะจากไป”
“พี่ชาย ท่านไม่รู้หรือว่ามีคำที่เรียกว่าเหมาโรง” เซียวจิ่งหยวนยิ้มเล็กน้อยอธิบายว่า “ตอนนี้ทั้งโรงมีพวกเราเป็แขกเพียงสองคน ท่านจะหาของอย่างไรก็ได้ไม่มีปัญหา”
[1]1 เค่อประมาณ 15 นาที