ย้อนเดินเข้าเรือนพัก บักลายสือก้มดูวัตถุมงคลที่หยิบติดมือมาด้วย
ขณะจะเริ่มขอต่อพลังแถน ซึ่งสถิตในแหวน มีอันต้องชะงักหยุด
เนื่องคณะพิธีพราหมณ์แทรก่ระหว่างนั้น
ยังเก็บอีกวงแขวนห้อยใส่สร้อยร้อยคอไว้กับตัวเอง
สายรัดที่มารดา นางถักทอมอบให้พร้อมวาจาอวยพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้อง
“มากินข้าวสา ลายสือเอ้ย”
คำปงเรียกทั้งยกสำรับมาตั้ง บริเวณชานเรือนได้นั่งกันสองแม่ลูก
เดินเหินเหม่อ ๆ จัดแจงล้างมือในอ่างข้างตัว ลายสือไม่พูดไม่จา
ทางคำปงเลยเห็นอาการ
“คึดแนวได๋? อยู่น้อ”นางชวนลูกชายคุย
ตกในภวังค์ ถามใจตัวเองใยยังมีสิ่งมาวนเวียนตามติด
่เดินจากสวน พยายามสลัดให้หลุดจากนึกคิด ไม่เป็ผล
“บ่มีหยังดอกแม่”
ไม่จำเป็ต้องใช้ภาษาภูมิลำเนาเช่นเดิม ลายสือตอบไป
“แม่เฮ็ดอ่อมปลาใส่บักบวบ เจ่ามักกิน”
ถ้วยแกงน้ำคลุกคลิก ถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า
“พระคุณหลายขนาด แม่ข่อย”
ยกมือพนมกล่าวพูด ลายสือตระหนักในกตัญญูต่อมารดา
กว่าจะโตมาได้ผู้แม่เลี้ยงดูลำบากเพียงใดไม่เคยท้อ
“กินสา สิได่มีเฮียมีแฮงไปซอยพ่อเจ่า”
ประโยคบอกอันหมายถึงกำลังใจ
“แม่กะกินให้แซ่บ ๆ เด้อซั่นหน่ะ”
เอ่ยยิ้ม ๆ ตักชิ้นปลาวางใส่จาน ลายสือได้ความอ่อนโยนมาจากแม่
“โอ้ย คั่นยามได๋ได่เมีย สิคึเก่าบ่น้อ”
ด้านคำปงแค่เย้าถึงอนาคต
“ลูกผู้นี้สำนึกดี บ่เคยเปลี่ยน”
คำอันมันยึดมั่น สักวันจะทำให้แม่เห็น
“เอาเถิน แม่สิถ่าเบิ่ง”
ปั้นก้อนข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริก ตักแกงกิน แม่กับลูกพูดคุยสัพเพเหระ
...อาบน้ำเข้าห้องปิดประตู ลายสือถูกจู่โจมด้วยแวบคิดถึง
เ้าของใบหน้าเปรอะคราบเศษขนุนติดแก้ม ที่ขู่กำชับ
“เป็หลายคัก ๆ ตั๊วหนิ”
ไม่เข้าใจทำไมต้องโดนก่อกวน จนบ่นให้ตัวเอง
หนักหนาขั้นนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นี่มันอะไรกัน
ผุดเปลี่ยนมานั่งหลับตาเข้าสมาธิ ต่อสู้กับใจที่ลอยล่องฟุ้งซ่าน
...ฝ่ายมังคลาพราหมณ์ สัมฤทธิ์ผลเอาิญญาอสุรกายเข้าสิงองค์เลอสรวงสำเร็จ
โดยในข้อตกลง ยังคงยืมร่างนี้เพื่อทำการใหญ่ต่อไปภายภาคหน้า
อาศัยแค่ว่า จะหาคนมาให้สูบกินเืทดแทนทุกวัน
เป็อันเจรจาระหว่างอชาตะ ซึ่งกระหายไม่เคยหยุดสิ้น
หลังจากทำพิธีเอิ้นขวัญ บังเกิดปาฏิหาริย์ต่อทุกคน
องค์เลอสรวงตื่นฟื้นคืนกลับมา ด้วยท่าทางแปลกไป
บุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระบาท เป็ปุโรหิตมังคลาคอยกำกับ
ก่อให้อีกคณะเดือดร้อน จามรเทวีโมโหหนัก
เฝ้าคอยฟังข่าวเกี่ยวกับอาการของท้าวรณชัยชู้รัก
ที่ล้มหมอนนอนเสื่อ ร่างกายผ่ายผอมด้วยถูกโรคภัยลึกลับเล่นงาน
แม้จะมีอาคมพอตัว แต่ก็พลาดได้ถูกมังคลาใช้อสูรกายสวมทับ
ท้าวรณชัยนอนรอความตาย กับสภาพไร้เรี่ยวแรง
...หาทางออกมาเจอจนได้
“เป็จังได๋น้อ?”
ถามคำแรกกับชายซึ่งพระนางรักใคร่ วาดฝันไว้จะครองบัลลังก์ร่วมกัน
เมื่อกำจัดองค์สวามีสำเร็จ จามรเทวีสงสารกับสารรูปที่นอนซม
“แม่หยัว อย่าห่วงหลาย”
ปากพูดปลอบ ท้าวรณชัยฝืนขยับลุกขึ้นมากอด
“บ่ให้ห่วงได่จังได๋ เจ่าสิม้มอยู่บ้ออ้ายรณ”
จามรเทวีปาดน้ำตาร้องไห้ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุโรคร้ายที่รุมเร้า
กระทั่งจวนเจียนตายด้วยระยะสั้น ๆ หากแต่พักหลังสังเกตท้าวรณชัย
ไฉนถูกมังคลาพราหมณ์ประกบตลอด โดยได้สายรายงานกับพฤติกรรมประหลาด
เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง อีกทั้งพูดคุยสื่อสารผ่านมังคลาพราหมณ์
ปกติระแวงกันอยู่แล้ว ประการใดถึงได้แปรผันดึงมาคบค้าเกี่ยวข้อง
ดูคล้ายถูกครอบงำ รวมจำนวนบ่าวไพร่สูญหายตกตายเป็ศพแห้งกรัง
ในวันฝนตกเผอิญหมาที่เลี้ยง คุ้ยดินแถวบริเวณใต้ถุนเรือนที่อยู่
จึงขุดขึ้นมาเห็นกับตา แทบผงะต่างแตกตื่นไม่เป็อันสงบ
ก่อนความจะแตก มังคลาเองรีบสละเรียกอสูรกลับสู่ตำรา
ขี่ม้าหอบหิ้วหนีออกมาไม่ให้ใครจับได้ แต่กระนั้นก็ยังเป็ที่สงสัย
“กูสิเอาคืนมัน!”คำอาฆาตของท้าวรณชัย
เมื่อพออสูรออกจากร่าง ก็รู้ได้ว่าตนเพลี่ยงพล้ำแก่พราหมณ์ที่เล่นสกปรก
“ประมาทมัน บ่ได่เด้อ”
รับฟังทั้งหมด จามรเทวีกริ้วโกรธ
“เจ่าฮู้บ่ พ่อหลวงยังคึเก่า”
เสียแผนซึ่งอุตส่าห์ลงมือนานนับแรมปี แม่หยัวเทวีแจ้งบอก
“มื้ออื่น สิเข้าหาองค์เพิ่น”
ไม่ปล่อยไว้แน่ ท้าวรณชัยจะไปฟ้องเอาความต่อปุโรหิตที่ทำให้ตนเป็อย่างนี้
“เบิ่งตี้ เจ่าไหวบ่”
สายตาอาทรกับความอ่อนล้าทรุดโทรม
“ไหว บ่ไหวกะสิได่ลองเบิ่ง”
ตำแหน่งแค่เอื้อมถึง ประกอบบารมีสะสมไว้ทางพระยารณชัยไม่ยอมแพ้
จะมีใครมาแย่งไปง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้นั้นมังคลา
ห้ามกันไม่ได้ตรงความทะเยอทะยาน ต้องเผชิญหน้าในสักวัน
แสงเทียนไขวิบวับ ส่งให้พักตร์นางชวนมอง
“ก่อนสิไป อ้ายขอจักบึด”
กำลังวังชาแทบไม่มี ยังคิดแต่เื่นี้ช่างวางไม่ลงจริง ๆ
“อยากตายเร็ว ๆ ซัมเบาะ เจ่า”
ยอกย้อนกับความสัปดน โดยไม่ได้ดูสังขารตัวเองบ้างเลย
“ตาย เป็ตายตั๊ว”
เหมือนอดอยากปากแห้งมานาน วัยใหญ่ล่วงกลางคนมาแล้ว
หากแต่ตัดขาดคงยาก จามรเทวีปลดสไบนางจัดสนอง้าสงเคราะห์ให้
...เป็วันที่มันต้องมานั่งใต้ต้นขนุน สวนหลังบ้าน
่รอให้ท้าวเทศกลับมาจากเกณฑ์พล ขนกันไปช่วยเหลือชาวบ้าน
มวลได้รับผลกระทบจากคันคู หนองถูกน้ำซัดขาด
เื่ตลิ่งพังถล่มสายน้ำมูลไหลหลากก่อความเดือดร้อนหลายพื้นที่
ถ้าไม่ติดที่ต้องให้ทำตัวเงียบ ๆ ไว้ก่อน ลายสือคงออกไปด้วยกับท้าวเทศ
อันพอจะแบ่งเบาเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง ระยะนี้ดูเหมือนจิตใจว้าวุ่นทั้งที่อยู่ว่าง ๆ
“คึบ่เห็นน้อ?”
ร่ำรี่ร่ำไรถามกับใจตัวเองคนเดียว แลหารอบ ๆ ไร้วี่แวว
ก้มลงสำรวจพื้น อาจมีหวังได้พบเจออีกสักครั้ง
“มึงหาหยังหนิ บักลายสือ”
ร้องทักขึ้น บักแปมันเดินตามมาถึงสวน
“ห่ามึง เพิ่นบ่แมนบักลายสือผู้เก่าเด้อ”
จำปาก็มาด้วย เอ่ยดักกับลักษณะคำพูดของบักแป
“โอ๊ะ ๆ ซั่นกะขมาพ่ะย่ะค่ะ”
เปลี่ยนสีทัน บักแปรู้มารยาทขึ้นเพราะได้รับการอบรม
่ระยะอาศัยในเรือน ภรรยาเ้าบ้านนางมาลา
พาให้เรียนรู้ธรรมเนียมเกี่ยวกับชั้นสถานะ จึงสมควรได้เรียกขาน
แรกไม่คุ้นชิน บางครั้งลายสืออยู่ตามลำพังกับผองสหาย
ยังพูดภาษาชาวบ้านธรรมดา สื่อสารกันไม่ถือยศถืออย่าง
แต่เนื่องควรปฏิบัติในวันหน้า บรรดาที่อยู่รอบกายเลยคิดเห็นเป็เหมาะ
“เอ้า! คึท้วงจังซั่น เจ่ากะเว้าใหม่แมะจำปา”
หันมาบอกกัน บักแปขอโทษที่เรียกเช่นนั้น
“เออ ๆ อย่าถือเด้อเ้าคะ”จำปายังพูดผิดพูดถูก
“คั่นยากหลาย กะเฮ็ดคือเก่าสา”
ทางลายสือแก้ปัญหาให้
“บ่ได่ ๆ”
ด้านบักแปส่ายหน้า“ขี้กลากสิกินหัวข้าน้อย พ่ะย่ะค่ะ”
มันถูกจับอบรมเป็พิเศษ เนื่องต่อไปจะต้องรับผิดชอบอีกหน้าที่
“แล้ว มีอิหยังหล่ะ?”
พูดแล้วบักแปมันคงไม่ฟัง จึงถามถึงการมา
“แนวว่า”
เปิดคำเท่านั้นบักแปสะกิดจำปา“เจ่าบอกเอง กะได่”
โดนขอร้องให้มาพูด เพราะอึดอัดที่ถูกแยกไปพักยังเรือนหลังตรงบ่าวหญิงอาศัย
ตัวจำปาอยากมาอยู่ใกล้ แถวพวกคุ้นเคย เลยจะย้ายกลับ
“ข่อย บ่มีม่องสิลง”
สารภาพกับสิ่งแวดล้อมปรับตัวไม่ค่อยทัน
แต่อย่างน้อยยังใช้ประโยคสุภาพ ต่างจากเมื่อก่อนมาก
“จังซั่น สิเว้ากับเฒ่าแม่ให้เด้อ”
ฐานะสมบุกสมบันมาด้วยกัน ลายสือรับเอาความสำคัญเพื่อนพ้องต้องได้สบายใจ
พื้นเพนิสัยจำปา อันเคยรู้มาก่อนคงพูดกับมารดาองค์หญิงคาระปง
“ป่ะ บาดหนิ”บักแปรีบเอ่ยชวน
“จักสิฟ้าว หยัง”ฝั่งจำปาบ่นเชิงขัดขืน
ขั้นได้ลากแขนปลีกออกมา ด้วยเห็นแววตาที่มองลายสือของจำปา
พ้นบริเวณบักแปตัดสินใจถามตรง ๆ
“เจ่าคึดจังได๋? กับข่อย”
ที่แท้มันอยากฟังให้ชัดไปเลย
“ฮ่วย! บักอันหนิ”
สะบัดหลุดจำปาถอยห่าง
“เว้ามาโลด”
บักแปเร่งรัดที่ผ่านมา เคยเห็นมันอยู่ในสายตาหรือไม่
สู่่วัยรุ่นมักมีเื่ความรัก เข้ามาให้ได้วุ่นวาย
“กูลิโตนมึง กะซัมนั่น”
แสดงว่าจำปา พอดูออกถึงการกระทำทั้งหมดเป็บักแปที่มีใจฝ่ายเดียว
“บ่ใจอ่อน แหน่บ้อ?”
แอบผิดหวัง บักแปถามย้ำ
“บ่มีทาง”
ยืนยันหนักแน่น จำปาไม่ไว้หน้าเพราะตลอดมายังคิดกับบักลายสือ
ติดตรงนายอนันต์ผู้พ่อเป็เหตุ นำขบวนเกลือสินค้าเพื่อพาคนมาตาย
กลายเป็สิ่งลำบากใจให้ต้องเก็บซ่อน จนไม่กล้าแสดงความรู้สึกข้างใน
สำหรับบักแป ยอมรับเห็นความดีที่มันทำ จำปาไม่ได้รังเกียจใด
“จำไว้ อีกบ่โดนข่อยสิบอกอีพ่อ อีแม่ไปขอเจ่า”
คำบักแปพูดบอกล่วงหน้า ท่าทีโกรธเดินหนี
“มึงอย่าคึด สิได่เป็ผัวกูง่าย ๆ”
ร้องะโตามหลัง จำปาชวนทะเลาะ
...“จักอีหยัง คู่หนิ”
เสียงพึมพำบนต้นไม้ มีคนได้ยินบทสนทนาเข้า
ปลีกวิเวกหลบจากศาลาเรือน รจนาชอบอยู่ตามลำพัง
ฉวยหนีบตำรามาอ่าน นิสัยสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
ยิ่ง่นี้ มารดาเข้มงวดจนต้องมีดื้อต่อต้านกับความประสงค์ของผู้ใหญ่
ถนอมตนไว้อยู่ในเรือนอย่างเดียว อันงานเย็บปักถักร้อย
หรือเื่ปรุงอาหาร เธอพอทำได้ปานกลาง
หากทางมารดาเน้นเคี่ยวเข็ญ ให้เป็หญิงที่ครบพร้อม
พลอยเบื่อหน่าย คราวสบโอกาสรจนาลอบเข้าสวน
หาช่องอิสระ ปีนป่ายต้นไม้ซ่อนตัวอ่านตำราหาความรู้ในหนังสือ
ั้แ่มีกลุ่มคนเข้ามาอาศัยในชายคา หลักเขตบิดาอุปถัมภ์
เลยกลายเป็ว่า รจนาไม่สะดวกใจนักประเด็นจะไปไหนมาไหนต้องระวัง
เกรงมีคนเห็นในพฤติกรรม แล้วนำไปฟ้องถึงหูผู้เป็แม่
ซึ่งไม่ใช่เื่ร้ายแรงแต่อย่างใด หากแต่มารดาคงบังคับเจียดเอาเวลามาทอผ้า
นั่นสิคือปัญหาโดยไม่ได้ชอบนัก สำหรับการเติบโตขึ้นต้องหัดที่จะเรียนรู้
ถือเป็ธรรมดา รจนาไม่บ่ายเบี่ยงถ้าเป็สิ่งต้นถนัด
ครั้งโดนเคร่งครัด เลยลอบเข้าสวนหาเื่สนุกทำ
เหมือนหนนี้ ต้นไม้มีเปลแขวนผูกงีบหลับกลางวัน
...ลุเข้าสิบวันท้าวเทศกลับมา บรรดาเมียรวมตัวกันบนเรือนใหญ่
ต่างอวดฝีมือทำกับข้าวกับปลา ยกสำรับจัดประชัน
อุทัยวรรณเธอถือมาบอกเื่ยินดี ตั้งครรภ์อ่อน ๆ
“มาทายกัน สิญิงรึพ่อชาย”
หลังจากกินข้าวเสร็จพอได้ฟัง ท้าวเทศเอ่ยขึ้น
“ข่อยว่าผู้ชายคัก ๆ”
มาลาเห็นมาทางนี้ เพราะลักษณะตอนที่นางมีลูกชายหล้าบักสาโรจน์
ช่างคล้ายกัน ใบหน้าฝ้าผุดไม่เกลี้ยงเกลาทั้งชอบกินเผ็ด
“แม่ญิงตั๊ว เอื้อย”
ลำดวนเอ่ยบ้าง ต่างความคิดเสนอยกอ้าง
“ไสรจนา มีไผเห็นบ่?”
พลันท้าวเทศถามหาลูกสาว ที่เกิดกับมาลาเมียแต่งคนแรก
“คึสิอัค แต่ในฮ้องกะพ่องนั่น”
คำอีแววตาเมียบ่าวพูด ดุจเจือตำหนิในมารยาท
“ไผเว้า!”
ปรากฏตัวก้าวเดินออกมา รจนาถือถาดวางถ้วยใส่ลูกตาลเชื่อมยื่นบิดา
“ลูกมัวแต่เฮ็ดของหวาน ในครัวอยู่”
ความรู้สึกตอนได้อุ้มลูกสาวครั้งแรกในอ้อมกอด ก่อท้าวเทศเต็มเปี่ยมคำว่าพ่อ
“ป๊าด ๆ ลูกกู”
ชื่นชมกับสิ่งที่ทำให้ ท้าวเทศตักกินจนหมดถ้วย
มีผู้แอบน้อยใจ โดยแววตาอุตส่าห์ได้บุตรชายสืบสกุลผัวตั้งสองคน
ยังไม่สามารถลดความรักใคร่เอ็นดู ชนิดออกหน้าออกตา
รจนาลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน ที่ท้าวเทศตามใจสารพัด
ขั้นขัดภรรยาไม่ให้มาลาเคร่งครัดกับลูกนัก ค้านเื่ต้องเก่งเป็แม่ศรีเรือน
ท้าวเทศมองถึงภายภาคหน้า ไม่จำเป็สำหรับของพวกนี้
ความรู้ต่างหากที่ควรติดตัวไว้ให้มาก ส่วนเื่อื่นไม่เน้นขอเพียงทำได้เท่านั้น
เลยเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยของพ่อกับลูก ส่งเสริมด้านศึกษาอ่านตำรับตำรา
มาทางนี้ดีแล้วตามความเห็นฝ่ายบิดา ซึ่งอาจต้องได้ใช้ในยามสำคัญ.