-13-
ความลับที่ถูกเปิดเผย
ยามอิ่ว ณ เรือนพสุธา
เวลานี้ทั่วทั้งเรือนพสุธาถูกตกแต่งประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสันจนสว่างไสวสวยงาม เสียงพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานคละเคล้ากับเสียงดนตรีอันไพเราะ ชวนให้เพลิดเพลินยิ่งนัก
ภายในโถงกลางเรือนพยัคฆ์ ฉีเฟยหลงในชุดสีเหลืองทอง ปักลายสัตว์มงคลสีเงินนั่งเด่นอยู่ตรงกลาง ในมือขวาถือจอกสุราทำด้วยทองคำ กำลังสนทนากับแม่ทัพหนุ่มและชิงหยวนที่นั่งขนาบซ้ายขวาอย่างออกรส
“สมเป็สกุลชิง ไม่ว่าเื่ใดล้วนทำได้รวดเร็ว ไร้ที่ติ” ฉีเฟยหลงกล่าวชื่นชม
“องค์รัชทายาทชมเกินไปแล้ว งานนี้สำเร็จลงได้ด้วยพระบารมีของฝ่าา และพระปรีชาสามารถของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยกับท่านลุง หากไม่ได้พระองค์ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มในอาภรณ์ลำลองสีฟ้าน้ำทะเลปักลายเมฆาเคลื่อนคล้อย เกล้าผมสูงเก็บเรียบร้อย ใบหน้างดงามหล่อเหลายิ้มน้อยๆ ดวงตาคมทรงเสน่ห์ชำเลืองมองทางเข้าเป็ระยะๆ คล้ายรอใครอยู่
“เฮอะ! ถึงเราจะแพ้ในการตามหาอาชา์ แต่ก็ชนะเ้าจากการแข่งขันขี่อาชา์กลับมาที่นี่ ดังนั้นถือว่าเสมอกัน” ฉีเฟยหลงสรุป ยกมือขึ้นโบกคราหนึ่ง มองสหายที่เป็ทั้งคู่แข่งและที่ปรึกษาคนสนิท รักกันดุจพี่น้องร่วมสายเื เมื่อเห็นว่ามองตนอยู่ มุมปากก็ยกขึ้นยิ้มน้อยๆ คล้ายล้อเลียน รู้สึกไม่ชอบใจและนึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
“อ้อ เหตุใดจึงไม่เห็นบุตรสาวของท่านเลย นางเป็อันใดหรือ” ฉีเฟยหลงถามเมื่อเห็นเพียงชิงฮูหยินที่นั่งถัดจากชิงหยวนผู้เป็สามี
“กราบทูลองค์รัชทายาท บุตรีของกระหม่อมได้รับาเ็จากการตามหาอาชา์ จึงไม่ได้มาเข้าเฝ้า โปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนประสานมือพร้อมกับค้อมศีรษะลง หางเสียงสั่นเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าอาจทำให้องค์รัชทายาทขัดเคืองพระทัย
“อืม เช่นนั้นก็ให้นางพักผ่อนเถิด” ฉีเฟยหลงหยิบตลับยาเล็กๆ ที่อยู่ในฉลองพระองค์ออกมายื่นให้ชิงหยวน
“นี่เป็ยาสมานแผล เห็นผลรวดเร็ว และยังช่วยรักษาแผลเป็ได้ดีเยี่ยม ช่วยมอบให้นางด้วย งานนี้สำเร็จลงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งก็มาจากแผนที่ของนาง”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนคุกเข่าคำนับโขกศีรษะกับพื้น ก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรับตลับยาจากองค์รัชทายาท
“ขอบพระทัยในพระกรุณาเพคะ” ชิงฮูหยินยอบกายถวายความเคารพตามแบบชาววังด้วยความปลาบปลื้มใจ เพราะยานี้ทำขึ้นเพื่อโอรส์และเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ใช่ว่าจะหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
“ของเล็กน้อยเท่านั้น แล้วท่านจะทำเช่นไรต่อไป” ฉีเฟยหลงถามชิงหยวนที่กลับมานั่งที่เดิมแล้ว
“ทูลตามตรง กระหม่อมยังไม่ได้คิดเื่นี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนตอบตามจริง
“อืม อย่างนั้นหรือ ท่านแม่ทัพ เราอยากฟังความเห็นของเ้า” ฉีเฟยหลงหันมาถามมู่หลิ่งเหวินแทน
“ความเห็นกระหม่อม ควรนำสัตว์ทั้งสี่ไปฝากเลี้ยงยังคอกของวังองค์รัชทายาทดูจะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า จากนั้นค่อยถวายในวันคล้ายวันพระราชสมภพขององค์ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มออกความเห็น
“หือ?” ฉีเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมเห็นด้วยกับแม่ทัพมู่พ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนทำท่าหยุดคิดครู่หนึ่ง จึงตอบสนับสนุนความคิดเห็นของแม่ทัพหนุ่มที่ตรงกับความคิดของตน ่เวลาเกือบสี่สิบวันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็สุดรู้ คาดว่าเสนาบดีหานหนิงเฉิงคงไม่นิ่งเฉยกับเื่นี้เป็แน่ แต่ถ้านำสัตว์มงคลทั้งสี่ไปไว้ที่อื่น ก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยเช่นกัน เมื่อแม่ทัพหนุ่มเสนอให้ไปไว้ที่วังรัชทายาท ชิงหยวนจึงรีบสนับสนุนทันที จะมีที่ใดปลอดภัยกว่าวังรัชทายาทอีกเล่า
ชิงฮูหยินมองคู่หมายของบุตรีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป รู้สึกขอบคุณและพอใจในสิ่งที่แม่ทัพหนุ่มกระทำในยามนี้ยิ่งนัก
“อืม ได้ เราอนุญาต” ฉีเฟยหลงมีท่าทีลังเล แต่พอสบเข้ากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่จ้องมาก็อดใจอ่อนไม่ได้
‘อาเหวิน เ้าติดค้างเราหนึ่งครั้งแล้ว’
มู่หลิ่งเหวินพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจและขอบคุณ
“เอาละ นี่ก็ดึกแล้ว สมควรพักผ่อนเสียที” ร่างของผู้สูงศักดิ์ยืนขึ้น สองมือไพล่หลัง ก้าวเดินออกไปด้วยท่วงท่าสง่างาม ตามด้วยองครักษ์ชุดดำเต็มยศอีกสี่นาย
“ขอบใจเ้ามากนะหลานชาย ที่ช่วยสกุลชิงไว้” ชิงหยวนเดินเข้ามาตบบ่าหนาของบุรุษตัวสูงใหญ่พร้อมรอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้า
“ใช่ ขอบใจเ้าจริงๆ” ชิงฮูหยินพยักหน้ากล่าวสนับสนุนถ้อยคำของสามี
“เป็สิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว หากท่านลุงท่านป้าจะกรุณา ข้าขอไปเยี่ยมน้องได้หรือไม่ขอรับ” แม่ทัพหนุ่มถือโอกาสนี้ขอในสิ่งที่ผู้าุโทั้งสองไม่กล้าปฏิเสธทันที เหตุเพราะนับแต่กลับมาถึงเรือนพสุธาจนบัดนี้เข้ายามซวี เขายังไม่ได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของนางเลย
“ได้สิ ลุงกำลังจะไปดูหลินเอ๋อร์อยู่พอดี” ชิงหยวนตอบแม่ทัพหนุ่ม ชิงฮูหยินถอนใจเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
ภายในห้องนอนของชิงหลิน บุรุษสองวัยและชิงฮูหยินเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ขณะที่เสี่ยวเอินยืนหลบอยู่ด้านข้างใกล้ประตู
แม่ทัพหนุ่มมองคู่หมายที่นอนหลับตาพริ้ม ลมหายใจสม่ำเสมอ ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มมีเืฝาดมากกว่ายามเช้า ก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นสองส่วน มีพยัคฆ์น้อยนอนอยู่ข้างๆ มันขดตัวกลมเหมือนลูกแมว ส่งเสียงกรนเบาๆ พอเห็นมันแล้วแม่ทัพหนุ่มก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
มู่หลิ่งเหวินเหยียดยิ้มราวกับเย้ยหยันตนเองที่อิจฉาแม้กระทั่งสัตว์ตัวเล็กๆ ก่อนจะหมุนกายมาทางชิงหยวน ประสานมือพร้อมกับกล่าวขอบคุณเบาๆ จากนั้นจึงเดินออกไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
ชิงหยวนลูบเคราตัวเอง ยิ้มบางๆ ดวงตาคมมองตามหลังแม่ทัพหนุ่มครู่หนึ่งจึงละสายตากลับมา ก็สบเข้ากับดวงตางดงามที่จ้องมองตนเขม็ง พร้อมใบหน้าบึ้งตึงของฮูหยิน จึงอดใจที่จะรวบตัวเข้ามากอดไว้แนบอกอย่างรักใคร่ไม่ไหว ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้อง เสี่ยวเอินได้แต่มองภาพนั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ยามเฉินวันต่อมา
ชิงหลินตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า อาการตัวรุมๆ เมื่อวานหายเป็ปลิดทิ้ง มีเพียงอาการปวดาแบริเวณใต้หัวไหล่ขวา ทำให้ขยับเขยื้อนไม่ค่อยสะดวก เวลาจะเปลี่ยนชุดก็ต้องให้เสี่ยวเอินช่วย มือซ้ายก็ใช้ได้ไม่ถนัด จะกินข้าวก็ต้องให้เสี่ยวเอินป้อน สรุปจะทำอะไรเสี่ยวเอินต้องมีเอี่ยวด้วยทุกสิ่งไป และที่ทำให้ทรมานที่สุดก็คือ ยาน้ำสีดำกลิ่นชวนแหวะ ทั้งยังขมปี๋ที่ต้องกินทุกวันสามเวลา ที่ตอนนี้จ่ออยู่ที่ปากโดยความช่วยเหลือของเสี่ยวเอิน
“คุณหนู รีบดื่มตอนที่กำลังอุ่นๆ เถิดเ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นหากเย็นลง...” ไม่ทันที่เสี่ยวเอินจะเกลี้ยกล่อมจบ นางก็ต้องยิ้มจนตาหยี เมื่อคุณหนูของนางยกยาขึ้นดื่มรวดเดียว ยาน้ำสีดำก็หายไปจากถ้วยกระเบื้องสีขาวปลอดทันที
“อี๋ ขมจังเลย เสี่ยวเอินขอบ๊วยหน่อย”
เสี่ยวเอินรีบหยิบบ๊วยดองส่งให้คุณหนู ที่ยามนี้ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวน้ำตาคลอ เห็นแล้วก็รู้สึกขบขันและสงสารไปพร้อมๆ กัน คุณหนูของนางช่างเกลียดกลัวการดื่มยาเสียจริง
“ฟานฟานลองกินหน่อยไหม” หญิงสาวแกล้งเอาบ๊วยดองมาจ่อจมูกเ้าพยัคฆ์น้อยที่นั่งด้วยเท้าหลัง เท้าหน้าเหยียดตรงแหงนหน้าขึ้น เอียงหัวกลมๆ เล็กๆ มองด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู มันดมๆ เ้าลูกเหี่ยวๆ กลมๆ กลิ่นแปลกๆ สองสามหนแล้วสะบัดหน้าหนี บอกให้รู้ว่ามันไม่ชอบเลยสักนิด ชิงหลินคาดไว้แล้วว่าต้องเป็อย่างนี้ จึงหัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นมันย่นจมูก ทำเสียงฟืดฟาดคล้ายคนสั่งน้ำมูก
“หลินเอ๋อร์ มีเื่อันใดหรือ” ชิงฮูหยินเดินเข้ามา ตามด้วยบ่าวหญิงสองนาง
“ท่านแม่ ไม่มีอะไรหรอกเ้าค่ะ” นางยิ้มตอบมารดาที่เดินเข้ามานั่งข้างเตียง
“ไหนขอแม่ดูหน่อยสิ” ชิงฮูหยินเอามือแตะหน้าผาก แก้มซ้ายขวา และลำคอของบุตรี พลางถอนใจอย่างโล่งอก ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี
“ข้าทราบมาว่าสัตว์ทั้งสี่ตัวจะถูกนำไปเลี้ยงไว้ชั่วคราวที่วังขององค์รัชทายาท เื่นี้จริงเท็จประการใดเ้าคะ”
“เป็ความจริง เพราะวังองค์รัชทายาทคุ้มกันแ่าและปลอดภัยกว่าที่นี่มากนัก” มารดาให้เหตุผล
ชิงหลินไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าจิ้มลิ้มสลดลงเล็กน้อย หลุบตามองฟานฟานน้อยที่ขึ้นมานอนอยู่บนตัก ลูบหัวกลมๆ เล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยขนฟูฟ่องสีขาวมีสีดำพาดผ่านตลอดลำตัวด้วยความอาลัยอาวรณ์ ใช่ ฟานฟานน้อยของนางก็เป็หนึ่งในสัตว์ทั้งสี่ที่ต้องถวายองค์ฮ่องเต้ หากมันไม่อยู่นางคงเหงามากแน่ๆ
“เป็อันใดไป เ้าไม่เห็นด้วยหรือ” ชิงฮูหยินยื่นมือไปลูบผมอันเงางามนุ่มลื่นที่ปล่อยสยายถึงเอวคอดกิ่วของบุตรี เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้มหน้าลงนิ่งก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมา
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าเห็นด้วย เพียงแต่...ฟานฟานน้อย...” บุตรสาวตอบเสียงเศร้า ดวงตากลมโตสั่นไหว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ปากอวบอิ่มเม้มแน่น ขยับปากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาอย่างที่ใจ้า
“เฮ้อ แม่เข้าใจ แม่เข้าใจดี” ชิงฮูหยินกล่าวปลอบบุตรี
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังหดหู่ แต่ภายนอกกลับโกลาหล เพราะอาชา์สองตัวที่เพิ่งมาใหม่อาละวาดอยู่
“เสียงเอะอะโวยวายอันใด เ้าไปดูซิ” ชิงฮูหยินสั่งสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ประตู
“เ้าค่ะ” หนึ่งในสาวใช้รีบออกไปตามคำสั่งของฮูหยินทันที มิถึงหนึ่งก้านธูปสาวใช้คนเดิมก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“เรียนฮูหยิน อาชา์สองตัวที่ได้มาเกิดพยศขึ้นมาเ้าค่ะ” รายงานเสียงสั่นด้วยความเหนื่อยหอบ
“พยศ?” ชิงฮูหยินทวนคำ
“เ้าค่ะ บ่าวคนหนึ่งบอกว่าเป็เพราะยาสะกดใจหมดฤทธิ์ลง จึงทำให้พวกมันพยศเ้าค่ะ” นางรายงานตามที่ได้ยินมา
“ยาสะกดใจ? เป็ยาแบบไหนกันเ้าคะ”
“เป็ยาที่สะกดให้สัตว์เชื่องและทำตามคำสั่งแต่โดยดี ฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นานราวสิบสองชั่วยาม นี่เพิ่งผ่านไปสิบชั่วยาม เหตุใดยาจึงหมดฤทธิ์เสียแล้ว” ชิงฮูหยินตั้งข้อสังเกต
“แม่จะไปดูเสียหน่อย เ้านอนพักเถอะ จะได้หายเร็วๆ” ชิงฮูหยินตบหลังมือบุตรีเบาๆ แล้วจึงเดินออกมา
“เสี่ยวเอิน ช่วยข้าแต่งตัว” คล้อยหลังมารดา ชิงหลินก็หันมาสั่งเสี่ยวเอิน เมื่อเห็นว่านางยังยืนนิ่งจึงเร่งเร้าเสียงเข้ม “เร็วเข้า!”
สองเค่อต่อมาชิงหลินในอาภรณ์สีขาว ชายกระโปรงปักลายดอกเหมยสีบานเย็นดอกเล็กๆ ดูบริสุทธิ์ราวดอกบัว ก็ก้าวเดินช้าๆ ทว่ามั่นคงเข้าไปหากลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าคอกสัตว์ มีเสี่ยวเอินคอยช่วยประคองอย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อ”
เสียงใสกังวานทำให้บุรุษทั้งสามหันไปมองเป็ตาเดียว
“หลินเอ๋อร์! เ้ามาทำอันใดที่นี่” ชิงหยวนจ้ำอ้าวเข้ามาหาบุตรี
สายตาของฉีเฟยหลงทอดมองสตรีตรงหน้าอย่างแปลกใจ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นบุรุษที่อยู่ข้างๆ กำหมัดแน่น ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องสตรีเบื้องหน้าคล้ายไม่สบอารมณ์ จึงอดที่จะเอ่ยเย้าแหย่ไม่ได้
“อา...ช่างเป็สตรีที่งดงามและพิเศษกว่าสตรีที่เคยพบเห็นมา” พอกล่าวออกไปก็แทบจะอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้างดงามราวเทพเซียนของแม่ทัพหนุ่มบึ้งตึงขึ้นอีกหลายส่วน ดำคล้ำเหมือนท้องฟ้าเดือนหก จิตสังหารแผ่คลุมไปทั่วบริเวณ จนองครักษ์ของเขาที่ยืนคุมเชิงอยู่เสียวสันหลังวาบกับคำหยอกเย้าขององค์รัชทายาท
มู่หลิ่งเหวินพยายามระงับความขุ่นเคือง เมินเฉยต่อถ้อยคำหยอกเย้าขององค์รัชทายาท คล้ายถ้อยคำชวนหงุดหงิดเ่าั้เป็เพียงสายลมที่พัดผ่าน ไร้ความสำคัญใดๆ ดวงตาคมทรงเสน่ห์ยังคงจับจ้องคู่หมายที่สนทนาอยู่กับบิดา โดยไม่ได้เข้าไปแทรกแซง
ครั้นฉีเฟยหลงเห็นแม่ทัพหนุ่มที่มีอาการหึงหวงคู่หมายก็พอใจยิ่งนัก ดวงตาเปล่งประกายสนุกสนาน
ฉีเฟยหลงหรือองค์ชายสาม มีพระชันษายี่สิบหกปี พระมารดาคือฮองเฮาองค์ปัจจุบัน นามว่าตู้อวี้หลัน เป็น้องสาวของอัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียว ด้วยชาติกำเนิดที่สูงส่ง ตำแหน่งองค์รัชทายาทจึงตกเป็ของฉีเฟยหลงในทันที ไม่มีขุนนางคนใดกล้าลุกขึ้นมาคัดค้าน นำมาซึ่งความเจ็บแค้นแก่พระสนมเอกหานเฟย นามว่าหานลั่วเสียนยิ่งนัก ด้วยหมายมาดว่าบุตรของตนจะได้เป็องค์รัชทายาท เพราะถือกำเนิดก่อนถึงห้าปี และยังเป็โอรสองค์แรกของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
อัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียว เสนาบดีฝ่ายบู๊มู่หลิ่งฟู่ และเสนาบดีฝ่ายบุ๋นหานหนิงเฉิง เป็ศิษย์จากสำนักบัณฑิตเดียวกัน แต่เพราะมู่หลิ่งฟู่ชอบการต่อสู้ จึงหันเหไปเป็ทหาร สร้างชื่อเสียงมากมายจนได้รั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อันเป็ตำแหน่งสูงสุดทางทหาร ขณะเดียวกันกับตู้ฮุ่ยเปียวและหานหนิงเฉิงได้สอบเข้าเป็ขุนนางตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้สำเร็จ ด้วยสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดเป็เลิศกว่าของตู้ฮุ่ยเปียว ทำให้เขาก้าวไปถึงตำแหน่งอัครเสนาบดี อันเป็ตำแหน่งสูงสูดของขุนนางในราชสำนัก ขณะที่หานหนิงเฉิงรั้งตำแหน่งรองลงมาหนึ่งขั้น จึงรู้สึกอับอายและเจ็บใจยิ่งนักที่ต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่สหายรุ่นเดียวกันถึงสองคน
“ชิงหลินถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ”
เสียงหวานดึงสติฉีเฟยหลงกลับมา มองหญิงสาวที่ยอบกายเคารพตนโดยมีสาวใช้ประคองอย่างระมัดระวัง จึงอดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้
“เ้าาเ็ เหตุใดจึงมาที่นี่”
ชิงหลินเงยหน้ามององค์รัชทายาทแวบหนึ่งก็รีบก้มหน้าลง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “โปรดประทานอภัย หม่อมฉันร้อนใจเื่อาชา์ จึงได้มาที่นี่เพคะ”
มุมปากของฉีเฟยหลงยกขึ้นเล็กน้อย ประทับใจในความใจกล้าของสตรีผู้นี้ ด้วยตนเป็ถึงว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป ย่อมเป็ที่หวั่นเกรงแก่ขุนนางและสามัญชนทั่วไป แต่กับสตรีผู้นี้ นอกจากจะกล้าขัดรับสั่งแล้ว นางยังกล้าต่อปากต่อคำตนอีก ช่างเป็สตรีที่กล้าหาญและอวดดียิ่งนัก
“เ้ามาแล้วจะทำอันใดได้ เพียงเพื่อมาดูเฉยๆ หรือ” ฉีเฟยหลงถามเสียงเข้ม สองมือไพล่หลัง หน้าตึงขึ้นหนึ่งส่วน จนผู้คนรอบข้างอันประกอบด้วยองครักษ์ทั้งสี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังองค์รัชทายาท ชิงหยวนที่ยืนอยู่ข้างบุตรี และเสี่ยวเอินที่ประคองแขนนายสาว ต่างก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ยกเว้นแม่ทัพหนุ่มที่เลิกคิ้วเข้มขึ้นข้างหนึ่ง เห็นเป็เื่ปกติธรรมดา ด้วยคุ้นเคยกับนิสัยชื่นชอบทำให้ผู้อื่นใขององค์รัชทายาทดีกว่าผู้ใด
ข้างฝ่ายชิงหลินไม่กล้าผลีผลามตอบ จึงเงียบเพื่อเรียบเรียงถ้อยคำ มู่หลิ่งเหวินเลยก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าว
“ทูลองค์รัชทายาท เมื่อครู่พระองค์ตรัสว่าคู่หมายของกระหม่อมเป็สตรีที่พิเศษกว่าสตรีนางใด เช่นนั้นให้นางลองดูสักครั้งดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...”
“เพียงแต่อันใดหรือ”
“ขอให้ปิดเื่นี้ไว้เป็ความลับจะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” พอแม่ทัพหนุ่มพูดจบ สายตาหลายคู่ต่างก็มองเขาอย่างโง่งม ยกเว้นชิงหยวนที่รู้อยู่ก่อนแล้ว
“ได้ เรารับปาก” ฉีเฟยหลงรับคำหนักแน่น แต่ยังมิวายสงสัยในตัวสตรีผู้นี้ นางจะปราบพยศอาชาสองตัวนี้ที่กำลังพยศจนไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ได้อย่างไรกัน
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” มู่หลิ่งเหวินประสานมือทำความเคารพ ก่อนจะหันมาทางคู่หมายที่ยืนถัดไปจากบิดา
“เป็พระกรุณายิ่งแล้วเพคะ” ชิงหลินจึงยอบกายทำความเคารพอีกครั้ง แล้วหันมายิ้มขอบคุณเขาที่ช่วยพูดให้ จึงได้เห็นสายตาเชื่อมั่นแกมห่วงใยจากดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่มองอยู่ก่อน แล้วก็อดใจเต้นไม่ได้
“เสี่ยวเอินพาข้าไปที่รั้วนั่นที” นางกระซิบสั่งสาวใช้ ดวงตากลมโตมองรั้วกั้นรูปวงกลม พื้นที่ด้านในคงสักประมาณสี่ห้าไร่ ทำจากไม้เนื้อแข็งสูงเกือบสองเมตรเพื่อป้องกันการหลบหนีของอาชาที่จับมาได้ ด้านในรั้วมีคอกม้าหลายสิบคอก มีหลังคามุงด้วยใบอะไรสักอย่างคล้ายใบจากเพื่อกันแดดกันฝน
ฉีเฟยหลง มู่หลิ่งเหวิน ชิงหยวน องครักษ์ทั้งสี่นาย ต่างมายืนเกาะรั้วไม้ คล้ายรอชมละครฉากใหญ่ ส่วนพวกบ่าวไพร่ที่ตามมาก็ถูกกันออกไปจนหมด
ด้านในรั้วไม้ อาชา์สีดำกับสีน้ำตาลกำลังวิ่งหลบหลีกคนงานหลายสิบชีวิตที่ไล่ต้อนมันอย่างเอาเป็เอาตาย บางทีก็ยกเท้าหน้าตะกุยอากาศ ข่มขวัญคนงานที่เข้ามาดักข้างหน้าจนต้องหลบหนีกันจ้าละหวั่น
ชิงหลินมองพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่แปลกใจเลยที่มันจะอาละวาดหนักขนาดนี้ ม้าเป็สัตว์ที่เฉลียวฉลาด จับมันมาได้เพราะยาสะกดใจ พอยาหมดฤทธิ์ พวกมันจึงโกรธมากที่โดนหลอก เพราะเสียรู้ให้แก่มนุษย์ที่มันมิใคร่ชอบ ความโกรธจึงเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ
“ไปพาอาชา์สีทองมาที่นี่” ชิงหลินสั่งเสี่ยวเอิน นางรีบทำตามทันทีโดยหันไปบอกคนงานที่อยู่ใกล้ๆ
รอไม่นานอาชา์สีทองก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าชิงหลิน มันเดินตรงดิ่งเข้ามาหาโดยไม่สนใจใคร แม้แต่องค์รัชทายาทยังตะลึง
“เ้าเรียกข้ามาเพราะเ้าสองคนนั่นหรือ” อาชา์สีทองถามมนุษย์ร่างเล็กๆ ที่ส่งยิ้มให้มัน
“ถูกต้อง ท่านจะช่วยข้าหรือไม่” หญิงสาวตอบทั้งยืดหลังตรง สองมือประสานกันอยู่ด้านหน้า
“ให้ข้าเข้าไปหยั่งเชิงหรือ” ชิงหลินพยักหน้าชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของมัน
“ได้ ข้าจะเป็หนังหน้าไฟให้เ้า แต่หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเ้าว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมพวกมันได้หรือไม่” น้ำเสียงกึ่งรำคาญกับท่าทางเย่อหยิ่งอวดดีของอาชา์ ทำให้นางนึกหมั่นไส้นิดๆ และเป็อีกครั้งที่สายตานับสิบคู่จ้องมองมายังบุตรีสกุลชิงอย่างโง่งม
ฉีเฟยหลงตะลึงเป็คำรบที่สอง ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็เื่จริง เสียงร้องเล็กๆ คล้ายอาชาที่นางร้องออกมา หากอาชาไม่ตอบโต้ ผู้ใดพบเห็นย่อมคาดเดาว่าสติของนางฟั่นเฟือนเป็แน่ แต่นี่...อาชา์สีทองตัวนั้นกลับร้องตอบนาง อย่างกับมันกำลังคุยกับนางอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ฉีเฟยหลงหันไปทางแม่ทัพหนุ่ม เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มพลางพยักหน้าให้เป็เชิงว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้องแล้ว ดวงตาดุจพญาเหยี่ยวก็พลันเบิกกว้าง หันขวับไปทางสตรีที่ยืนเกาะรั้ว แต่สายตามองตรงไปที่อาชา์สีทองที่เยื้องย่างเข้าไปในรั้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็ควบเต็มฝีเท้าตรงเข้าไปขวางหน้าพวกม้าสองตัวที่กำลังควบมาทางนี้ทันที จนพวกมันชะงักหยุดฝีเท้าที่ควบมาเต็มที่แทบไม่ทัน
ภาพอาชา์สีทองยกเท้าหน้าตะกุยอากาศ ส่งเสียงร้องดังลั่นใส่อาชา์อีกสองตัวที่บัดนี้ยืนนิ่ง หอบหายใจพรืดๆ โดยปกติทั่วไปแล้วอาชา์จะวิ่งได้นานโดยไม่ต้องหยุดพัก แต่เพราะเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน มันวิ่งด้วยความโกรธ ครั้นพอได้สติอาชา์ทั้งสองจึงรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
ราวหนึ่งเค่ออาชา์สีดำกับสีน้ำตาลไหม้ก็เดินตามอาชา์สีทองมาหาชิงหลินที่ยืนเกาะรั้วอยู่ อาชา์ทั้งสองเชิดหัวเรียวยาวของมัน พ่นเสียงพรืดๆ ออกมาใส่นางเหมือนคนที่กำลังโกรธและอับอายที่ถูกหลอก ส่วนอาชา์สีทองที่ยืนถัดมาพยักพเยิดให้นางคล้ายจะบอกว่าไหนลองแสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อย
“พี่ใหญ่บอกว่าเ้าพูดภาษาข้าได้จริงหรือ” อาชา์สีดำร้องถาม
“พี่ใหญ่?” ชิงหลินทวนคำ หันไปมองอาชา์สีทอง เห็นมันยืนนิ่งเชิดหัวขึ้นอย่างโอ้อวดก็อดยิ้มไม่ได้ อ้อ อย่างนี้นี่เอง
“เห็นแก่พี่ใหญ่ ข้ากับที่รักของข้าตกลงใจจะอยู่ที่นี่” อาชา์สีดำพูดต่อ
“ที่รัก? ท่านหมายถึง...นาง” ชิงหลินชี้ไปที่อาชา์สีน้ำตาลไหม้
“ฮึ! ใช่ เ้ามีปัญหาหรือ” อาชา์สีน้ำตาลไหม้เพศเมียเชิดหัวขึ้น จ้องมองนางอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“เปล่า ข้าเพียงแปลกใจเท่านั้น ขออภัยหากทำให้พวกท่านไม่พอใจ” ชิงหลินค้อมศีรษะลงเล็กน้อยยามกล่าว ทำให้อาชา์พอใจยิ่งนักที่เห็นนางให้เกียรติพวกมัน ซึ่งผิดกับมนุษย์คนอื่น
“ข้ายกโทษให้ ว่าแต่...เ้าสองคนนั้นใช่หรือไม่ที่บังอาจขี่ข้ากับที่รักของข้ามาที่นี่ ทั้งที่พวกข้าไม่เต็มใจ” อาชา์สีดำหันหัวไปทางฉีเฟยหลงที่ยืนห่างไปเพียงสามก้าวและแม่ทัพหนุ่มที่ยืนถัดออกไป
ฉีเฟยหลงและแม่ทัพหนุ่มคล้ายจะรู้ว่ากำลังถูกพาดพิงอยู่จากหนึ่งคนกับอีกสามตัว จึงขยับตัวและส่งสายตาถามสตรีที่มองมาทางพวกตนทันที ชิงหลินได้แต่ส่งยิ้มเฝื่อนๆ ให้ ไม่ได้พูดอะไร ทำให้บุรุษต่างสถานะทั้งสองออกอาการหงุดหงิดเล็กน้อย
“ทูลองค์รัชทายาท อาชา์ทั้งสามยินยอมไปกับพระองค์แล้วเพคะ” ชิงหลินหันมากราบทูล
“อืม เ้าพูดคุยกับมันได้จริงหรือ” ฉีเฟยหลงถามเพื่อความแน่ใจ ดวงตาทอประกายเจิดจ้า ความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นภายในใจ เป็ความรู้สึกที่หากแม่ทัพหนุ่มรู้คงกินไม่ได้นอนไม่หลับจนกว่าจะได้นางมา เมื่อนั้นจึงพอจะวางใจได้ มีเพียงสองคำที่คิด นั่นคือ ‘อยากได้’
“หม่อมฉันพูดได้เล็กน้อยเท่านั้นเพคะ”
“แล้วพูดกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้หรือไม่” ฉีเฟยหลงถามต่อ แต่ชิงหลินยังไม่ทันได้ตอบ มู่หลิ่งเหวินก็รีบตัดบท เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มขาวเนียนเริ่มซีดและมีเหงื่อผุดออกมาตามไรผม คาดว่ายาที่ช่วยบรรเทาความเ็ปคงหมดฤทธิ์แล้ว
“ทูลองค์รัชทายาท ไว้นางหายดีแล้วค่อยซักถามเื่นี้ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ตกลง พานางไปพักผ่อนเถิด” แม้ยังมีเื่อยากถามอีกมาก แต่พอเห็นใบหน้าซีดขาวและมีเหงื่อซึมของนาง จึงรู้ว่าสิ่งที่แม่ทัพหนุ่มบอกเป็สิ่งที่สมควรแล้ว ความขุ่นมัวในใจเมื่อครู่เลยหายไปทันที
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” หญิงสาวยอบกายทำความเคารพปิดท้าย จากนั้นก็ปล่อยให้เสี่ยวเอินพากลับห้องของตน เพราะรู้สึกปวดแผลจนแทบทนไม่ไหว แต่ก่อนจากยังไม่วายหันมาขอร้องบิดาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ท่านพ่อ โปรดให้อิสระแก่พวกเขา เช่นที่พวกเขาอยู่ในป่าด้วยนะเ้าคะ เพราะพวกเขาไม่ค่อยชอบมนุษย์สักเท่าไรเ้าค่ะ”
“พ่อรู้แล้ว เ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” ชิงหยวนรับปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ‘ดูเอาเถิด นางเจ็บขนาดนี้ยังมีแก่ใจเป็ห่วงเป็ใยผู้อื่น หลินเอ๋อร์นะหลินเอ๋อร์ พ่อจะทำอย่างไรกับเ้าดี หลังจากจบเื่นี้จะเกิดอะไรกับเ้าบ้าง พ่อคาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ’
มู่หลิ่งเหวินมองตามหลังคู่หมายด้วยความห่วงใยเจือกังวล ว่ากันตามจริงแม่ทัพหนุ่มอยากจะอุ้มนางกลับห้องด้วยตนเอง แต่เกรงคำครหา ด้วยตนยังไม่ได้ตบแต่งนาง แม้แต่การหมั้นหมายก็ยังดูห่างไกล เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าหล่อเหลางดงามดุจเทพเซียนก็ดำคล้ำลงทันที สาวเท้าตามฉีเฟยหลงกลับไปยังโถงกลางของเรือนพสุธา เพื่อปรึกษาหารือถึงกำหนดวันที่แน่นอนเื่สัตว์มงคลทั้งสี่ด้วยใจที่หนักอึ้ง
ส่วนชิงหยวนหันมากำชับบ่าวไพร่ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดให้ปิดปากให้สนิท หากผู้ใดแพร่งพรายจะถูกโบยหนึ่งร้อยไม้และขายออกไปทันที หลังจากสั่งเสร็จก็หมุนกายมุ่งหน้าไปที่ห้องโถงอย่างรีบร้อน
เมื่อชิงหลินกลับมาถึงห้อง พอเปิดประตูออก นางก็ถึงกับตะลึงตาค้าง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่ถูกปกคลุมด้วยขนเป็ดจำนวนมาก บางส่วนยังปลิวว่อนเพราะแรงกระชากของเ้าฟานฟานน้อยตัวดี ที่ตอนนี้กำลังกัดกระชากหมอนข้างใบโปรดของนางอยู่บนพื้นอย่างเมามัน มันชะงักแล้วมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปกัดกระชากหมอนข้างต่อ โดยไม่สนใจนางอีก
“โกรธหรือ ข้าขอโทษ” ชิงหลินกล่าวพร้อมกับค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งตรงหน้ามัน มือซ้ายจับตรงบริเวณาแ เพราะเมื่อครู่เผลอตัวหัวเราะเสียจนเจ็บแผลขึ้นมา
“ทิ้ง...ใจร้าย” ฟานฟานน้อยแหงนหน้ามองพลางต่อว่าด้วยความน้อยใจ ดวงตากลมเล็กสีเทามีน้ำตาคลอ ปากน้อยๆ เต็มไปด้วยขนเป็ด
คนถูกต่อว่าถึงกับพูดไม่ออก ลำคอตีบตันจนรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก เอื้อมมือคว้าตัวมันมากอดไว้แนบอก ไม่สนใจขนเป็ดที่ติดตามตัวมัน แนบใบหน้ากับหัวกลมๆ เล็กๆ ที่พาดอยู่บนไหล่
มันส่งเสียงอู้อี้ต่อว่า “ทิ้ง...ใจร้าย ทิ้ง...ใจร้าย” ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
จู่ๆ น้ำตาของนางก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จนหยดลงบนขนนุ่มๆ ของมัน เมื่อคิดถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน ซึ่งก็คงอีกไม่นาน
“คุณหนู! เป็อย่างไรเ้าคะ เจ็บแผลหรือเ้าคะ” เสี่ยวเอินเห็นใบหน้างดงามของคุณหนูเต็มไปด้วยน้ำตาก็ใร้องถามเสียงหลง
ชิงหลินส่ายศีรษะแทนคำตอบ ร้องไห้ออกมาเงียบๆ จนฟานฟานน้อยที่กำลังน้อยใจชะงัก หยุดตัดพ้อทันทีเมื่อััได้ถึงความเศร้าเสียใจจากนาง มันพยายามใช้หัวดันใบหน้าของนางออกอยู่หลายครั้งกว่าจะสำเร็จ
“ร้องไห้? เสียใจ...เสียใจ” ฟานฟานน้อยเงยหัวเอียงคอถามหลินหลินของมัน ตั้งใจจะถามว่าร้องไห้เพราะเสียใจที่ทิ้งมันไว้หรือ
“อืม” นางพยายามฝืนยิ้มทั้งที่ใบหน้าจิ้มลิ้มยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
เมื่อฟานฟานน้อยได้สบตากับนาง พลันสัญชาตญาณอย่างหนึ่งก็เตือนมันว่ากำลังจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นในไม่ช้านี้เป็แน่ เพราะมันเคยเห็นสายตาแบบนี้จากมารดาของมัน
“อย่าไป...อย่าไป อยู่ด้วยกัน...อยู่ด้วยกัน” ฟานฟานน้อยซบหน้าลงกับลำคอขาวระหงของนาง เท้าหน้าข้างหนึ่งโอบลำคอนางไว้ พร่ำร้อง “อย่าไป...อย่าไป อยู่ด้วยกัน...อยู่ด้วยกัน”
“โฮๆๆ” คราวนี้ชิงหลินถึงกับปล่อยโฮออกมา เล่นเอาเสี่ยวเอินใ ผลุนผลันออกไปแจ้งให้ชิงฮูหยินทราบทันที
ราวหนึ่งเค่อ ชิงฮูหยิน ตามด้วยเสี่ยวเอิน และปิดท้ายด้วยสองสาวใช้ประจำเรือนพสุธาก็มาถึงห้องของชิงหลิน ซึ่งมีหน่วยคุ้มกันร่างใหญ่ั์สองคนคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูที่ยืนกระสับกระส่าย สีหน้าไม่สู้ดี ซ้ำยังมีเสียงร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจดังออกมาอีก นี่บุตรีของนางยังไม่หยุดร้องไห้อีกหรือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ด้วยรู้จากเสี่ยวเอินว่าจู่ๆ นางก็ร้องไห้ออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงรู้สึกกังวลใจจนต้องมาดูด้วยตนเอง
ชิงฮูหยินชะงักเท้าที่หน้าธรณีประตู ดวงตาคู่งามกะพริบถี่ๆ เมื่อเห็นสภาพภายในห้อง ก่อนจะหลุบตามองบุตรีที่นั่งทับขาตนเองซบหน้าลงกับร่างของพยัคฆ์น้อย ตัวโยนขึ้นลงตามแรงสะอื้น ไม่สนใจสิ่งใด
“หลินเอ๋อร์ เ้าเป็อันใด เจ็บแผลหรือ” ชิงฮูหยินนั่งลงข้างๆ ลูบศีรษะของบุตรสาว พลางถามน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่...ฮึกๆ” ชิงหลินเงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา เอนร่างซบลงกับไหล่ของมารดาแล้วสะอื้นต่อ
“หือ? มีเื่อันใดหรือ เล่าให้แม่ฟังได้หรือไม่” ชิงฮูหยินพยุงบุตรีที่อุ้มพยัคฆ์น้อยอยู่มานั่งที่เตียง เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าบุตรีหยุดร้องไห้แล้ว
“ขออภัยที่ทำให้ท่านแม่เป็ห่วง ลูกเพียงเสียใจที่ต้องแยกกับ...” นางหลุบตามองฟานฟานน้อยที่แหงนหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง
“เ้าตัวน้อย...ตัวนี้เ้าค่ะ” ชิงหลินไม่กล้าเรียกชื่อมันออกมาต่อหน้า เพราะฟานฟานน้อยฉลาดเฉลียวผิดจากเสือโคร่งขาวทั่วไป
“แค่นั้นหรือ” ชิงฮูหยินเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“เ้าค่ะ” นางยิ้มบางๆ ให้มารดา
“แทนที่จะมาร้องไห้คร่ำครวญ ไม่สู้คิดหาหนทางให้มันอยู่กับลูกนานขึ้นอีกหน่อยล่ะ” ชิงฮูหยินชี้ทางสว่างให้บุตรสาว
ชิงหลินนิ่งคิดตามคำพูดของมารดา ‘อยู่ให้นานขึ้น? จะทำอย่างไรให้มันอยู่ที่นี่ได้นานขึ้น กว่าจะถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ก็อีกเกือบสี่สิบวัน แต่ดูเหมือนต้องรีบนำสัตว์ทั้งสี่ตัวไปไว้ในที่ปลอดภัย คิดว่าไม่น่าจะเกินสามวันนี้แน่ๆ แล้วหากข้าขอ…’
“ท่านแม่ ขอบคุณเ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างให้มารดาด้วยความดีใจ ดวงตากลมโตกลับมาสดใสอีกครั้ง
ยามอิ่ว ณ โถงกลางเรือนพสุธา
ภายหลังมื้ออาหารที่ฉีเฟยหลงให้เกียรติร่วมโต๊ะด้วยเป็กรณีพิเศษกับมู่หลิ่งเหวิน ชิงหยวน ชิงฮูหยิน และบุตรีผ่านไป
“เราจะออกเดินทางพร้อมสัตว์ทั้งสี่ยามเฉินพรุ่งนี้ตามที่ได้ตกลงไว้”
“กระหม่อมจะเตรียมการให้พร้อมพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนประสานมือรับคำสั่ง
“ขอบใจ ท่านแม่ทัพจะกลับพร้อมเราหรือไม่” ฉีเฟยหลงถามแม่ทัพหนุ่มที่เอาแต่ชำเลืองมองคู่หมาย
“เป็หน้าที่ของกระหม่อมที่ต้องคอยคุ้มกันความปลอดภัยของพระองค์อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบเสียงหนักแน่น
“แต่ดูเหมือนเ้าอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ” ผู้เป็องค์รัชทายาทเอ่ยเย้าแม่ทัพหนุ่ม แต่ดวงตาจับจ้องสตรีที่นั่งอยู่ข้างมารดาไม่วางตา ซึ่งอาการนิ่งเงียบของแม่ทัพหนุ่มทำให้ชิงหยวนกับฮูหยินมองหน้ากันพลางคิดในใจว่า ‘เห็นจะเป็จริงดังที่องค์รัชทายาทตรัส’
ส่วนคนที่ถูกกล่าวถึงกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดเื่ฟานฟานน้อย จึงไม่รู้ว่าตัวเองตกเป็หัวข้อสนทนาอยู่ ทำให้แม่ทัพหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดที่เห็นนางเอาแต่นั่งใจลอย มองเมินสายตาที่ตนพยายามส่งไปให้
“หลินเอ๋อร์!” ชิงฮูหยินเรียกบุตรสาวเสียงเข้ม
“เ้าคะท่านแม่?” ชิงหลินได้สติจึงขานรับเบาๆ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาที่จ้องมาจากบุรุษทั้งสาม
“เ้าสนใจไปเที่ยววังของเราหรือไม่”
ชิงหยวนกับแม่ทัพหนุ่มแทบสำลักน้ำชาที่ยกขึ้นจิบ เงยหน้ามององค์รัชทายาทคล้ายมิเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ชิงฮูหยินเองก็มีอาการไม่ต่างกัน
“เอ๋? เอ่อ...ขอบพระทัยที่ทรงชวนเพคะ”
“ทูลองค์รัชทายาท นางยังาเ็อยู่ ไว้ให้นางหายดีแล้วกระหม่อมจะอาสาพานางไปเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มกัดฟันตอบ สื่อว่านางเป็คนของตน หากนางจะไปที่ใดต้องได้รับอนุญาตจากตนก่อน
“อ้อ เพราะนางเป็คู่หมายเ้านี่นะ” ฉีเฟยหลงกล่าว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
‘อาเหวินนะอาเหวิน รู้ตัวหรือไม่ว่าเ้ากำลังกินน้ำส้มไหใหญ่อยู่’
เป็อีกครั้งที่แม่ทัพหนุ่มใช้ความเงียบแทนคำตอบ ดวงตาคมทรงเสน่ห์เหลือบมองปฏิกิริยาของคู่หมาย เห็นนางกะพริบตาปริบๆ มองตน ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อย มุมปากแม่ทัพหนุ่มก็ยกขึ้นยิ้มทันที เหตุเพราะยามที่นางเขินอายนอกจากใบหน้าจะแดงก่ำแล้ว นางมักจะทำเยี่ยงนี้ทุกครั้งไป
“เอาเถิด ตามใจเ้า” ฉีเฟยหลงโบกมือแล้วหันไปถามนาง “เมื่อครู่เ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ”
“เอ่อ...ทูลองค์รัชทายาท ความจริงหม่อมฉัน...มีเื่ทูลขอเพคะ” ชิงหลินตัดสินใจจะพูดตามที่คิดไว้
“ทูลขอ? ว่ามาได้” ฉีเฟยหลงอนุญาต
“เื่ของฟาน...เอ่อ...เื่ของพยัคฆ์น้อย ขอให้หม่อมฉันได้เป็ผู้เลี้ยงดูจนกว่าจะถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพขององค์ฮ่องเต้ได้หรือไม่เพคะ”
“หือ? เหตุผล?” ฉีเฟยหลงถาม
“ทูลองค์รัชทายาท หม่อมฉันอยากจะสั่งสอนให้พยัคฆ์น้อยรู้กฎระเบียบและมารยาทต่างๆ ที่ควรรู้ จะได้ไม่สร้างปัญหาให้พระองค์ในวันข้างหน้าเพคะ” ดูเหมือนเหตุผลของนางจะได้รับการยอมรับ เพราะเห็นบุรุษทั้งสามพยักหน้าให้
“ได้ เราอนุญาต แต่มีข้อแม้”
ชิงหลินที่ยิ้มดีใจในตอนแรกเปลี่ยนเป็หุบยิ้มทันที ก่อนจะตั้งสติถามกลับ “ข้อแม้อะไรหรือเพคะ”
“เ้าต้องตามไปสอนมารยาทให้มันที่วังของเรา!” น้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังของรัชทายาทหนุ่มทำเอาคนที่เหลือเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง