เสียงกริ่งตรงหน้าประตูดังกังวานขึ้นแม่ลูกที่กำลังยืนจ้องตากันเหมือนเสือสองตัวที่ถูกจับมาขังไว้ในกรงเดียวกันต่างระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่ต่างฝ่ายต่างกระหายในชัยชนะเพื่อการคงไว้ซึ่งสถานะของตน
ยอร์ช กัลป์ลิเวย์ที่ปรึกษาซึ่งเปรียบเสมือนแขนขวาของมาเรียนก้าวเข้ามาเขาเป็สุภาพบุรุษท่าทางอ่อนโยนเฉลียวฉลาด ซึ่งทุกคนในวงการต่างก็รู้ดีว่าเขาคือผู้ที่กุมอำนาจที่แท้จริงอยู่เื้ักิจการทั้งหมดของฮิลยาร์ดและหลายต่อหลายครั้งที่มาเรียนและยอร์ชต้องครุ่นคิดอยู่ว่าไมเคิลจะล่วงรู้ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพวกตนบ้างหรือไม่…
ยอร์ชหันรีหันขวางด้วยยังไม่แน่ใจว่าปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้ามีสาเหตุมาจากอะไร
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ?” สายตาที่เขามองมาเรียนเต็มไปด้วยความห่วงใยลึกซึ้งเพราะยอร์ชรู้ดีว่ามาเรียนกำลังถูกคุกคามด้วยโรคร้ายหลายโรค
“ไม่…ไม่มีอะไรหรอกเข้ามาก่อนสิค่ะยอร์ช”
“หรือว่าผมจะมาผิดเวลา” เขาพูดปนหัวเราะ
“อ๋อ…ไม่หรอกครับผมก็กำลังจะกลับพอดี” ไมเคิลตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย “เอาละครับ กู๊ดไนท์นะครับแม่”
“จ๊ะ กู๊ดไนท์ พรุ่งนี้ แม่จะโทรไปหานะลูกเราอาจจะคุยถึงปัญหานั่นทางโทรศัพท์ต่อก็ได้”
ไมเคิลสะบัดหน้าสะกดกลั้นวาจาเผ็ดร้อนที่กำลังออกมารออยู่ตรงริมฝีปากไว้อยากจะทำให้ผู้เป็แม่รู้สึกเจ็บช้ำสียบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้
“ไมเคิล…” เสียงมารดาเรียกขึ้นเบาๆ
แต่เขาไม่ตอบ หันไปััมือกับยอร์ช เดินออกไปจากห้องสมุดไม่พูดไม่จาจึงไม่ทันเห็นมารดาที่สบตาอยู่กับยอร์ช ขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ยกมือสั่นเทาขึ้นปิดหน้า น้ำตาคลอ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ มาเรียน?”
“เขาอยากจะทำอะไรที่มันโง่ๆ น่ะค่ะ”
“หรืออาจจะเป็เพราะ… เราบังคับเขามากไปหรือเปล่า?”น้ำเสียงของยอร์ชอ่อนโยน ปลอบใจ
“ค่ะ เพราะว่าสมัยเราความพอใจของพ่อแม่เป็ใหญ่แต่สมัยนี้ เราไม่อาจเตือนเขาได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยไปก่อนว่าแต่วันนี้คุณกินยาบ้างหรือยัง?”
เธอสั่นศีรษะแทนคำตอบ
“ยาอยู่ไหนล่ะ?”
“ในกระเป๋าบนโต๊ะนั่นแหละค่ะ”
ยอร์ชมองดูแผ่นกระดาษรายงานที่ตกกระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้องแต่แล้ว ก็เดินเลยไปเปิดกระเป๋าถือหยิบยาเม็ดสีขาวออกมาเดินไปรินน้ำใส่แก้วเอามายื่นส่งให้
“นี่ถ้าฉันไม่มีคุณ ฉันจะทำยังไงคะยอร์ช?”
“ไม่รู้สิ” เขาเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด“ผมว่าผมควรจะไปได้แล้วนะ คุณจะได้พักผ่อน”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ…ไม่จำเป็ฉันเพียงแต่รู้สึกผิดหวังในตัวไมเคิลเท่านั้น”
“แล้วเขาจะยังทำงานในบริษัทที่เราเตรียมไว้ให้หรือเปล่าล่ะ?”
“ทำค่ะ เื่นั้นคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
ยอร์ชพยักหน้ารับ ผู้ชายหนุ่มๆถ้าไม่มีปัญหาเื่งานก็คงจะต้องเป็เื่ผู้หญิงแน่เขาชำเลืองมองแผ่นกระดาษที่เรี่ยราดอยู่บนพื้นห้องอีกครั้งแล้วก็ตัดสินใจที่จะไม่ถามต่อเพราะท่าทางของมาเรียนเองก็ดูจะผิดหวังอย่างหนักอยู่แล้วยอร์ชลอบชำเลืองดูใบหน้าของสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้ามาเรียนเป็คนที่มีวัยงาม แม้ในยามที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายที่น่ากลัวอยู่ขณะนี้ก็ตามและถ้าไมเคิลรู้ว่าแม่ของตัวเองกำลังเป็อะไรอยู่เขาจะกล้าทำอะไรตามอำเภอใจหรือไม่นะ…?
แต่ยอร์ชเองก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าความรู้สึกผิดหวังอย่างหนักนั้นก็กำลังเล่นงานไมเคิลในขณะเดียวกันความที่ไม่เคยถูกขัดใจมาก่อน ทำให้เขาร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กขณะที่นั่งอยู่ในตอนหลังของรถแท็กซี่ที่กำลังพาเขาไปส่งสนามบินและทันทีที่ถึงสนามบิน...ไมเคิลก็ต่อโทรศัพท์ไปหาแนนซี่ทันที ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกเพียงยี่สิบนาทีที่เครื่องบินจะออก
“ได้ความว่ายังไงบ้างล่ะคะ?” เสียงหวานๆ ถามมาตามสาย
“ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงหรอก” เสียงที่เขาตอบกลับไปนั้นห้วนห้าวผิดปกติ… “ตอนนี้ผมอยากให้คุณจัดกระเป๋าเตรียมตัวไว้ให้พร้อมภายในหนึ่งชั่วโมง”
“เตรียมตัวให้พร้อม…ทำไมล่ะคะ?”
“เราจะไปผจญภัยกันไงล่ะสุดที่รักเดี๋ยวคุณก็จะรู้”
“แหม…ตื่นเต้นจัง” เธอหัวเราะเสียงระรื่น
“นั่นสิ…อ้อ…แล้วก็เตรียมเสื้อผ้าไว้ด้วยนะเสื้อเก่าก็ได้แต่ดูที่มันใหม่หน่อยก็แล้วกัน”
“คุณพูดอะไรของคุณคะนั่น?”
“เถอะน่า…”
“หรือคุณหมายความว่า…”
“ครับผม…หมายความว่าผมจะแต่งงานกับคุณคืนนี้...ก็เราตกลงกันแล้วยังไงล่ะ”
“ค่ะ…ค่ะ…แต่…”
“ไม่มีแต่อีกแล้ว แนนซี่ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นคืนนี้คุณจะเป็เ้าสาวของผมได้ยินไหม?”
“แต่ทำไม เราถึงต้องรีบร้อนอย่างนั้นด้วยล่ะแล้วทำไมต้องเป็คืนนี้ด้วย?”
“ไม่มีอะไรหรอกแต่คืนนี้เป็คืนพระจันทร์เต็มดวงไม่ใช่หรือ สุดที่รัก?”
“ค่ะ…” เธอตอบรับอย่างเลื่อนลอยรู้สึกตัวเองพองโตขึ้นทุกขณะ…จนลอยเลื่อนขึ้นไปถึงพระจันทร์ดวงนั้น
“อีกหนึ่งชั่วโมงเราพบกันนะแนนซี่…ฟังให้ดีนะ…”
“คะ…?”
“ผมรักคุณ”
เขาส่งจูบไปตามสาย เครื่องบินกำลังจะออก…บอสตันหัวใจของเขาอยู่ที่นั่นไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้อีกแล้ว ไมเคิลกำลังคิดว่า…เขาทำถูกแล้วอย่างน้อย นับั้แ่คืนนี้เป็ต้นไปจะไม่มีใครมาพรากเธอไปจากเขาได้อีกเป็อันขาด…ไม่มีวันแม้ว่าใครคนนั้นจะเป็แม่ของเขาเองก็ตาม
“เบน…ออกมาหาหน่อย…เบน…เบน…”
เสียงทุบประตูโครมครามดังอยู่เป็ครู่เสียงฝีเท้าจากภายในจึงได้ดังขึ้น และเมื่อประตูเปิดออก เบน อเวรี่ที่หน้าตางัวเงียเพราะเพิ่งตื่นนอนก็โผล่ออกมา
“ห่ะ…อะไรกันวะ…นี่เพิ่งห้าทุ่มเท่านั้น นอนแต่หัวค่ำเชียวเรอะ ไอ้เสือ…?”
“ช่างฉันเถอะน่า ว่าแต่มีเื่อะไรนายถึงได้มาเคาะห้องฉันปึงปังอย่างนี้ นายจะเอาอะไรหรือไมค์?”
“ไม่ต้องถาม ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลยฉัน้าความช่วยเหลือจากนาย”
“ห่ะ…กินเหล้าเข้าไปตั้งเยอะง่วงจะตายห่า…จะนอน”
“เออน่ะ…ไปนอนในรถก็ได้แต่ตัวเร็วเข้า”
“วะ…ก็แต่งอยู่นี่แล้วไง…เอ้ย…อย่าเปิดไฟ แสบตาตายชัก…นายจะเอาอะไรที่นี่?”
“ะเิ”
“ไอ้บ้า เดี๋ยวก็ให้เสียจริงๆ หรอก เร็วๆ …ว่ามา”
“เร็ว…ใช่…ต้องเร็วแน่ นี่เป็โอกาสพิเศษของฉันนี่หว่า” สุ้มเสียงของไมค์เคิลตื่นเต้นมาทันที
“เอ๊ะ…โอกาสพิเศษอะไรของนาย…เออดี… ถ้ายังงั้นก็มานั่งกินเหล้าฉลองกันก่อนก็แล้วกัน”
“เฮ้ย…อย่าเพิ่งเลยเดี๋ยวเสร็จเื่แล้วนายจะกินสักเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องทีหลัง”
“วะ เื่มากจริง เอา…ว่ามา”เบนกระแทกตัวลงในเก้าอี้
“นายไม่อยากรู้หรือวะว่าโอกาศพิเศษนั่นน่ะ…คืออะไร?”
“ไม่ต้องรู้ก็ได้ถ้าไม่ได้กินเหล้าฉลองจะรู้ไปทำไม …ห่ะ…ที่จริงเราก็จะรับปริญญากันอยู่แล้วถือว่าเป็โอกาศฉลองกันล่วงหน้าก็ยังได้นี่หว่า”
“นายไม่สนใจจริงๆ น่ะหรือ…ฉันกำลังจะแต่งงาน”
“เออ…ก็ดีนี่…” เบนสนองรับไปตามเพลง แต่แล้วดวงตาก็ลุกโพลง ทั้งยังผุดลุกขึ้นนั่งเต็มตัว “เฮ้ย…นายว่าอะไรนะ?”
“นายก็ได้ยินแล้วนี่หว่า… ว่าฉันกำลังจะแต่งงานกับแนนซี่”
“แล้วไง จะฉลองหมั้นเสียก่อนยังงั้นเรอะ?”
“ไม่ใช่น่า จะหมั้นกันทำไม วะให้ยุ่งยากก็ฉันบอกแล้วไงล่ะว่า แต่ง…”
“เดียวนี่นะเรอะ?” ฤทธิ์เหล้ากว่าสิบแก้วที่เดิมเข้าไปก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมดเอาละวา…พวกฮิลยาร์ดคงได้ร้อนก้นกันเป็แถวก็คราวนี้ละ…เบนคิดอยู่ในใจอย่างครึกครื้น
“แล้วทำไม นายต้องแต่งงานเดี๋ยวนี้ด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะอยากแต่งน่ะสิไอ้บ้า ถามบ้าๆแล้วเราก็อยากให้นายช่วยเป็เพื่อนเ้าบ่าวให้หน่อยด้วย”
“อ๋อ.ได้สิ…ได้อยู่แล้ว…แต่ว่านายจะแต่งที่ไหนล่ะ?”
“ฟังนะ ฉันให้นายแต่งตัวก็ไปแต่งแล้วกันและก็เพื่อไม่ให้นายตายเสียก่อนที่จะได้เป็เพื่อนเ้าบ่าวอย่างที่ว่าฉันจะชงกาแฟให้”
“เออดี…เอาสิวะแต่งก็แต่งกัน”
เบนเดินโซซัดโซเซไปที่อ่างล้างหน้าเพียงครู่เดียวเขาก็ออกมาจากห้องนอน สวมเสื้อยืดแต่ถือเนกไทออกมาด้วย
“นายจะเอาเนกไทผูกคอเสื้อยืดได้ยังไงวะ?”
“อ้าว…ไม่ต้องใช้ไทหรอกเรอะ…ห่ะ…มันตื่นเต้นจนไม่รู้จะแต่งตัวยังไงนี่หว่า”
“เออ…รูดซิปกางเกงเสียก่อนเดี๋ยวฉันจะช่วยหาเสื้อผ้าให้…รองเท้าอยู่ไหนล่ะ?” เบนก้มมองสารรูปตัวเองแล้วก็หัวเราะออกมา
“เอาวะ…เอายังไงก็เอากัน...ห่ะ…จะแต่งงานทั้งทีบอกให้รู้แต่เช้าหน่อยก็ไม่ได้ จะได้มีเวลาเตรียมตัว”
“ก็เมื่อเช้านี้ยังไม่รู้นี่หว่าว่าจะแต่ง”
“หา…นี่นายไม่รู้หรอกเรอะว่าเราจะแต่งงานวันนี้?”สีหน้าของเบนยุ่งยากจนไมเคิลอดหัวเราะไม่ได้
“เออ…ไม่รู้หรอก”
“แล้วนายแน่ใจหรือว่า…คืนนี้เป็คืนแต่งงานของนายแน่ๆ…”
“เออสิวะ เอาละฉันไม่มีเวลามานั่งอธิบายอะไรเพราะวันนี้พูดมาเยอะแล้ว เสร็จหรือยังละเสร็จแล้วเราจะได้ไปรับแนนซี่กันเลย”
ไมเคิลยื่นถ้วยกาแฟในมือให้ เบนรับไปดื่มรวดเดียวหมด…
“เสียคุณค่าของเหล้าฉิบหายเลย”
“เอาเถอะน่าไว้เสร็จเื่เสียก่อนจะซื้อให้กินเป็ขวดเลยวะ”