“ล้อเล่นน่า ข้าเคยบอกเ้าแล้วนี่ว่ามีหลานอายุพอๆ กันอยู่เห็นแล้วเลยอดช่วยไม่ได้น่ะ อีกไม่นานข้าก็จะเลิกทำงานนี้แล้ว”
จีจี้ตอบแล้วยักไหล่
“คุณจะเปิดร้านกับน้องสาวคุณที่ชื่อแองเจล่าใช่ไหมครับไว้ผมจะไปแวะหานะครับ”
ริโอะยิ้มจางๆ
ริโอะเคยได้ยินเื่ของจีจี้มาบ้าง ว่าเธอและแองเจล่าที่เป็น้องสาวเก็บเงินเปิดร้านของตัวเองจากการทำงานเป็โสเภณี
ริโอะจำเื่นี้ได้ดีจึงคิดว่า สักวันหนึ่งเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณของจีจี้ให้ได้จึงยกเื่นี้ขึ้นมาพูด
“เ้าดูเปลี่ยนไปนะ”
จีจี้เอ่ยถามขึ้นด้วยความใ
“เอ่อ...เหรอครับไม่ได้สังเกตเลย”
ริโอะสะดุ้ง แต่กลับแกล้งทำท่าเอียงคอไม่รู้ไม่ชี้
“เ้าทำหน้าแบบนี้เป็กับเขาด้วยหรือโชคดีเกิดมาหน้าตาหล่อเหลาแท้ๆ อย่าเอาแต่ทำหน้าบึ้งสิ”
“เอ่อ...ครับจะพยายามครับ”
ริโอะพยักหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจใส่จีจี้ที่พูดอย่างอารมณ์ดี
“อืม...ช่างเถอะ ไปหาอะไรใส่ท้องซะ มัวแต่คุยเรื่อยเปื่อยเดี๋ยวจะโดนดุเอาอีก”
“ครับ ขอบคุณมากครับ”
ริโอะก้มหน้าแล้วเดินจากไป
◇ ◇ ◇
ตอนนี้ยังคงเป็เวลาเช้าตรู่
ในสลัมแห่งนี้มีเพียงบ้านไม้หลายหลังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆเรียงรายกันอย่างไม่เป็ระเบียบ อากาศในนี้ไม่ค่อยถ่ายเทและแออัดแต่เมื่อแสงแดดและอากาศในยามเช้าตกกระทบแบบนี้ ก็พอจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
ต่อให้พวกนั้นไล่ให้ไปอาบน้ำแต่ในสลัมแบบนี้มันไม่มีที่อาบน้ำแบบที่ว่าหรอกถ้าอยากอาบน้ำละก็ ต้องออกจากสลัมไปอาบในบ่อน้ำที่อื่นนู่น
นครหลวงเบลต์ลัมได้แบ่งแยกเขตภายในของเมืองออกเป็ชั้นๆด้วยกำแพง ต้องได้รับอนุญาตและจ่ายค่าผ่านทางก่อน จึงจะข้ามเขตกำแพงในแต่ละชั้นได้
ก็คงจะไม่แปลกหากคนที่อยู่หลังกำแพงชั้นในสุด จะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีกว่าชั้นอื่นๆทั้งสงบสุขกว่าและปลอดภัยกว่า คนที่อยู่ในกำแพงชั้นในได้จึงมีแต่พวกเศรษฐี
ยิ่งอาศัยอยู่ใกล้เขตพระราชวังมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงยศถาบรรดาศักดิ์มากเท่านั้น
หากคนเหล่านี้คิดจะออกเขตนอกกำแพง ก็เข้าออกได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางหรือขออนุญาต
ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในเขตกำแพงได้ จึงต้องอาศัยอยู่ในบริเวณนอกกำแพงซึ่งอันตรายและมีความเป็อยู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขตของชุมชนสลัมตั้งอยู่บริเวณขอบนอกซึ่งไกลจากเขตกำแพงจึงเป็เขตที่สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ แต่เขตนี้อันตรายที่สุดในบรรดาเขตนอกกำแพงซึ่งมีความอันตรายอยู่แล้ว
เพราะรัฐบาลไม่เข้ามาบริหารในเขตนี้ชุมชนสลัมจึงกลายเป็เขตไร้กฎหมาย ทำให้ไม่มีใครอยากเข้าไปในเขตนี้ นอกจากพวกไม่มีที่ไปหรือพวกที่คิดวางแผนอะไรบางอย่าง
เมื่อริโอะใกล้จะถึงเขตที่มีบ่อน้ำแล้ว เขาก็ตั้งใจไว้ว่าจะรีบอาบน้ำและทำความสะอาดเสื้อผ้าโดยเร็วแต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ คนจึงไม่ค่อยพลุกพล่านนัก
ทำให้ริโอะค่อยๆ อาบน้ำได้โดยไม่ต้องรีบร้อนแน่นอนอยู่แล้วว่าริโอะไม่มีของใช้ของคนชั้นสูงอย่างสบู่หรือน้ำอุ่นหรอกจึงทำได้แค่กัดฟันทนไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จริโอะจึงแวะร้านขายอาหารริมทางเพื่อซื้อขนมปังแข็งๆราคาถูกกับซุปเนื้อเหลวเพื่อประทังชีวิต แล้วจึงเดินทางกลับไปยังเขตสลัม
ริโอะเลือกหาที่นั่งพักตรงที่มีแสงแดดส่องและรอให้เสื้อผ้าของเขาแห้ง หากถอดเสื้อในตอนนี้ก็จะรู้สึกหนาวนิดหน่อย เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วมิหนำซ้ำริโอะยังเพิ่งจะหายป่วยอีก ก็ไม่ถึงกับทนไม่ได้หรอกเขาเคยชินกับการชีวิตในสลัมเสียแล้วล่ะ
ติดกับสลัมมีย่านของซ่องโสเภณีอยู่ ขณะนี้เป็เวลาฟ้าสาง เหล่าหญิงค้าบริการและบรรดาลูกค้าชายทั้งหลายจึงพากันแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน
พวกคนที่ออกมาจากย่านค้าประเวณีส่วนมากมักจะไม่ใช่คนในสลัมพวกที่เพิ่งกลับมาในสลัม่ฟ้าสาง คือพวกที่กลับจากการทำงานผิดกฎหมาย
ริโอะไม่ค่อยสนใจคนเ่าั้เท่าไรนักจึงนั่งคิดเกี่ยวกับเื่อนาคตของตัวเองไปเรื่อยๆ
ความจริงแล้วริโอะก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่กับคนพวกนั้นไปตลอดเพราะถ้าเขายังอยู่กับคนพวกนั้นต่อไป หมดประโยชน์เมื่อไรก็คงต้องถูกเขี่ยทิ้งเข้าสักวัน
แต่ในทางกลับกันหากไม่วางแผนให้รอบคอบเด็กกำพร้าคนหนึ่งก็คงไม่สามารถเอาตัวรอดในโลกอันโหดร้ายใบนี้ไปได้
วิธีเอาตัวรอดของเด็กกำพร้าในสลัมก็มีอยู่สามทาง คือยอมทำตามคำสั่งของพวกคนชั่วลักขโมย หรือคุ้ยหาเศษอาหารจากถังขยะกินเท่านั้น
(ลักขโมยเนี่ยเราคงทำไม่ได้จริงๆถ้าเลือกได้ก็อยากจะทำอย่างอื่น...)
ความหวังที่ริโอะจะทำงานสุจริตได้นั้นช่างริบหรี่
ในสังคมอันเคร่งครัดแบบนี้ ไม่น่าจะหาคนที่ยอมจ้างเด็กกำพร้าได้ง่ายๆ
เป็เื่ปกติที่คนในตลาดจะระแวงว่าโดนเด็กกำพร้าในสลัมขโมยของ
ถ้าการหางานเป็เื่ง่ายคงจะไม่มีเด็กกำพร้าขี้ขโมยมากมายเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอก ต่อให้หางานได้คงจะหนีไม่พ้นงานหนักค่าแรงต่ำเป็แน่
ริโอะพยายามนึกถึงสิ่งที่ตัวเองถนัด
ซึ่งคงจะเป็สิ่งที่เขาได้เคยเรียนรู้มาในอดีตชาติทั้งเื่ที่ได้เรียนมาตอนอยู่ในมหาวิทยาลัยวิธีทำงานบ้านสมัยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ทักษะต่างๆ ที่เรียนรู้มาจากการทำงานพิเศษและสิ่งต่างๆที่เรียนรู้มาจากปู่กับพ่อในสมัยที่เด็กๆริโอะคิดจะนำสิ่งที่เคยเรียนรู้ในอดีตมาใช้ประโยชน์ในการทำงาน
แต่เขาคงจะนำความสามารถมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เพราะในตอนนี้เขาไม่มีฐานะทางสังคมหรือแม้กระทั่งคนรู้จักเลย
คงจะหนีไม่พ้นการทำงานผิดกฎหมายอีก แต่ริโอะ ไม่ใช่สิจิติญญาของฮารุโตะที่อยู่ในตัวริโอะไม่อยากทำงานสีดำสำหรับริโอะแล้วความคิดของฮารุโตะนั้นช่างดูโลกสวยเกินไปสำหรับเขา
หากจะให้เลิกทำงานไม่ดีตอนนี้ก็คงจะสายไปเสียแล้วเพราะริโอะเคยถูกบังคับให้สมรู้ร่วมคิดกับงานไม่ดีมาก่อนจึงคิดว่ามือของเขาได้แปดเปื้อนไปแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นในใจก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา
สายไปแล้วสินะ...ริโอะมองไปยังมือของตนแล้วยิ้มเยาะตัวเอง
ทันใดนั้น
“นี่!เด็กผู้หญิงเหรอนั่น ที่นั่งตรงนั้นน่ะ?”
เสียงห้าวๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังะโมาทางริโอะ
เขาเงยหน้าเมื่อได้ยินเสียง ปรากฏเป็กลุ่มคนสี่คนซึ่งมีอายุแตกต่างกันยืนอยู่ทั้งสี่คนต่างสวมชุดคลุมสวยงาม เหมือนพวกพ่อมดบดบังใบหน้าและสรีระเด็กชายจึงไม่สามารถคาดเดาเพศของพวกเขาได้
ดูจากขนาดตัวแล้ว ผู้หญิงที่เรียกริโอะน่าจะอายุมากสุดในบรรดาสี่คนฟังจากเสียงแล้วคงจะอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีเสียด้วยซ้ำ
ด้านหลังของสาวเสียงห้าวมีอีกบุคคลหนึ่ง อายุน่าจะราวๆ สิบสองถึงสิบสามปีได้และอีกสองคนที่เหลือดูเหมือนจะอายุพอๆ กับริโอะ แต่ดูไม่ออกว่าเป็หญิงหรือชาย
ดูเหมือนว่าหญิงสาวที่อายุมากสุดคนนั้นจะดูไม่ออกว่าริโอะเป็เพศไหนเด็กชายมีหน้าตาจิ้มลิ้มเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งผมที่ยาวกระเซอะกระเซิงนี่ด้วยจึงไม่แปลกเลยหากจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็ผู้หญิง
“เหม็นจัง...”
เด็กน้อยในกลุ่มคนหนึ่งกระซิบกระซาบอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
ฟังจากเสียงจึงคาดเดาได้ว่าเป็ผู้หญิงเสียงน่ารักแต่คำพูดนั้นช่างขวานผ่าซากเสียเหลือเกิน
“อย่าสูดกลิ่นนะเ้าคะมันไม่ดีต่อร่างกายของพระองค์”
เด็กน้อยอีกคนหนึ่งกล่าว คนนี้ก็คงจะเป็ผู้หญิงอีกเช่นกัน
(พวกนี้พูดอะไรไม่เกรงใจกันบ้างเลยแฮะ...)
ริโอะอึ้งไปไม่น้อยจนเกือบจะชักสีหน้า
เด็กชายก็พอรู้ตัวหรอกว่าเหม็น แต่นี่เขาเพิ่งจะอาบน้ำมาเองนะ
ริโอะมองไปยังเด็กหญิงสองคนดังกล่าวต่อให้เอาฮู้ดปิดหน้าปิดตาอย่างไรริโอะก็เดาได้ว่าพวกเขาคงกำลังทำท่ารังเกียจริโอะอยู่เป็แน่
เขาสังเกตเห็นว่าคนตัวเล็กอีกคนที่อยู่ข้างๆ ทั้งสามกำลังจ้องมองมาทางนี้แต่ท่าทางคนนี้จะไม่ได้รังเกียจเขาเหมือนคนอื่น
“นี่! ฟังอยู่หรือเปล่ายะ? อย่าบอกนะว่าเ้าไม่เข้าใจภาษาคนด้วยน่ะ”
สาวเสียงห้าวถามริโอะเสียงแข็ง ไม่รู้ทำไมจู่ๆเธอคนนั้นก็มีท่าทีหงุดหงิดขึ้นมา
“ฟังอยู่มีอะไร”
ริโอะตอบห้วนๆ ด้วยเสียงเรียบ และมองทั้งสี่คนอย่างพินิจพิเคราะห์
ผู้หญิงพวกนี้แต่งตัวดีเกินกว่าจะเป็คนในสลัมแห่งนี้ริโอะเห็นด้ามจับของดาบแวบๆผ่านช่องของชุดคลุมตรงบริเวณเอวของหญิงสาวที่ดูมีอายุมากที่สุด
คนพวกนี้มีธุระอะไรกับเด็กกำพร้าในสลัมกันนะไม่น่าจะมาเพื่อปล้นหรอก ถึงอย่างนั้นริโอะยังคงระแวดระวังเหล่าคนแปลกหน้านี้อยู่ดี
“เห็นผู้หญิงผมสีม่วงอ่อนบ้างไหม? อายุประมาณเ้าน่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นถามริโอะด้วยน้ำเสียงบีบคั้นราวกับเ้านายเค้นถามลูกน้อง
ท่าทางเหมือนคนพวกนี้กำลังตามหาคนอยู่
ก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไรหรอกแต่ริโอะก็คิดว่าเขาไม่จำเป็ต้องบอกข้อมูลกับคนพวกนี้ เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่รู้จักเด็กผู้หญิงคนที่ว่าอยู่ดี
ริโอะลุกขึ้นแล้วกวาดตามองทั้งสี่คนอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินจากไปโดยไม่เอ่ยอะไรเลย...