แกรกๆๆๆๆ!!
เสียงเตียงคนไข้ที่ถูกเข็นอย่างเร่งด่วนพร้อมเสียงฝีเท้าอีกสามสี่คนกำลังวิ่งตามนารี สาวท้องแก่ที่อยู่บนเตียงเก่าครำครึนั่นเธอนอนร้องครวญครางเจ็บเจียนตายด้วยความทรมาน
“ปากช่องคลอดเปิดเต็มที่แล้ว เร็วเข้า! ต้องพาไปห้อง คลอดเดี๋ยวนี้”
นางพยาบาลร่างท้วมเอ่ยขึ้นหลังจากสำรวจอาการนารี
“พี่ปกรณ์ ฉันกลัวเหลือเกิน”
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว นารีและลูกจะต้องปลอดภัย”
ปกรณ์บีบมือภรรยาแน่นเพราะสงสารเธอจับใจเหลือเกิน
ปกรณ์และนารีอยู่กินฉันสามีภรรยามาเนิ่นนานด้วยภาระการงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายของชายหนุ่มทำให้เขาต้องพับโครงการเื่มีลูกเอาไว้ก่อนเพิ่งจะตัดสินใจมีโซ่ทองคล้องใจก็ในปีนี้หลังจากที่นารีอ้อนวอนสามีอย่างหนักหน่วงเื่มีลูกสุดท้ายเขาก็ต้องตามใจเธอ
หญิงสาวเหงื่อชุ่มใบหน้าความปวดร้าวเริ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเ้าตัวไม่มีกระจิตกระใจทำอะไรถุงน้ำคร่ำแตกจึงทำให้นางพยาบาลต้องเร่งให้เธอเข้าห้องคลอดทันที
“คุณพ่อปล่อยมือคุณแม่ก่อนนะคะ เราจะต้องพาเข้าห้องคลอดแล้ว”
นางพยาบาลพูดจบก็ให้บุรุษพยาบาลเตรียมเข็นเตียงเข้าห้องคลอด ปกรณ์ปล่อยมือนารีอย่างยากลำบากถ้าเป็ไปได้เขาก็อยากจะเจ็บแทนเธอด้วยซ้ำไป เขาค่อย ๆใช้มือปาดน้ำตาที่อาบแก้มภรรยาอย่างเบามือ
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้ พี่จะรอนารีอยู่ตรงนี้”
หญิงสาวมองหน้าสามีอย่างกังวลใจเธออาจจะต้องเจ็บอยู่เพียงลำพังหากจะดีแค่ไหนถ้ามีเขาอยู่เคียงข้างในเวลานี้ ทว่ากฎของโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าห้องคลอด เพราะไม่้าให้เชื้อโรคใด ๆ เข้ามาสู่ร่างกายของเด็กน้อย เธอและเขาส่งสายตาให้กัน ประตูสีขุ่นมัวบานใหญ่ ค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ ราวกับกำแพงหนากำลังขวางกั้นให้คนทั้งคู่มิอาจได้ พบหน้ากันอีกต่อไป
ปกรณ์เดินไปมาอย่างกระวนกระวายใจทั้งตื่นเต้นและกังวลปะปนกันอยู่ในความรู้สึก จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นและเบอร์ที่แสดงอยู่บนหน้าจอคือ ท่ายชายภัทระ พิพัฒน์พัชระซึ่งเป็เ้านายของเขาจึง รีบกดรับทันที
“ช่วยด้วย!! ปกรณ์ !! นายมาช่วยฉันด้วย ช่วยด้วย !”
ทันทีที่เขา กดรับเสียงปลายสายตื่นตระหนกจนเขาใว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้านายของตน
“ท่านชาย! ท่านชายครับ!”
“ มันกำลังจะฆ่าฉันฉันแอบเอาโทรศัพท์มาโทรตอนมันเผลอ นายรีบมาช่วยฉันด้วย”
เสียงนั้นสั่นและลนลานราวกับคนสติแตกชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้ากัน ใจเต้นระทึกไม่แพ้กัน
“ท่านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะรีบไปทันที”
ปกรณ์เร่งรีบลงจากรถมุ่งหน้าไปตามเป้าหมายที่ท่านชายภัทระบอกตนเขาย่างก้าวอย่างระมัดระวังเข้าไปในโกดัง ซากลังไม้เก่าวางระเกะระกะ บางกองมีผ้าใบคลุมฉาบด้วยฝุ่นหนาบ่งบอกความร้างจากการใช้งานมาเป็แรมปีแสงสว่างจากดวงไฟนีออนเพียงดวงเดียวที่สาดส่องลงมาที่ชายผู้สูงศักดิ์ซึ่งถูกมัดมือมัดเท้าสลบคอพับอยู่บนเก้าอี้ โจรชั่วคงจะซัดหมัดไปหลายหมัดทำให้ใบหน้าที่สะอาดสะอ้าน และได้รูปของท่านชายต้องบวมปูดเขียวช้ำ บอดี้การ์ดคนเก่งกระชับปืนคู่ใจมองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าปราศจากคนร้ายจึงค่อยๆย่องเข้าไปอย่างระวัง
“ท่านชายครับ ท่านชาย! ”
เสียงกระซิบทำให้ท่านชายภัทระได้สติ ปกรณ์ไม่รอช้ารีบแก้มัดให้แม้สายตาจะพร่ามัวในขณะนี้ แต่ชายผู้สูงศักดิ์ก็จำได้ดีว่านี่คือสหายคู่ใจของตน
“ปกรณ์!”
“เรารีบหนีกันก่อนเถอะครับท่านชายผมเรียกตำรวจและคนมาช่วยแล้ว พวกเขากำลังเดินทางมาที่นี่ในไม่ช้า”
“ขอบใจมาก”
ปกรณ์เหลียวซ้ายแลขวาดูรอบข้างยังปลอดภัยดีจึงค่อย ๆ พยุงเ้านายของตนออกจากตรงนั้น
“พวกมันเป็ใครกันครับ ถึงทำกับท่านแบบนี้”
“ฉันไม่รู้มันสวมไอ้โม่งไว้ มัน้าให้ฉันเซ็นเอกสารอะไรสักอย่างแต่มันลืมเอาไว้ฉันก็ใช้่จังหวะที่มันออกไปแอบเอาโทรศัพท์โทรหานายพอมันจับได้ก็ซ้อมฉันปางตายจนสลบ ตื่นขึ้นมาก็ตอนที่นายมาช่วยนั่นแหละเลยยังไม่รู้ความว่ามัน้าอะไรและให้เซ็นเอกสารอะไร”
“แสดงว่ามัน้าอะไรบางอย่างจากท่าน”
“ฉันไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครแต่ยังไงฉันก็ขอบใจมากที่นายมาช่วยฉัน”
“ไม่เป็ไรครับท่านท่านเป็ผู้มีพระคุณกับครอบครัวผม ต่อให้ผมตายผมก็ยินดีครับแต่ตอนนี้เราต้องออกจากตรงนี้ก่อน”
ยังไม่ทันจะก้าวพ้นออกจากโกดังชายชุดดำสวมไอ้โม่งปิดหน้าปิดตาคนเดิม ยืนจังก้าขวางทางเอาไว้ฉายแววตาความเหี้ยมโหดออกมา ก่อนที่จะจ่อปืนไปที่คนทั้งสอง
“มึง! จะไปไหนกัน!”
โจรชุดดำตรงหน้าตะคอกใส่เสียงดังลั่น เล็งปืนไปที่ท่านชายมันรู้สึกแค้นใจที่เขาเรียกคนให้มาช่วย
“มึงคิดจะหนี งั้นมึงก็ตายซะเถอะ”
พูดไม่ทันขาดคำมันรัวไกปืนใส่ทันที
ปัง ปัง ปัง!!
ปกรณ์ะโกอดร่างเ้านายตัวเองไว้ะุสาดเข้ากลางหลังคนบังอย่างจังหลายนัด ลูกตะกั่วนั่นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณทะลุขาข้างซ้ายของท่านชาย คนทั้งสองค่อย ๆ ทรุดลง ร่างบอดี้การ์ดคู่ใจยังกอดเ้านายตัวเองสติเขายังคงอยู่ครบหากไม่ตายไอ้โจรชั่วนั่นก็ไม่สามารถมาทำร้ายผู้มีพระคุณของเขาได้อย่างเด็ดขาด
“ ท่านชาย หนีไป”
ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างหากแม้จะเจ็บปานใดปกรณ์ยังคงกัดฟันเพียงแค่หวังให้เ้านายที่เขารับใช้มาร่วมสิบปีปลอดภัย
“ผมจะยิงกันมันเอาไว้ท่านชายรีบหนีไปเถอะครับ”
“ปกรณ์ แต่....”
ท่านชายมองไปที่าแฉกรรจ์ของบอดี้การ์ดคู่ใจอย่างเป็กังวลบนร่างนั้นเต็มไปด้วยเื เขาจะทิ้งสหายผู้ต่างสถานะไปได้เช่นไร
“ไปเถอะครับ ! ได้โปรด! ไปเถอะครับ”
พอพูดจบ นายปกรณ์ก็กระชับปืนมั่นหันหลังเป็ฝ่ายรัวะุบ้าง ระหว่างที่ชายนิรนามหาที่กำบังชายหนุ่มผลักเ้านายของตนและให้ใช้จังหวะนี้หลบออกไป ท่านชายผู้งามสง่าพยายามกระเสือกกระสนพาร่างตัวเองหนีออกมาอย่างหวุดหวิดความเ็ปจากาแที่ถูกยิงทำให้ท่านชายต้องหาที่ตั้งหลัก อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงทางออกแต่เขากลับไปไม่ไหวน้ำเหนียว ๆ สีแดงไหลออกมา ขาข้างที่ถูกยิงปวดร้าวระบม ก้าวย่างอย่างยากลำบากเขาลากลังขารของตัวเองมาจวนจะถึงทางออกอยู่แล้ว ทว่าภาพตรงหน้าเลือนรางเหลือเกินย่างก้าวต่อไปไม่ไหวจึงทิ้งร่างพิงกับลังไม้ที่วางกองเอาไว้อย่างอ่อนแรงคำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากสมองของเขา ว่าไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจคนที่้าให้เขาตายคือใคร แล้วนายปกรณ์บอดี้การ์ดประจำตัวจะเป็เช่นไรบ้างความซาบซึ้งตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ในอกคนที่เสี่ยงชีวิตอยู่ข้างในเปรียบเสมือนเพื่อน และคนในครอบครัวมากกว่าคำว่าเ้านายและผู้รับใช้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เขาปกป้องครอบครัวพิพัฒน์พัชระเมื่อยามมีภัย
เสียงปืนที่สาดใส่กันเมื่อสักครู่ได้เงียบสงบลงแล้ว จิตใจของท่านชายสั่นระรัวเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้ ๆท่านชายพยายามเขยิบตัวเองถอยออกมาอย่างยากลำบาก แต่อีกใจก็นึกลุ้นว่าอาจจะเป็ปกรณ์ที่เป็ผู้เดินออกมา
เสียงฝีเท้าเข้ามาอย่างชัดเจนและหยุดอยู่ตรงหน้าท่านชายเขาค่อย ๆ เงยหน้ามองหวังใจให้เป็บอดี้การ์ดคู่ใจ เมื่อแสงไฟสลัว ๆ สาดส่องพอให้เห็นรูปร่างบุรุษตรงหน้าเขาถึงกับหน้าซีดเผือด หรือมันได้ปลิดชีพสหายคู่ใจไปแล้ว น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อรู้แน่ชัดว่าเขาคงเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไปแล้ว
งั้น! ก็โปรดฆ่าเขาให้ตายตามไปอีกคนได้เลย โจรนิรนามลากสังขารตัวเองออกมา
ใช่! มันถูกยิงเช่นกันแต่เป้าหมายของมันไม่ใช่บอดี้การ์ดโง่เขลาคนนั้น หากแต่เป็คนเบื้องหน้าที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ตรงหน้า
“จะทำอะไรก็ทำ จะฆ่าก็เชิญ”
น้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวจดจ้องกับโจรชุดดำใจเหี้ยมโหด มันแสยะยิ้มออกมาอย่างเวทนา
“กูจะสงเคราะห์ให้แต่มึงต้องเซ็นเอกสารนี้ก่อน!”
มันโยนเอกสารบางอย่างให้พร้อมปากกาท่านชายภัทระพยายามเพ่งกระดาษนั่น มันคือเอกสารอะไรความพร่ามัวฉาบภาพเบื้องหน้าไว้เมื่อเขาไม่ได้สวมแว่นตา
“เซ็นเร็ว ๆ สิวะ!”
ท่านชายกำลังจรดปลายปากกาไปตรงช่องว่างผู้ลงนามเขาพยายามอ่านแล้วอ่านอีกทั้ง ๆ ที่ตัวอักษรแต่ละตัวเลือนรางนัก มันคือเอกสารอะไรกันแต่ยังไม่ทันจะได้อ่านและขีดเขียนอะไรทันใดนั้นมีะุปริศนาพุ่งทะยานจากด้านหลังยิงทะลุไหล่ขวาของโจรร้ายอย่างจัง
ปัง !
“ ตำรวจเหรอวะ! ชิบหายแล้ว”
โจรนิรนามไหวตัวทัน รีบคว้าเอกสารกลับคืนมาอย่างรวดเร็วและวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นทันที เ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายวิ่งกรูกันเข้ามา
“ ท่านครับ ท่านเป็อะไรไหมครับ”
“ไม่ ๆ ๆ ๆ รีบไปดูนายปกรณ์ก่อน ปกรณ์อยู่ในนั้น”
หน่วยกู้ภัยพาร่างของปกรณ์ที่เต็มไปด้วยเืออกมาและพยายามช่วยชีวิตเขาอย่างสุดความสามารถ เขาลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากหายใจรวยระริน ภาพที่วนเวียนอยู่ในสมองเวลานี้คือ นารีและลูกน้อยของตนต่อไปนี้พวกเธอจะอยู่อย่างไรเมื่อไร้ผู้นำครอบครัวเช่นเขา น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างรู้สึกผิดเมื่อรู้ตัวเองว่าเขาเองไม่น่าจะรอดชีวิตออกไปพบลูกและเมียรักได้อีกต่อไป
ลูกรัก....พ่อขอโทษ
นารี....พี่จะอยู่เคียงเธอและลูกตลอดไป
พี่รักเธอ..
รถพยาบาลเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วแต่สัญญาณชีพจรค่อย ๆ แ่เบาลงไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งไม่เหลือสัญญาณชีพใดๆ อีก ผืนผ้าสีขาวคลุมร่างปกรณ์ผู้เปรียบเสมือนวีรบุรุษแห่งตระกูลพิพัฒน์พัชระได้จากไปอย่างสงบแล้วความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง จุกอยู่ในอกของผู้เป็เ้านาย หยดน้ำค่อย ๆไหลอาบแก้มอย่างอาลัยอาวรณ์
“หลังจากนี้เป็ต้นไป ฉันเป็หนี้นายฉันจะชดใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่คนอย่างฉันจะทำได้ นายหลับให้สบายเถอะนะ นายปกรณ์”
ท่านชายภัทระเอื้อมไปจับมือน้อยๆของทารกหญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็แม่งานศพจัดขึ้นเป็วันแรก นารียังคงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจคู่ทุกข์คู่ยากของเธอจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ต่อจากนี้ไปจะอยู่อย่างไรสามีของเธออาภัพเหลือเกิน แม้แต่หน้าลูก เขาก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
“ฉันจะรับผิดชอบชีวิตของเธอและลูกของเธอเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะท่าน”นารีปาดน้ำตาแม้ซาบซึ้งกับความช่วยเหลือของเ้านายสามีแต่เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็เพราะเขานั่นแหละที่พรากชีวิตคนรักของเธอไป
“ต้องเป็สิปกรณ์คือผู้มีพระคุณกับฉัน ให้ฉันได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณครอบครัวของเธอเถอะนะนารี” หญิงสาวไม่พูดอะไรได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ ท่านชายภัทระแตะหลังมือเธอเบาๆ
“ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมนะนารีฉันจะให้ชายอ้นแต่งงานกับเนตรสุดาลูกสาวของเธอให้เร็วที่สุด”
หญิงสาวมองหน้าท่านชายภัทระเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เนตรสุดายังเป็ทารกอยู่ด้วยซ้ำไปเหมือนท่านชายจะเข้าใจในแววตานั้นพลางกระซิบบอกอะไรบางอย่างให้แก่คนขับรถก่อนที่จะพาเด็กผู้ชายวัยสิบขวบหน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวขาวใสคล้ายเด็กผู้หญิงให้เข้ามาท่านชายภัทระจูงบุตรชายเดินเข้าไปหานารี
“ชายอ้น ไหว้คุณน้านารีสิ”
“สวัสดีครับ”
นารีรับไหว้เด็กชายอย่างเอ็นดู เด็กชายไหว้อย่างงดงามและสง่ายิ่งนัก ชายอ้นเหลือบมองทารกน้อยด้วยความอยากรู้ น้องตัวเล็กลืมตาขึ้นมามอง ทันทีที่มือของเด็กชายััมืออันบอบบางของเด็กตัวเล็กก็กำนิ้วเรียวของชายอ้นไว้แน่นเด็กชายยิ้มมุมปากอย่างอบอุ่นเ้าตัวเล็กกับเด็กชายตัวสูงอย่างเขาต้องเป็เพื่อนเล่นกันได้ดีในอนาคตอย่างแน่นอน
...... เด็กเอ๋ยเด็กน้อย......
ส่งสายตาละห้อย...มองตอบพี่
อยากเล่น...อยากวิ่ง...ด้วยกันละซี
โตเร็วเร็วนะคนดี....แล้วมาเล่นกัน
.............พี่เอ๋ยพี่ชาย..........
ทำไมหล่อคล้าย...เ้าชายในฝัน
ยิ้มของพี่ละมุนมาก รู้ไหมนั่น
เดี๋ยวจะโต...ให้ทัน.... หนูจองตัว