กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากงานวิวาห์ที่ว่างเปล่าของซูซินกับบัณฑิตเหวินเซียน ชีวิตในจวนหลี่ก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทว่าภายใต้ความสงบนั้น กลับมีคลื่นใต้น้ำแห่งความปรารถนาและอารมณ์ที่ซับซ้อนก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ใน่เวลาที่ผ่านมา ซูซินได้เข้าใจในตัวตนของนางเองมากขึ้น นางรู้สึกเหมือนได้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลที่ยาวนาน การได้ัักับความเป็ผู้หญิงอย่างแท้จริงผ่านััของใต้เท้าหลี่ ทำให้นางเริ่มมองโลกในมุมมองใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีสีสันและมีความหมายมากขึ้น แม้แต่การทำงานประจำวันที่เคยดูน่าเบื่อ ก็กลายเป็โอกาสที่จะได้พบกับใต้เท้าหลี่
เหวินเซียน สามีผู้ซื่อสัตย์ของนาง ยังคงมุ่งมั่นทำงานด้วยความตั้งใจ เขาไม่เคยสงสัยในพฤติกรรมของภรรยาแม้แต่น้อย กลับกันเขายังดีใจที่ซูซินดูมีชีวิตชีวาและสดใสมากขึ้น เขานึกว่าเป็เพราะนางได้รับความไว้วางใจจากใต้เท้าหลี่ให้ช่วยงานสำคัญๆ ทำให้นางรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง
ในยามเช้าตรู่ที่แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่างไผ่ ซูซินมักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แปลกใหม่ ร่างกายของนางเหมือนจะจำได้ถึงััของใต้เท้าหลี่ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและเสียวซ่านไปพร้อมกัน นางมักจะนอนอยู่ข้างๆ เหวินเซียนที่หลับสนิท และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสองผู้ชาย
เหวินเซียนเป็คนดี อ่อนโยน และรักนางอย่างจริงใจ แต่เขาขาดความมั่นใจและความแข็งแกร่งที่นางเพิ่งค้นพบว่าตัวเอง้า ส่วนใต้เท้าหลี่นั้นเต็มไปด้วยอำนาจ ความมั่นใจ และความเป็ผู้ชายที่ทำให้นางรู้สึกเป็ผู้หญิงอย่างแท้จริง
คุณหนูหลี่เหมย บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าหลี่ ผู้ที่เคยเป็เพียงเด็กสาวไร้เดียงสา บัดนี้ได้ก้าวเข้าสู่วัยแรกรุ่นอย่างเต็มตัว รูปร่างของนางเริ่มผลิบานสะพรั่ง ผิวพรรณผุดผ่องดุจหิมะแรกแย้ม ดวงตากลมโตฉายแววความอยากรู้อยากเห็น ผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นลำคอระหงที่งดงาม
ใน่อายุสิบห้าปีนี้ หลี่เหมยเริ่มสนใจในเื่ราวของบุรุษเพศมากขึ้น นางมักจะแอบสังเกตการณ์ผู้ชายต่างๆ ในจวน ไม่ว่าจะเป็คนรับใช้ นายท่านผู้เฒ่า หรือแขกที่มาติดต่องาน แต่ที่ทำให้นางสนใจมากที่สุดคือบัณฑิตเหวินเซียน สามีของซูซินที่มาทำงานในจวนอยู่บ่อยครั้ง
เหวินเซียนในสายตาของหลี่เหมยนั้นช่างแตกต่างจากบุรุษคนอื่นๆ ที่นางเคยพบเจอ บิดาของนาง ใต้เท้าหลี่ แม้จะทรงอำนาจและสง่างาม แต่ก็ดูเข้มงวดและน่าเกรงขาม เมื่อใดที่ใต้เท้าหลี่มองมา นางมักจะรู้สึกกลัวและต้องก้มหน้าลง ส่วนนายท่านผู้เฒ่าหลี่ก็เป็ผู้สูงวัยที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิต แต่ดูแก่เฒ่าและไม่น่าสนใจสำหรับเด็กสาววัยใสอย่างนาง
แต่เหวินเซียนกลับมีบุคลิกที่อบอุ่น สุภาพอ่อนโยน และใบหน้าที่หล่อเหลาแบบบัณฑิตผู้คงแก่เรียน ใบหน้าของเขาไม่ได้ดูแข็งกร้าวหรือน่าเกรงขามเหมือนบิดาของนาง แต่กลับมีความอ่อนโยนและความอบอุ่นที่ทำให้นางรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน นางมักจะแอบมองด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
หลี่เหมยสังเกตเห็นว่าเหวินเซียนเป็คนขยันขันแข็ง เขาตั้งใจทำงานที่ใต้เท้าหลี่มอบหมายให้เป็อย่างดี ไม่เคยบ่นหรือแสดงความไม่พอใจใดๆ แม้จะต้องคัดลอกเอกสารจำนวนมาก หรือต้องทำงานจนดึกดื่น เขามักจะยิ้มแย้มและทักทายทุกคนในจวนด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ไม่เคยแสดงท่าทีหยิ่งยโสหรือดูถูกใคร
นางสังเกตเห็นว่าเหวินเซียนมีมารยาทที่ดี เขาไม่เคยพูดจาหยาบคาย ไม่เคยแสดงความโกรธหรือหงุดหงิดต่อหน้าใคร แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก เขายังคงรักษาความสุภาพและรอยยิ้มไว้เสมอ ความประทับใจในตัวเหวินเซียนค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของหลี่เหมยอย่างช้าๆ จนกลายเป็ความรู้สึกพิเศษที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
นางเริ่มหาโอกาสที่จะได้เจอหน้าเหวินเซียน บางครั้งนางจะแกล้งเดินผ่านห้องทำงานที่เขาอยู่ บางครั้งจะหาข้ออ้างไปดูหนังสือในห้องสมุดที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อจะได้มองเขาจากระยะไกล นางรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นเขา และรู้สึกผิดหวังเมื่อไม่ได้เจอ
วันหนึ่ง หลังจากที่นางได้สังเกตเหวินเซียนมาหลายวัน หลี่เหมยตัดสินใจที่จะทำตามความปรารถนาของตนเอง นางรู้ว่าการที่จะได้ใกล้ชิดกับเหวินเซียนมากขึ้นนั้น นางต้องหาเหตุผลที่สมเหตุสมผล และวิธีที่ดีที่สุดคือการขอให้เขามาเป็อาจารย์สอนนาง
นางใช้เวลาหลายวันในการคิดแผนและเตรียมคำพูด นางฝึกซ้อมการพูดหน้ากระจกหลายครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะพูดได้อย่างเป็ธรรมชาติและไม่ให้บิดาสงสัย
ในวันที่นางตัดสินใจแล้ว หลี่เหมยแต่งตัวให้สวยงามกว่าปกติ นางเลือกชุดสีฟ้าอ่อนที่ทำให้ผิวพรรณของนางดูขาวใสยิ่งขึ้น จัดแต่งผมให้เรียบร้อยและประดับด้วยกิ่งไผ่เล็กๆ ที่ดูสวยงามและเรียบง่าย นาง้าให้ตัวเองดูเป็เด็กสาวที่น่ารักและไร้เดียงสา
นางเดินเข้าไปในห้องทำงานของใต้เท้าหลี่ด้วยท่าทีออดอ้อน ใต้เท้าหลี่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่ ใบหน้าของเขาดูจริงจังและมีสมาธิ แต่เมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็อ่อนโยนลง
"ท่านพ่อเ้าคะ" นางเรียกบิดาด้วยน้ำเสียงหวานใส พร้อมกับโค้งคำนับอย่างสุภาพ "ลูกมีเื่อยากจะขอท่านพ่อเ้าค่ะ"
ใต้เท้าหลี่เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาวางพู่กันลงและมองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก รอยยิ้มอ่อนๆ เผยออกมาที่มุมปาก "มีอะไรหรือลูกรัก เ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกพ่อมาเถิด พ่อจะหามาให้เ้าทุกอย่าง"
เขารู้ดีว่า นางเป็บุตรสาวคนเดียวของเขา และเขาก็รักนางมากกว่าสิ่งใดในโลก ั้แ่นางเกิดมา เขาไม่เคยปฏิเสธคำขอใดๆ ของนาง ไม่ว่าจะเป็เครื่องประดับราคาแพง ผ้าไหมสวยงาม หรือของเล่นแปลกใหม่ เขาพร้อมจะหามาให้ทั้งสิ้น
หลี่เหมยยิ้มอย่างน่ารัก ดวงตาใสวาวของนางเต็มไปด้วยความหวัง "ลูกอยากให้บัณฑิตเหวินเซียนมาเป็อาจารย์สอนลูกอีกคนเ้าค่ะ" นางกล่าวอย่างระมัดระวัง "ลูกเห็นว่าท่านอาจารย์ซูซินมีความรู้ความสามารถมาก แต่ลูกก็อยากจะเรียนรู้จากบัณฑิตเหวินเซียนด้วยเ้าค่ะ ลูกอยากมีความรู้ที่กว้างขวางขึ้นเหมือนท่านอาจารย์ซูซินเ้าค่ะ"
นางหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ "ลูกคิดว่าการได้เรียนจากอาจารย์หลายคนจะทำให้ลูกได้มุมมองที่หลากหลาย และจะช่วยให้ลูกเป็ผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อจะได้เป็ความภาคภูมิใจของท่านพ่อเ้าค่ะ"
ใต้เท้าหลี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองบุตรสาวด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ในใจของเขาเริ่มมีความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมา เขารู้ดีว่าบุตรสาวของเขาเริ่มเข้าสู่วัยที่สนใจเพศตรงข้าม และการที่นางเลือกเหวินเซียนโดยเฉพาะนั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ
"เ้าอยากให้บัณฑิตเหวินเซียนมาสอนเ้าหรือ" เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เหตุใดจึงเป็เขาเล่า ในจวนนี้มีบัณฑิตอีกหลายคนที่มีความรู้ไม่แพ้เขา"
หลี่เหมยรู้สึกตัวร้อนขึ้นเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าบิดาจะถามแบบนี้ แต่นางก็เตรียมคำตอบมาแล้ว "บัณฑิตเหวินเซียนเป็คนมีความรู้มากเ้าค่ะ ลูกเห็นเขาทำงานอย่างตั้งใจและมีความละเอียดรอบคอบ อีกทั้งเขายังเป็คนสุภาพอ่อนโยน มีมารยาทดี ลูกคิดว่าเขาจะสามารถสอนลูกได้เป็อย่างดีเ้าค่ะ" นางกล่าวพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำ
"อีกทั้งลูกยังคิดว่าการได้เรียนจากคนที่อายุใกล้เคียงกันจะทำให้ลูกเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น" นางเสริมด้วยเสียงเบาๆ "ท่านอาจารย์ซูซินก็ดี แต่บางครั้งลูกก็รู้สึกว่าเธอเข้มงวดเกินไป ลูกอยากได้บรรยากาศการเรียนที่ผ่อนคลายกว่านี้เ้าค่ะ"
ใต้เท้าหลี่มองบุตรสาวด้วยรอยยิ้มมุมปาก เขารู้ดีว่าบุตรสาวของเขากำลังมีความรู้สึกพิเศษกับบัณฑิตเหวินเซียน แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ในใจของเขาเริ่มมีแผนการที่ซับซ้อนก่อตัวขึ้น
เขาเป็คนรักและตามใจบุตรสาวเป็ที่สุด ประกอบกับความไว้ใจในตัวเหวินเซียน เขารู้ว่าเหวินเซียนเป็คนดี มีคุณธรรม และไม่น่าจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับบุตรสาวของเขา อีกทั้งการที่หลี่เหมยได้ใกล้ชิดกับเหวินเซียนอาจจะเป็ประโยชน์ในแผนการที่เขากำลังคิดอยู่
ใต้เท้าหลี่รู้ดีว่าเหวินเซียนเป็สามีของซูซิน และเขาก็รู้ดีเช่นกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซูซินนั้นซับซ้อนมาก การที่บุตรสาวของเขาจะได้ใกล้ชิดกับเหวินเซียนอาจจะสร้างสถานการณ์ที่น่าสนใจ และอาจจะเป็ประโยชน์ต่อแผนการระยะยาวของเขา
"ได้สิลูกรัก" ใต้เท้าหลี่กล่าวในที่สุด "พ่อจะให้บัณฑิตเหวินเซียนมาสอนเ้าตามที่เ้า้า แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและไม่ทำให้พ่อผิดหวัง"
หลี่เหมยดีใจเป็อย่างยิ่ง หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น นางโผเข้ากอดบิดาด้วยความดีใจ "ขอบพระคุณท่านพ่อเ้าค่ะ ท่านพ่อใจดีที่สุดเลย ลูกสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและจะทำให้ท่านพ่อภาคภูมิใจเ้าค่ะ"
ใต้เท้าหลี่ลูบหัวบุตรสาวอย่างอ่อนโยน "ดีแล้ว พ่อจะไปคุยกับเหวินเซียนเอง และจะจัดตารางเรียนให้เ้า แต่จำไว้ว่าเ้าต้องรักษามารยาทและความเป็สุภาพสตรีไว้เสมอ"
"ได้เ้าค่ะ ลูกจะระวังตัวเป็อย่างดี" หลี่เหมยตอบด้วยความดีใจ
ซูซินที่บังเอิญเดินผ่านมาได้ยินบทสนทนานั้นพอดี นางกำลังจะเข้าไปรายงานงานประจำวันให้ใต้เท้าหลี่ฟัง แต่เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยจึงหยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงาน
เมื่อได้ยินว่าหลี่เหมยขอให้เหวินเซียนมาเป็อาจารย์สอน และใต้เท้าหลี่ก็ตกลงแล้ว ซูซินรู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าฟาดลงมาที่หัว นางยืนนิ่งอยู่หน้าห้องทำงานของใต้เท้าหลี่ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด
หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความกังวลและความไม่มั่นคง นางรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาทับอยู่ที่หน้าอก ความคิดต่างๆ วิ่งผ่านไปในหัวของนางอย่างรวดเร็ว
เมื่อสามีของนางจะต้องไปใกล้ชิดกับลูกสาวของชายที่เป็ชู้รักของนาง ความรู้สึกผิดบาปและความหึงหวงเริ่มกัดกินอยู่ในใจของซูซิน นางรู้ดีว่าหลี่เหมยเป็เด็กสาวที่สวยงามและน่ารัก และตอนนี้นางก็เริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้ว
ซูซินไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางรู้สึกหึงหวง ไม่ใช่เพราะเธอกลัวว่าเหวินเซียนจะมีใจให้หลี่เหมย แต่เพราะนางกลัวว่าหลี่เหมยจะแย่งความสนใจของเหวินเซียนไป และที่สำคัญกว่านั้นคือ นางกลัวว่าสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้จะทำให้ความลับของนางกับใต้เท้าหลี่เปิดออกมา
นางคิดถึงความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นกับใต้เท้าหลี่ ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขานั้นรุนแรงและลึกซึ้งกว่าที่นางเคยคิด นางรู้ว่าสิ่งที่นางทำนั้นผิด แต่นางก็ไม่อาจหยุดได้ ความปรารถนาและความ้าที่ใต้เท้าหลี่ปลุกขึ้นในตัวนางนั้นแรงกล้าเกินกว่าที่จะควบคุมได้
ตอนนี้เมื่อเหวินเซียนจะต้องมาที่จวนหลี่บ่อยขึ้นเพื่อสอนหลี่เหมย นั่นหมายความว่าโอกาสที่นางจะได้อยู่กับใต้เท้าหลี่อย่างเป็ส่วนตัวจะลดลง และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เหวินเซียนอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ซูซินรู้ดีว่าเหวินเซียนเป็คนดี แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ ถ้าเขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนาง หรือเห็นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนางกับใต้เท้าหลี่ เขาอาจจะเริ่มสงสัย
นางยังคิดถึงหลี่เหมยด้วย เด็กสาวที่ไร้เดียงสาและน่ารักคนนั้น ถ้านางรู้ว่าอาจารย์ซูซินที่นางเคารพนั้นกำลังมีชู้กับบิดาของนาง นางจะรู้สึกอย่างไร และถ้าหลี่เหมยมีความรู้สึกพิเศษกับเหวินเซียนจริงๆ สถานการณ์ก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
ซูซินยืนอยู่ที่นั่นอีกครู่หนึ่ง ฟังเสียงหัวเราะของหลี่เหมยที่ดังออกมาจากในห้อง เสียงหัวเราะที่ไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความสุขนั้นทำให้นางรู้สึกผิดมากขึ้น
นางรู้ว่าสิ่งที่นางทำนั้นไม่เพียงแต่จะทำร้ายเหวินเซียน แต่ยังอาจจะส่งผลกระทบต่อหลี่เหมยด้วย เด็กสาวที่ไร้เดียงสาคนนั้นไม่รู้เลยว่าโลกของผู้ใหญ่นั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยความลับมากแค่ไหน
ซูซินหันกลับไปเดินทางที่มา นางตัดสินใจว่าจะกลับมารายงานงานในภายหลัง ตอนนี้นาง้าเวลาในการคิดและจัดระเบียบความรู้สึกของตัวเอง
ขณะเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง ซูซินคิดถึงอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้กำลังจะนำพาเื่ราวที่ไม่คาดฝันมาสู่ชีวิตของทุกคนอย่างแน่นอน
ในใจลึกๆ ของนาง มีเสียงเล็กๆ ที่กระซิบว่านางควรจะหยุดความสัมพันธ์กับใต้เท้าหลี่ก่อนที่ทุกอย่างจะซับซ้อนเกินไป แต่เมื่อนางนึกถึงััของเขา ถึงความรู้สึกที่เขาทำให้นางได้รับ ถึงความเป็ผู้หญิงที่เขาปลุกขึ้นในตัวนาง นางก็รู้ว่านางไม่อาจหยุดได้
นางได้กลายเป็เหมือนผีเสื้อที่บินเข้าหาแสงไฟ รู้ดีว่าอันตราย แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ ความปรารถนาที่ใต้เท้าหลี่ปลุกขึ้นในตัวนางนั้นแรงกล้าเกินกว่าที่เหตุผลจะควบคุมได้