ณ ตำหนักองค์หญิงชานชิว
“เรียนองค์หญิง ฮูหยินของท่านเสนาบดีและฮูหยินของท่านแม่ทัพขอเข้าเฝ้าเพคะ”
“ให้พวกเขาเข้ามาเร็วเข้า”
ไป่หลิง ต่งหนานและองครักษ์เลยเดินเข้ามาในห้องบรรทม
“ทำไม องครักษ์ถึงเข้ามาด้วยล่ะ” องค์หญิงชานชิวทรงสงสัย
“หม่อมฉัน จำเป็ต้องใช้แรงผู้ชายเพคะ พระองค์อาจจำเป็ต้องดามเผือก ผู้ชายจะสามารถจับได้มั่นคงกว่าผู้หญิงเพคะ” ไป่หลิงแถ
“ช่างมันเถอะ รีบมาดูอาการให้เราเร็ว ฮือ ฮือ เจ็บมากเลยน่ะ ไป่หลิง” องค์หญิงตรัส
“องค์หญิงเพคะ ระบบหายใจมีผลต่อการรักษาด้วย พระองค์ทรงปิดพระพักตร์เช่นนี้ อาจทำให้พระองค์ทรงหายช้าได้นะเพคะ” ไป่หลิงแถอีก
“จริงหรอ ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินเลยล่ะ” องค์หญิงตรัส
ไป่หลิงจึงส่งซิกให้ต่งหนานไปช่วยถอดผ้าออกให้ ทำให้องค์ชายทรงได้รับรู้แล้วว่าองค์หญิงชานชิวเป็คนเดียวกันกับชานชิวลูกสาวพ่อค้าที่พระองค์แอบรักอยู่ในขณะนี้
จากนั้นไป่หลิงจึงให้องค์หญิงทานยาแก้ปวดไปก่อน ไป่หลิงตรวจแขนของพระองค์แล้ว พบว่ามันหักจริงๆ
“พระองค์ทรงแขนหักเพคะ คงใช้เวลานานพอสมควรกว่าพระองค์จะหาย” ไป่หลิงกล่าว
“ไป่หลิง เ้าช่วยหาวิธีที่ทำให้เราหายเร็วได้มั้ย ฝ่าาอาจทรงสงสัย และรื้อฟื้นไปเอาผิดกับองค์หญิงชานหลิงได้” องค์หญิงตรัส
“พระองค์ทรงห่วงพี่สาวแต่ไม่ทรงห่วงตัวเองหรือเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“น่า นะ ไป่หลิง ก็เ้ายังสามารถช่วยรักษาองค์ชายให้หายจากอาการขาหักภายใน 2 วันได้เลยนี่” องค์หญิงตรัส
“ก็ได้เพคะ”
หลังจากนั้นไป่หลิงก็พอกยาสมุนไพรชนิดเดียวกันกับที่รักษาองค์ชายครั้งที่อยู่หมู่บ้านผานหุย และให้องค์ชายที่แต่งเป็องครักษ์ช่วยจับแขนองค์หญิงซึ่งดามไว้กับไม้ให้ เพื่อที่ไป่หลิงจะได้พันผ้าได้สะดวก จากนั้นก็ใช้ผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขนผูกไว้กับคอ ดังนั้นองค์หญิงในสภาพนี้คงต้องอยู่แต่ในที่ประทับเท่านั้น ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้
“เราได้ข่าวว่าองค์ชายอันฉู่ทรงประชวร ไหนๆ เ้าก็มาแล้วน่ะ ไป่หลิง เ้าช่วยไปตรวจอาการของพระองค์หน่อยได้มั้ย” องค์หญิงตรัส
“ที่แท้พระองค์ก็ทรงห่วงองค์ชาย แต่ไม่ได้หรอกเพคะ พระองค์ก็ทรงรู้ว่าที่นี่มันในวัง ไม่ใช่ในหมู่บ้าน หม่อมฉันไม่สามารถเข้าออกตำหนักขององค์ชายได้หรอกเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“นั่นสิ จริงด้วย ก็ภาวนาขออย่าให้พระองค์ทรงเป็อะไร” องค์หญิงตรัส
“ถ้าพระองค์ทรงห่วงองค์ชายมากขนาดนี้ เหตุใดต้องแกล้งแพ้การแข่งขันด้วยล่ะเพคะ” ต่งหนานสงสัย
“ก็เราไม่อยากเข้าพิธีอภิเษกนี่นา และอีกอย่างเสด็จพี่ของเราเป็ผู้มีความสามารถและเหมาะสมกับองค์ชายมากกว่าเราเสียอีก” องค์หญิงตรัส
“แต่ทั้งองค์หญิงและองค์ชายต่างทรงรักกันนี่เพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“เ้าเอาอะไรมาพูดน่ะ ไป่หลิง” องค์หญิงตรัส
“หากพระองค์ไม่ทรงรักองค์ชาย เหตุใดถึงห่วงใยองค์ชายถึงขั้นจะให้หม่อมฉันไปดูพระอาการ และอีกอย่างตัวพระองค์เองก็รู้ว่าองค์ชายมีใจให้ เพราะไม่เช่นนั้นจะปิดบังใบหน้าทำไมเพคะ” ไป่หลิงอธิบาย
“องค์ชายทรงลืมชานชิวไปแล้วล่ะ เ้าเลิกพูดเถอะ” องค์หญิงตรัส
“ที่แท้องค์หญิงก็ทรงน้อยใจองค์ชายนี่เอง” ต่งหนานกล่าว
“เราบอกให้เลิกพูดไง โอ๊ย เจ็บแขน” องค์หญิงตรัส
“ก็ได้เพคะ พวกเราจะเลิกพูดถึงมันอีก งั้นพวกหม่อมฉันทูลลาเพคะ” ต่งหนานกล่าว
*********************************
ระหว่างเดินทางกลับจวนท่านเสนาบดี
“มันจะได้ผลแน่หรอไป่หลิง ไม่ใช่มันจะยิ่งแย่กว่าเดิมล่ะ” ต่งหนานกังวล
“น่า ต่งหนาน ไม่ต้องกังวล ในเมื่อองค์ชายทรงรู้ตัวจริงของชานชิวแล้ว เดี๋ยวพระองค์ก็ทรงมีแผนเองนั่นแหละ” ไป่หลิงกล่าว
“และเ้ารู้ได้ยังไงว่าองค์ชายทรงมีพระทัยให้ชานชิวด้วยน่ะ” ต่งหนานสงสัย
“ก็ครั้งที่อยู่หมู่บ้านผานหุย ตอนที่เรารักษาองค์ชาย องค์ชายทรงเอาแต่ทอดพระเนตรไปที่องค์หญิงชานชิวตลอดเวลาเลยนี่สิ หากไม่ติดที่มีนานตงมาคอยดูแลองค์ชายตลอดเวลา ป่านนี้ก็ทรงเข้าใจกันไปนานแล้ว”
“มาถึงจวนพอดี งั้นข้าไปตามธงอี่ก่อน และลากลับเลยนะไป่หลิง”
“อื้อ เดินทางดีๆ ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกันใหม่”
*********************************
องค์หญิงทรงห่วงองค์ชายอันฉู่เห็นว่าทรงประชวรหลายวัน เลยอยากทราบพระอาการ ดังนั้นจึงเรียกองค์ชายที่ปลอมเป็องครักษ์เข้ามาในห้องบรรทมแบบลับๆ
“พระองค์เรียกกระหม่อมมา มีอะไรหรือพะย่ะค่ะ”
“เราจะให้เ้าลอบไปสืบว่าองค์ชายทรงหายประชวรแล้วหรือยัง เ้าพอจะเข้าไปในตำหนักขององค์ชายได้หรือไม่”
“กระหม่อมทำได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” เมื่อองค์ชายหันกลับออกไปก็ทรงยิ้มอย่างมีความสุขที่องค์หญิงทรงห่วงใยพระองค์ขนาดนี้
*********************************