บทที่ 7 ท่านหญิงเจี่ยลี่
เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าก็ถูกทาทับด้วยสีรัตติกาลมีเพียงเสียงจันทร์ที่ลัดลอดสอดส่องยามค่ำคืน คอยสอดส่องดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า
หญิงสาวร่างงามที่เมื่อครู่อยู่ในห้องนอนเรือนส่วนตัวที่ท่านตามอบให้ยามนี้กำลังเดินตามทางไปยังเรือนข้างเคียงของผู้เป็มารดาตามคำสั่ง
จวนสกุลจ้าวยามค่ำคืนสงบยิ่ง แต่ก็ยังคงความงดงามแสงจันทร์และแสงดาวกระทบกับบ่อบัวสวย จนดวงตากลมต้องหันไปมอง
มารดามีเื่อะไรถึงได้ตามตนมาในยามวิกาลเช่นนี้แค่คาดว่าคงเป็เื่สำคัญ อาจเป็เื่ที่นางควรจะรู้
ไม่นานก็เข้าเขตเรือนของท่านแม่ที่มีขนาดใหญ่กว่านางเล็กน้อยการตกแต่งล้วนแต่มีดอกไม้ที่ท่านแม่ชอบ เพียงแต่ยามนี้พวกมันไม่บานสะพรั่งหากเป็กลางวันคงจะงดงามน่าดู
"ข้าพาคุณหนูมาแล้วเ้าค่ะ"เสี่ยวโยวกล่างก่อนจะเปิดประตูให้นางเข้าไปด้านใน
ภายในห้องของท่านแม่เต็มไปด้วยตำราหนังสือมากมายมีตะเกียงส่องค่อยข้างสว่างนางย่อตัวเคารพก่อนจะนั่งลงตามมือของท่านแม่ที่ทำสัญลักษณ์อนุญาต
"เรียกลูกมายามนี้ มีอะไรหรือเ้าคะ"จ้าวซินเยว่ถามมารดาที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะหนังสือ นางยิ้มพลางดันกล่องเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าให้กับนาง
"ของขวัญยามเ้าเกิด จากฮ่องเต้"จ้าวซินเยว่ใเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการใดออกมามากนัก
"เพราะเ้าเกิดมาอาภัพพ่อฮ่องเต้เลยรับเป็พ่อทูลหัวั้แ่เกิด นอกจากของขวัญชิ้นนี้ ยังมีอีกหลายชิ้นนะฝ่าาส่งมาให้เ้ากับพี่ชายเ้าทุกปี" เื่นี้จ้าวซินเยว่ไม่เคยรู้มาก่อนเพราะโอรสสงรรค์ผู้นั้นไม่เคยมาเจอ และมารดาก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังจนวันนี้
"ฝ่าาเป็เหมือนพี่ชายข้า ทั้งเ้าและจ้าวหาน เขาย่อมรักใคร่"จ้าวอันหรานพูดด้วยสายตาเศร้าลง
"เพราะแบบนั้นฝ่าาเลยส่งเราสองแม่ลูกไปอยู่ที่อารามนั้น ซินเยว่ข้าว่าถึงเวลาที่เ้าต้องรู้เื่ราวในอดีตที่ทำให้ชะตาเ้าเปลี่ยนไปเช่นนี้แล้ว"
หญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างลำบาก นางเชื่อว่าเ้าของร่างก็คงจะไม่ได้ระคายในเื่นี้มาก่อนเพราะนางยังเด็ก แต่สำหรับนางที่เดิมอายุก็เข้ายี่สิบกว่าปี ย่อมมีความสงสัยหากจะพูดด้วยภาษายุคที่จากมาคงเรียกว่า ไม่เมคเซนซ์
แม่ของนางเป็ถึงท่านหญิงของไทเฮา มีสิทธิ์เท่าองค์หญิงผู้หนึ่งแต่กลับต้องมาอยู่ในอารามที่เหมือนจะห่างใกล้ แต่ความจริงแล้วถูกส่งให้ไปอยู่ในที่ที่อยู่ใกล้สายตาของโอรส์และกองทัพมากที่สุดต่างหาก
ครั้งแรกนางคิดเอาเองว่ามารดาคงทำอะไรผิดต่อราชวงศ์ไว้ ทว่าการมีตัวตนอยู่ของจ้าวหานก็ประหลาดรวมทั้งการปฏิบัติของเหล่าแม่ทัพนายกองที่มีแต่แม่และอาจารย์
นางเคยคิดเล่นๆ มีนอกจากจับตามองก็ยังมีอีกหลายเหตุผล เช่นตัวตนของจ้าวหานแท้จริงแล้วไม่ใช่เด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงมารดาของนางดันไปรู้เื่ที่ไม่ควรรู้หรือแม้แต่การที่มารดาของนางไปขัดขวางใครเข้า
หรือทุกอย่างที่นางคิดจะจริงทั้งหมด
"เื่ราวในอดีตของท่านแม่ที่ข้าควรรู้หรือเ้าคะ?"
“เื่ราวที่ควรรู้คือเื่ของหลิวซือิเ้ากรมการคลั่งคนปัจจุบันพ่อเ้าต่างหาก" จ้าวอันหรานตอบ
...... ...
ห้องโถงจวนสกุลหลิวที่ถูกตกแต่งด้วยของหรูหราทุกอณูบ่งบอกถึงความร่ำรวยที่้าโอ้อวดผู้คนโดยจัดไว้อย่างมากมายจนแทยไม่มีช่องว่างทั้งแจกันทอง เครื่องปั้นราคาแพง ให้สมฐานะตระกูลหลิวที่มีประวัติยาวนาน
ภายในห้องนี้มีฮูหยินผู้เฒ่าหลิวแม่ของสามีที่นั่งนิ่งมองภาพตรงหน้าอย่างเมินเฉยหลิวซือิสามีของนางที่มีตำแหน่งในกรมการคลังทั้งที่อายุยังน้อยและครอบครัวตระกูลเสิ้น
"ขุนนางหลิว ท่านจะทำอะไรคิดดีๆ ล่ะ"
ท่ามกลางความวุ่นวายเหตุใดนางที่ท้องแก่ต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้หญิงสาวจ้องมองสตรีที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นกับสามีของนางพร้อมทั้งบิดาและมารดานางด้วยสายตาเ็าในฐานะฮูหยินหรือเมียเอก ย่อมไม่พอใจอยู่แล้วนางกับสามีแต่งงานยังไม่ถึงปีครึ่งเสียด้วยซ้ำ นางก็กำลังตั้งท้องลูกของเขาแต่เขากลับไปคบชู้กับสตรีอื่น
เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายแค่สามีของนางลักลอบสานสัมพันธ์กับคุณหนูเสิ่นผู้นี้มานานจนยามนี้นางเกิดตั้งท้องขึ้นมาจึงมาขอร้องความเป็ธรรม
สถานการณ์เช่นนี้นางไม่เคยคาดคิดมากก่อนยามที่บุรุษนามหลิวซือิสู่ขอนางมีเงื่อนไขเดียวคือต้องอยู่กันแบบผัวเดียวเมียเดียวตามประสาสตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีในครอบครัวที่มีผัวเดียวเมียเดียวหากไม่ได้รักก็หย่าขาดกันไปอย่างตระกูลจ้าว
นางไม่ได้้าเป็ภรรยาอันดับที่หนึ่งเพราะนางไม่อยากมีอันดับที่สองชายหนุ่มยามนั้นก็ตอบรับอย่างไม่ลังเลด้วยความรักที่นางมีจึงยอมแต่งงานโดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร
"ข้าตั้งท้องกับนายท่านหลิวหวังว่าฮูหยินหลิวจะเห็นใจข้านะเ้าคะ" เสิ่นอ้าย สตรีหน้าไม่อายที่สมสู่กับสามีคนอื่นลับหลังทั้งที่นางไม่ใช่อนุแต่เป็คุณหนูในห้องหอก้มหัวให้นางพร้อมกับร้องไห้
ตระกูลเสิ้นนั้นเป็ขุนนางที่มีอำนาจไม่ใช่เพราะตำแหน่งใหญ่โตอย่างเสนาบดีกลาโหมเพียงอย่างเดียวแต่เป็เพราะฮองเฮาคนปัจจุบันมาจากตระกูลเสิ่น หากได้เข้าร่วมกับตระกูลเสิ่นความเจริญรุ่งเรืองก็จะมาหาไม่มีที่สิ้นสุด
ทว่า จ้าวอันหรานผู้นี้ก็ไม่ได้เป็สตรีที่จะล้มได้ง่ายดายขนาดนั้นนางคือท่านหญิงของไทเฮาที่ประทานทินนามให้ว่า เจี่ยลี่ ที่หมายถึงความดีงามและความงดงาม บ้านเดิมของนางยังเป็ตระกูลจ้าวขุนนางที่อยู่กับประวัติศาสตร์ราชวงศ์มาั้แ่ก่อตั้ง ขุนนางตงฉินที่มีทั้งสายบู๊สายบุ๋น เดิมทีนางถูกเลี้ยงดูให้ขึ้นเป็ฮองเฮาแต่นางกับฮ่องเต้ไม่้าเช่นนั้นนางไม่อยากวุ่นวายในวังหลัง ฮ่องเต้ก็รักนางเช่นน้องสาวผู้หนึ่ง
แม้ตระกูลเสิ่นจะมีเสิ่นฮองเฮาหนุนหลัง แต่นางก็มีทั้งไทเฮาและฮ่องเต้ผู้นั้นสนับสนุนเช่นกัน
ยามที่หลิวซือิผู้นั้นเข้าหานางก็รักใคร่เช่นสตรีผู้หนึ่งโดยไม่รู้เลยว่ามันคือแผนร้ายที่้าใช้นางเพื่อไต่เต้าขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงกว่าการตกลงแต่งงานท่ามกลางความไม่เชื่อใจของคนรอบข้าง ทำให้นางมีวันนี้
"อันหราน ข้า..."หลิวซือิเรียกนางด้วยน้ำเสียงคล้ายรู้สึกผิดแม้นางจะรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังแสดงละคร แต่ความรักของนางยังคงมีมากนางพึ่งแต่งงานกับอีกฝ่ายได้ไม่ถึงครึ่งปี นางไม่คิดจริงๆว่าเื่แบบนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้
"ท่านพี่ไม่ต้องพูดอะไรหรอกเ้าค่ะอีกอย่างเด็กที่จะเกิดมาไม่ได้ผิด หากจะผิดก็คงเป็ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จัก 'ยับยั้งช่างใจ'ว่า 'อะไรควรอะไรไม่ควร' ถูกความ 'ใคร่' ครอบงำ จนไม่แยกแยะ 'ผิดชอบชั่วดี'" จ้าวอันหรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ดวงตามองหญิงสาวตรงหน้าทั้งยังเน้นหนักคำที่ใช้ต่อว่าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
"ฮูหยินหลิว เ้าว่าผู้ใด"แน่นอนว่าคนเป็พ่อเป็แม่ย่อมไม่พอใจ แต่นางก็ไม่เกรงกลัวมองหน้านายท่านและฮูหยินเสิ่นอย่างถือดี
"ทำไมหรือเ้าคะ ข้าผู้ตรงไหนผิด มีที่ไหนสตรีในห้องหอทอดสะพานลักลอบเป็ชู้จนท้อง หากอยากเป็ภรรยาขนาดนั้น ก็มาหาข้าขอให้ข้าแต่งอนุให้ท่านพี่ แลดูจะเหมาะสมกว่า"จ้าวอันหรานพูดแต่ละคำกระแทกใจผู้คนจนจุก ก่อนที่นางจะพูดต่อ "สตรีดีๆเขาไม่ทำกันหรอกเ้าค่ะ"
"เ้ากล้าว่าลูกสาวข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ!"เพราะเสิ่นอ้ายผู้นี้เป็น้องสาวคนเล็กของเสิ่นฮองเฮา เกิดจากพ่อแม่เดียวกันทั้งสองคนจึงคิดจะใช้อำนาจข่มขู่
"แม้ข้าจะไม่เคยย้ำ แต่ข้าก็ยังเป็ ท่านหญิงเจี่ยลี่อยู่ การที่ลูกสาวของท่านกับสามีของข้าลักลอบสมเล่นชู้ โดยไม่เกรงใจทินนามนี้ไม่รู้ว่าเื่นี้ถึงหูฝ่าากับไทเฮาจะเป็ยังไงนะเ้าคะในเมื่อความผิดมันชัดเจนเสียจนข้าก็ไม่แน่ใจว่าใครในแคว้นจะช่วยได้ ถ้าเป็เช่นนั้นพาลแต่จะแย่กันไปหมดนายท่านเสิ่นว่าเช่นนั้นหรือไม่เ้าคะ"จ้าวอันหรานข่มขู่อีกฝ่ายอย่างเืเย็น ถึงขั้นนี้แล้วนางก็ไม่คิดจะอ่อนข้อให้ใครย่อมตัดสินเื่นี้อย่างเป็ธรรมและถูกต้องที่สุด
"เ้าจะให้เสิ้นอ้ายกับหลานข้าไประหกระเหินข้างนอกนั่นหรืออันหราน"ฮูหยินผู้เฒ่าดูเหมือนจะอยากได้สะใภ้ตระกูลเป็คนแซ่เสิ้นเสียตัวสั่นจนปิดไม่อยู่
"ข้ามิได้ใจร้ายขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ อย่างน้อยเด็กที่เกิดมาก็ควรได้ใช้แซ่ของบิดา" นางพูดไปพลางก็ลูบท้องของตัวเองไปพลางทำให้คนอื่นได้รู้ว่านางก็ตั้งท้องอยู่เหมือนกัน
"หากยอมกราบขอโทษแทบเท้าข้า ที่เ้าทำผิดข้าจะยอมให้เ้าเข้ามาเป็อนุของท่านพี่"
คำพูดของจ้าวอันหรานและสายตาที่นางมองเสิ้นอ้ายดูน่ากลัวมากแม้แต่หลิวซือิที่รู้จักมานานยังไม่คิดว่าสตรีที่เคยมักจะหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับผู้อื่น จะกล้าทำพูดร้ายกาจขนาดนี้เพราะนั่น คือการเยียบย้ำศักดิ์ศรีของสตรีตระกูลเสิ้น!
"ได้ ข้าจะทำ!"
... ... ...
"ข้าน่าจะขัดขวางเ้ากับหลิวซือินั่นให้ถึงที่สุดเสียจริง!"อู่หงถิง พิงจิ่งกงจูที่ยามนี้เป็ฮูหยินของแม่ทัพเฉินพูดพลางตบฉากที่เข่าอย่างโกรธเคืองส่วนคนที่เป็คู่สนทนายังคงสงบ ยกจอกน้ำเปล่าขึ้นมาจิบเล็กน้อย
จวนของแม่ทัพเฉินนั้นกล้าวขวางพอๆ กับจวนอ๋องในเมืองสาเหตุง่ายนิดเดียวเพราะเป็เขยของราชวงศ์และพิงจิ่งกงจูยังเป็องค์หญิงที่เป็ที่รักของฮ่องเต้และไทเฮามากจึงเอาใจด้วยการมอบจวนหลังนี้ให้เป็เรือนหอแต่งงานยามนี้พิงจิ่งกงจูเป็ฮูหยินที่มีความสุขที่สุดเพราะแม่ทัพไม่มีสตรีอื่นให้ขุ่นข้องทั้งยังถนอมกงจูอย่างออกหน้าออกตา
"ข้าก็ไม่คิดว่าหลิวซือิผู้นั้นจะเป็ผู้ชายสารเลวขนาดนั้น"จ้าวอันหรานเองก็ผิดหวังไม่แพ้กันนางไม่คิดว่าบุรุษที่เข้าหานางอย่างเปิดเผยจะไปลักลอบเล่นชู้กับสตรีอื่น
"หลิวซือิเป็บุรุษหน้าไม่อาย คิดว่าท่านพี่ให้ตัวเองขึ้นมานั่งตำแหน่งเพราะความสามารถของตัวเองหรือยังไงกัน"
อู่หงถิงรู้สึกหงุดหงิดมากหลิวซือิผู้นั้นได้โอกาสเพราะแต่งงานกับจ้าวอันหรานแท้ๆเพราะคำหมั้นสัญญาที่เคยให้ไว้จึงได้ขึ้นมารวดเร็วขนาดนี้
เฮงซวย!
"พี่หญิงอู่ แล้วหลิวหานไปเรียนกับพวกองค์ชายเป็ยังไงบ้างเ้าคะ"จ้าวอันหรานเปลี่ยนเื่คุยเพื่อไม่ให้อู่หงถิงอารมณ์เสียเกินไปเพราะอีกฝ่ายก็กำลังท้องอ่อนๆ หลังจากที่คลอดลูกชายคนโตมาแปดปี
"เด็กนั่นหรือเข้ากับลูกชายข้าได้ดีจนน่าปวดหัวเลยล่ะ" อู่หงถิงพูดพลางยกยิ้มหลิวหานลูกเลี้ยงของจ้าวอันหรานที่ใช้แซ่ของสามีผู้นั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดไม่ว่าไปทางไหนก็ไปได้ดีแน่นอน ไม่ใช่การได้รับการสนับสนุนเพียงอย่างเดียวแต่เพราะความฉลาดของหลิวหานโดดเด่น แม้ว่าเวลาเรียนจะดูเป็เด็กกระเลวกะลาดก็ตาม
"คงจะไม่พากันออกนอกลู่นอกทางหรอกนะเ้าคะ"
"ไม่หรอก มีอู่จิ่นฟานอยู่ คงไม่พาหลานๆออกนอกลู่นอกทางหรอก" อู่จิ่นฟานคือพี่ใหญ่ในกลุ่มของเด็กๆเป็น้องชายคนเล็กของราชวงศ์รุ่นนางและเป็เด็กแสบที่เกิดมาอาภัพแต่ก็โชคดีที่ท่านแม่ของนางหรือไทเฮารับเป็ลูกเลี้ยงและให้การดูแลอย่างดีมาตลอด
"เด็กๆ พวกนั้นร่าเริงเสียจริงอย่างไรข้าก็ฝากหลิวหานกับท่านพี่หญิงด้วยนะเ้าคะ"
"ได้สิอยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอยู่บ้านนั้นหลายเท่า"
อู่หงถิงและจ้าวอันหรานคุยกันอยู่สักพักใหญ่ๆ แม่ทัพเฉินหรงฟางก็กลับมาพร้อมกับเด็กๆ คือ เฉินจือหาน หลิวหาน อู่จิ่นฟางและอู่หนานฟางองค์ชายสามของฮ่องเต้ทั้งสี่คนเป็สหายสนิทที่ทั้งร่าเริงและสดใสจนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
... ... ...
ตำหนักกว้างใหญ่ในวังหลังที่ถูกขนานนามว่า ตำหนักเฟิ่งหวงที่อยู่ของสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดของวังหลวงตลอดทางเต็มไปด้วยต้นไม้มงคลและดอกไม้นานาพัน ล้อมรอบเมื่อเข้ามาในตำหนักพบกับสิ่งของล้ำค่ามากมายแสดงถึงฐานะทางสังคมที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวย
"ท่านพี่ นางให้ข้ากราบเท้านางศักดิ์ศรีข้าไม่เหลือแล้ว" เสิ่นอ้ายพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจกับผู้สูงศักดิ์
เสิ้นฮองเฮา นั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่ง ในมือถือหนังสืออ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉยปล่อยให้หญิงสาวใบหน้างดงามผู้เป็น้องสาวคนเล็กโวยวายเกี่ยวกับฮูหยินหลิวผู้นั้น
"ท่านพี่ท่านทำอะไรจ้าวอันหรานผู้นั้นไม่ได้เลยหรือเ้าคะ" เสิ่นอ้ายถามพี่สาวผู้สูงศักดิ์ของตนเองด้วยสีหน้าโกรธแค้นสตรีที่ว่า
"น่ารำคาญจริง เสิ้นอ้าย ข้าจะอ่านหนังสือ"
"ท่านพี่!ท่านจะให้สตรีตระกูลจ้าวหยามเกียรติพวกเราตระกูลเสิ่นเช่นนี้หรือเ้าคะ"
เสิ้นฮองเฮามองน้องสาวตัวเองด้วยสายตาเรียบนิ่งพลางวางหนังสือและลุกขึ้นนั่งดีๆ ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์นางไม่เคยถูกใครหยาบเกียรติโดยเฉพาะสามัญชน ต่อให้เป็ท่านหญิงที่ไทเฮาโปรดปรานเพียงใดแม้จะเป็คนที่ฮ่องเต้สนิทด้วยมากเพียงใด ถ้ามาลูบคมนางก็จะเอาคืนให้สาสม
"เสิ้นอ้าย อย่าใช้คำว่าหยามเกียรติตระกูลเสิ่นนางหยามเ้าต่างหาก"
"ท่านพี่!"
"คนอย่างจ้าวอันหรานจัดการไม่ยากหรอกแต่ก็เป็คนที่ข้าไม่อยากมีเื่ด้วย" เสิ่นฮองเฮาไม่ได้กล่าวดุด่าน้องสาวแต่กลับพูดออกมาอย่างเรียบนิ่ง สตรีที่อยู่เหนือสตรีทุกคนในแคว้น แม้จะไม่ยอมรับแต่จ้าวอันหรานก็เป็คนที่นางไม่อยากยุ่ง ไม่ใช่เพราะนางเป็ท่านหญิงแต่เพราะนางเป็คนของตระกูลจ้าวต่างหาก
"ท่านจะให้ข้าเป็อนุไปเรื่อยๆ หรือเ้าคะพี่สาวเป็ถึงมารดาของแผ่นดินแต่น้องสาวกลับเป็แค่อนุต้อยต่ำเช่นนี้"คนที่เป็พี่สาวถอนหายใจให้กับคำพูดของน้องสาวเพราะนางเป็น้องคนเล็กถึงถูกตามใจจนเสียนิสัย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
"แล้วหลิวซือิผู้นั้นรับปากเข้าร่วมกับพวกเราหรือไม่"
เสิ่นฮองเฮาถามสิ่งที่สำคัญกว่า
สาเหตุนั้นก็ไม่ยาก เพราะองค์รัชทายาทคนปัจจุบันไม่ใช่บุตรที่เกิดจากนางแต่เป็บุตรของฮ่องเต้และไท่จือเฟยที่หายตัวไปก่อนที่ฮ่องเต้จะได้ขึ้นบัลลังก์ยามนั้นนางเป็เพียงภรรยารองขององค์รัชทายาท
"แน่นอนเ้าค่ะไม่เช่นนั้นคงไม่พาข้าเข้าจวนหรอก" นั่นก็ไม่ผิด หากไม่เอาด้วยหลิวซือิก็คงจะไม่หลงกลของเสิ่นอ้ายง่ายๆ เช่นนั้น ทั้งยังพาเสิ้นอ้ายตบแต่งเป็อนุหยามหน้าจ้าวอันหรานทั้งที่ใครต่อใครคิดว่าจ้าวอันหรานจะเป็ภรรยาเดียว
เป็บุรุษที่โลภมากเสียจริง ตระกูลจ้าวก็จะเอา ตระกูลเสิ้นก็จะเอา นั่นคือสิ่งที่เสิ้นฮองเฮาคิด
"คลอดลูกของเ้าให้ปลอดภัยถึงเวลานั้นก็จัดฉากนิดๆ หน่อยๆ หากนางมีความผิดที่ประจักษ์ข้ามั่นใจว่าตำแหน่งท่านหญิงของนางก็ปกป้องนางไม่ได้แล้ว"
"พี่หญิงฉลาดยิ่งเ้าค่ะ!"
เสิ้นฮองเฮามองน้องสาวพลางยกยิ้มหากแต่มันเป็ยิ้มเหยียดดูถูกหาใช่ความรักใคร่แบบพี่น้องไม่
#####