“วิถีกระบี่เหยียนปิง! หนึ่งกระบี่พิชิตโลกา…”
เขากล่าวเสียงเบา แต่กึกก้องในห้วงจิต ปราณกระบี่ทั้งร้อยสาย พลันหลอมรวมกลายเป็กระบี่มหึมา แหวกเมฆาออกมาเยี่ยงขุนเขาเทพถล่มนภา เงากระบี่ทอดยาวจากท้องนภาจรดปฐี
ครืนนนน!!!
กระบี่ขาว พุ่งลงเบื้องล่าง ชางไห่ทรุดลงทันใด เพียงแแค่แรงกดดันจากเงากระบี่ ก็เกือบสังหารเขาให้ตายทั้งยืน เส้นผมปลิวไสว โลหิตซึมออกมาจากมุมปากอย่างอเนจอนาถ
“ชางไห่… บัดนี้เ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง?!”
“จงสมนึกเสียใจ! อยู่ในก้นบึ้งแห่งห้วงลึกจิตใจ ของเ้าเสียเถอะ…”
เสียงนี้คือสิ่งสุดท้ายที่ชางไห่รับรู้ ก่อนจิตสำนึกจะดับวูบลงในความมืดมิดไร้ก้นบึ้งราวกับจมลงสู่ห้วงรัตติกาลไม่มีสิ้นสุด
…
เมื่อการต่อสู้จบลง จ้าวจื่ออวิ๋นลอยร่างลงจากห้วงเวหา เท้าเหยียบลงบนพื้นสังเวียนอันแตกร้าวโดยมีร่างของชางไห่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ใต้ฝ่าเท้า โดยที่เปลวเพลิงยังคุกรุ่นรอบตัว แต่จ้าวจื่ออวิ๋นกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองอีกฝ่าย
ซึ่งจ้าวจื่ออวิ๋น มิได้ปลิดชีพอีกฝ่าย ค่ายกลเป็ตายจึงยังคงครอบคลุมพื้นที่อยู่เช่นเดิม มิได้สลายหายไปเหมือนทุกครั้งที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกสังหาร
“หึ! ถ้าหากเ้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ การสังหารเ้าก็ไร้ความหมาย!…”
ฝูงชนโดยรอบต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความงุนงง ประหนึ่งคำถามมากมายถูกขับเคลื่อนอยู่ในใจ ว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงไม่ลงมือสังหารชางไห่ ทั้งที่โอกาสอยู่ในมือแล้วแท้ๆ มิหนำซ้ำหากปล่อยไว้เยี่ยงนี้ เขาก็จะไม่อาจออกมาจากค่ายกลเป็ตายได้
ท่ามกลางความสงสัยที่เงียบสงัด
จ้าวจื่ออวิ๋นพลางยกมือขึ้นช้าๆ จรดปลายนิ้วไปยังอากาศเบื้องหน้า พลันปรากฏอักขระสีขาวนวลเปล่งแสงละมุนออกมาเหมือนกับแสงจันทราในราตรี
อักขระเ่าั้แผ่ขยายไปทั่วบริเวณ ก่อนจะฉีกกระชากอักขระเพลิงของค่ายกลเป็ตายให้แยกออกเป็ช่องว่างขนาดใหญ่ประหนึ่งผ่าม่านฟ้ากลางวันแสกๆ
จ้าวจื่ออวิ๋นสืบเท้าก้าวออกมาจากช่องว่างแห่งค่ายกลด้วยสีหน้าเรียบสงบ ราวกับมิใช่เื่ใหญ่หลวงอันใด
หากแต่ การกระทำของเขา กลับเป็เหตุให้ฝูงชนต้องตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ
แม้แต่ ผู้ที่อยู่เหนือคนนับพัน แต่อยู่ใต้เพียงคนผู้เดียว อย่างผู้าุโใหญ่ แห่งสำนักอัคคีวายุ ซ่างอู่ เขาถึงกับเผยสีหน้าเสียอาการอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต
“แม้แต่ค่ายกลเป็ตายที่ทูต์แห่งวิหารเซียนเป็ผู้สร้าง ยังถูกเด็กหนุ่มผู้นี้ทำลาย?…”
“เขาเป็ใครกันแน่! ขุมพลังอำนาจใดที่หล่อเลี้ยงอัจฉริยะเช่นนี้ออกมาได้…” าุโซ่างอู่อุทานในลำคอเสียงแ่เบา ด้วยใบหน้าซีดเผือด
ทันใดนั้นเอง…
กึกก! กึกก! กึกก! กึกก! กึกก! ...
เสียงฝีเท้าในชุดเกราะทองคำหนักอึ้ง พลันดังขึ้นพร้อมกันทั่วลานประลอง
จอมยุทธ์ชุดเกราะทองคำพร้อมกองกำลังในเครื่องแบบประจำวิหารเซียนจำนวนนับร้อย พุ่งปราดเข้าล้อมสังเวียนไว้อย่างแ่า
บุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะทองคำสง่างามก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาเปล่งรังสีเย็นเยียบ ชักกระบี่ออกมาชี้ตรงไปยังจ้าวจื่ออวิ๋น
“ข้ามีนามว่า ชิงเหอ ขุนพลทองคำแห่งวิหารเซียน!”
“รับบัญชาโดยตรงจากทูต์… เพื่อจับกุม จ้าวจื่ออวิ๋น! ฐานฝ่าฝืนกฎการประลองเป็ตาย!”
เสียงของเขาดังประหนึ่งอสนีบาต ทำให้ผู้ชมโดยรอบตกตะลึงจนเงียบกริบ แทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง
จ้าวจื่ออวิ๋นหรี่ดวงตาแคบลง สายตาเฉียบคมจับจ้องไปยังบุรุษผู้สวมชุดเกราะทองคำ ที่กำลังชี้ปลายกระบี่มาทางเขา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น
“หึ! ท่านชิงเหอ... ช่วยคลายความคลางแคลงใจของข้า จะได้หรือไม่?…”
เสียงของจ้าวจื่ออวิ๋นเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความเยือกเย็นแต่แฝงความหนักแน่นในถ้อยคำ
“การที่ข้ามิได้สังหารชางไห่… วิหารเซียนย่อมไม่สูญเสียผลประโยชน์ ใช่หรือไม่?!”
ชิงเหอได้ยินคำกล่าวนั้น พลางปรายตามอง ไม่แสดงอารมณ์ใดตอบกลับ
แต่กลับยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย โบกเบาๆ เป็สัญญาณที่ดูราวกับไร้น้ำหนัก หากแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจสั่งการ
นักรบในชุดเกราะเพลิง ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เื้ัชิงเหอ ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาเ็าไร้แววชีวิต
ชิ้งงงงงง!!!
เสียงกระบี่ดังสนั่นฟ้า ดั่งเสียงเรียกแห่งความตาย ปลายกระบี่สีโลหิตสะท้อนแสงสุริยันต์เป็ประกายวาววับ
ในพริบตาเดียว...
ฉัวะ!!!
ชางไห่ ซึ่งนอนสลบเหมือดอยู่กับพื้น มิทันรู้สึกตัวหรือได้สำนึกใดๆ ศีรษะของเขาถูกฟันขาดจากบ่าอย่างไร้เมตตา กลิ้งไปบนพื้นหินเย็นเฉียบ ดวงตายังเบิกโพลง มิรู้แม้แต่วินาทีสุดท้าย ว่าตนกระทำอันใดผิด ถึงได้ถูกสังหารเยี่ยงนี้
…
…
บรรยากาศทั่วทั้งลานประลอง พลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งเอื้อนเอ่ยขึ้น
“ยังมีสิ่งใด ที่เ้ายังกังขาอยู่ อีกหรือไม่?…”
ชิงเหอกล่าวเสียงต่ำ ราบเรียบประหนึ่งลมราตรี หากแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันราวขุนเขา ก่อนจะตวาดลั่น
“นำตัวไป!…”
น้ำเสียงคำสั่งของเขาดังสะท้านฟ้า
ทันทีที่สิ้นเสียงของชิงเหอ กองกำลังนักรบเพลิงแห่งวิหารเซียนเื้ั พลันกรูเข้าไปพร้อมกันล้อมรอบจ้าวจื่ออวิ๋นทันใด
เงาแห่งอำนาจและการตัดสิน พลันปกคลุมไปทั่วทุกทิศ เบื้องหน้าไม่มีทางถอย เื้ัไร้ที่พึ่งพิง แต่เขามิได้ขัดขืนแต่อย่างใด เพียงทอดสายตามองรอบด้านอย่างไร้อารมณ์
ผู้าุโซ่างอู่ ที่ยืนอยู่เบื้องสูงได้แต่ทอดถอนใจยาว
“อัจฉริยะหาใดเปรียบในรอบร้อยปีเช่นนี้!…”
“กลับต้องพบจุดจบในคุกวิหารเซียน… เกรงว่าโลกจะต้องสูญเสียผู้ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้าไปเสียั้แ่ตอนนี้แล้ว…”
เจียวหรงที่ยืนอยู่ไกลๆ หรี่ตาแคบลง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“เหตุใดเขาจึงไม่หนีเล่า? ข้ายังมั่นใจว่า… เขายังมิได้ลงมืออย่างเต็มกำลัง ก็สยบชางไห่ได้อย่างง่ายดาย... “
“หากทุ่มเทพลังออกไปทั้งหมด… แม้แต่ชิงเหอ ที่อยู่ระดับนภาคราม! ก็ยังไม่แน่หรอกว่า…จะทำลาย วิชากระบี่เมื่อครู่ของจ้าวจื่ออวิ๋น ได้หรือไม่?”
“จ้าวจื่ออวิ๋น เ้ามีแผนการใดกัน?…”
เสียงของเจียวหรงยังดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา ในขณะที่ร่างของเขาพลันหายไปจากตรนั้นอย่างไร้ร่องรอย จนไม่มีใครสังเกตถึงความผิดปกตินี้แม่แต่คนเดียว
…
ภายใต้การนำของขุนพลทองคำ ชิงเหอ
จ้าวจื่ออวิ๋นถูกกองกำลังนักรบเพลิงจำนวนร้อยคน พาตัวตรงไปยังวิหารเซียน ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่เบียดเสียดตามดูอยู่ห่างๆ
ไม่มีใครกล้าเอ่ยเสียงดัง มีเพียงเสียงกระซิบแ่เบาอยู่ในมุมลับสายตา ความอึดอัดพลันแผ่ซ่านทั่วอากาศ
“ชิงเหอผู้นี้… ฆ่าคนไม่กระพริบตา! แม้แต่ขุนพลวิหค อย่างชางไห่ เขายังไม่ละเว้น…”
“จ้าวจื่ออวิ๋นผู้นี้ ช่างโชคร้ายยิ่งนัก… เกรงว่าครานี้ คงยากที่จะเลี่ยงความตาย…”
“ล่วงเกินผู้อื่นก็อีกเื่… แต่นี่ เขากลับล่วงเกิน ทูต์ คงจะไม่ตายดี กระมัง!”
“เ้าไม่รู้อะไร!… มีข่าวหนาหูมาว่า แขกที่มาจากต่างดินแดน แท้จริงแล้วคือ หลานสาวของท่านทูต์…”
“อา… เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ในสายตาหลานสาว เลี่ยงมิให้เห็นด้านที่โหดร้าย ไม่แน่ว่า… ทูต์ อาจจะละเว้นโทษตายให้กับ จ้าวจื่ออวิ๋น!…”
ประตูศิลาแกะสลักลวดลายหงเพลิงบานั์ของวิหารเซียนค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงใหญ่ภายในอันงดงามราวแดน์
เสาหินสีแดงฉานตั้งเรียงรายทอดยาวจนสุดสายตา แต่ละต้นแกะสลักลวดลายเทพเซียนโลดแล่นบนเมฆา มีหยกิญญาส่องแสงระยิบระยับฝังอยู่ทุกชั้นของแท่นฐาน
ทันทีที่จ้าวจื่ออวิ๋นถูกนำตัวมายังที่แห่งนี้ แรงกดดันบางอย่าง พลันกดร่างของเขาให้คุกเข่าลงกับพื้น
เขาเพียงแหงนมองไปยังเบื้องหน้าสุดของห้องโถง ซึ่งบัลลังก์วิจิตรแกะสลักจากผลึก์ตั้งตระหง่านอยู่ ภายในนั้นมีพลังสะท้านปฐีบางอย่างเร้นกายอยู่เงียบ ๆ
บนบัลลังก์นั้น...
มีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทางอันสูงส่ง ชุดคลุม์สีแดงเพลิงประดับด้วยอักขระทองคำแผ่รัศมีบางเบาราวหมอก์
ั์ตาคู่นั้นคมกริบดุจคมกระบี่ เมื่อทอดมองลงมายังจ้าวจื่ออวิ๋นเพียงปรายตาเดียว กลับให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งกำลังทอดพระเนตรปุถุชนอันต่ำต้อย
ทันใดนั้น...
“เ้ารู้ความผิดหรือไม่?”
เสียงกึกก้องเปี่ยมด้วยอำนาจดังลงมาจากเบื้องสูง คำถามสั้นแต่แฝงด้วยแรงกดดันอันรุนแรง ราวอสนีบาตฟาดลงกลางใจ