บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีร่างของหญิงสาวสองคนกำลังตระเตรียมทำพิธีอะไรบางอย่างด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง ถึงแม้อายุของพวกนางจะเลย่วัยกลางคนไปแล้ว แต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์เนื่องจากบรรลุขั้นบำเพ็ญเพียรั้แ่ยังอายุน้อย
ชุดนักพรตสีดำประกอบด้วยดวงดาวนับร้อยอันเป็เอกลักษณ์ของสำนักดารากระจ่างพลิ้วไหวไปตามลม ในขณะที่เฉินม่อไป๋กำลังนั่งลงขจัดอารมณ์ในจิตใจเพื่อเตรียมทำพิธี นางก็พลันรู้สึกได้ถึงความเ็ปสายหนึ่งกลางอก
นางไม่อาจฝืนความเ็ป ทำได้เพียงคุกเข่าลงกับพื้น ดวงตาสีดำขลับเหลือบมองไปยังทิศทางนั้นอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นร่างของศิษย์เอกค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็ปีศาจน่าเกลียดตนหนึ่ง ใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ดวงตาของมันแดงฉานราวกับเื ฟันและเล็บยาวแหลม ร่างกายสีเทาขุ่น กลิ่นอายความตายคละคลุ้ง ลักษณะแบบนี้มัน...
ปีศาจแปลงกาย!
ปกติแล้วััของนางไวต่อพวกปีศาจเป็พิเศษ เพียงแตู่เาลูกนี้กลิ่นอายความตายคละคลุ้งไปทั่ว พลังในการจับััจึงค่อนข้างสับสน อีกทั้งปีศาจที่สามารถแปลงกายและกลบกลิ่นอายได้แเีจนถึงขั้นนี้อย่างไรก็ต้องเป็ปีศาจระดับสูงแน่นอน!
เสียงหัวเราะแหบแห้งน่าขนลุกแว่วมาตามลม มันย่างกรายเข้ามาใกล้นางเรื่อย ๆ
"เ้าทำอะไรลู่อิง!" เฉินม่อไป๋กัดฟันต่อความเ็ป นางพยายามใช้พลังิญญาขับพิษจากกรงเล็บปีศาจที่แผ่กระจายในร่างให้จางลงไป
"นางมนุษย์ป่าเถื่อนนั่นน่ะหรือ บัดนี้ลงไปอยู่ในท้องข้าเรียบร้อยแล้ว" ปีศาจแปลงกายแสยะยิ้มให้เห็นเขี้ยวสีดำน่าสยดสยอง กว่ามันจะสามารถปราบศิษย์เอกของมนุษย์ผู้นี้ได้ก็ต้องเปลืองแรงไปไม่น้อย แต่แลกกับการใช้ร่างนี้ตบตามนุษย์ตรงหน้าให้ตายใจก็คุ้มค่าทีเดียว
ภายในป่าด้านหลังของมันปรากฏร่างของปีศาจระดับสูงนับสิบตนเดินออกมา ในมือของปีศาจแปดในสิบถือศีรษะของคนที่นางคุ้นตาเป็อย่างดีเอาไว้
คนเหล่านี้คือศิษย์ที่รับหน้าที่เฝ้าด้านล่างูเาเพื่อให้นางเพื่อทำพิธีขับไล่ความชั่วร้าย
"ชั่วช้า!" เฉินม่อไป๋ไม่เคยรู้สึกโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อน นางโกรธจนกระอักเืออกมาคำโต
ปีศาจแปลงกายหัวเราะ คำด่าว่าหรือคำสาปแช่งสำหรับพวกปีศาจนั้นนับว่าเป็อันใดไปได้นอกจากคำชมกันเล่า?
เฉินม่อไป๋มองดวงตาที่เบิกโพลงไม่อาจหลับลงของลูกศิษย์ก็ตัวสั่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว พวกนางคือเด็กกำพร้าที่เฉินม่อไป๋เก็บมาเลี้ยงทั้งสิ้น นางคอยสั่งสอนและเฝ้าดูการเติบโตมานับสิบปี การได้มาเห็นภาพนี้ทำให้หัวใจของนางแทบหลั่งออกมาเป็สายเื
นางไม่ใช่นักพรตที่ละทิ้งอารมณ์ความเป็มนุษย์แล้วเดินทางเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรเป็เทพเซียนเต็มตัวอย่างเ้าสำนักดารากระจ่างรุ่นก่อน ๆ ดังนั้นจึงยังมีอารมณ์ความรู้สึกแรงกล้า ยามที่ทำพิธีกรรมจึงต้องเตรียมการตัดขาดโลกภายนอกเพื่อขจัดความรู้สึกก่อนเสมอ
แต่กับการปราบปีศาจแล้ว ความรู้สึกนึกคิดนี่แหละที่จะเป็แรงผลักดันให้พลังแข็งกล้าขึ้น โดยเฉพาะความเกลียดชังและโกรธเกรี้ยว
เฉินม่อไป๋ท่องอาคมครู่หนึ่งพลังของนางก็ถูกสูบออกไป พลังเ่าั้ควบแน่นเป็ไม้คทาเก้าห่วงสิบกระดิ่งอันหนึ่ง
แสงเรืองรองจากไม้คทาและเสียงกระดิ่งทำให้ปีศาจทั้งหมดกรีดร้องโหยหวน ปีศาจแปลงกายเห็นท่าไม่ดีจึงคิดหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหนึ่งครั้ง ร่างของมันก็เ็ปราวกับถูกฉีกออกเป็ชิ้น ๆ
เสียงกระดิ่งแต่ละครั้งส่งผลให้ร่างกายของปีศาจแต่ละตนปริแตก พวกมันเ็ปจนต้องกรีดร้องครวญครางขอชีวิต
เฉินม่อไป๋มองภาพนั้นด้วยใบหน้านิ่งสงบ แต่ในใจกลับเกิดระลอกคลื่นความโกรธเกรี้ยวไม่มีที่สิ้นสุด
หญิงสาวฝืนพยุงตัวไปเก็บศีรษะของศิษย์ทั้งแปดขึ้นมาอย่างยากลำบาก
หลังจากนำศีรษะพวกนางไปวางบนแท่นพิธี หญิงสาวก็หยิบมีดเดินตรงไปยังร่างของปีศาจแปลงกาย
ดวงตาของเฉินม่อไป๋เย็นเหยียบ มือกำมีดอาคมค่อยๆ กรีดท้องปีศาจแปลงกายออกมาควานหาสิ่งที่้า เสียงร้องโหยหวนของปีศาจไม่อาจทำให้นางแสดงความสงสารเห็นใจเลยแม้แต่น้อย
ใช้เวลาเพียงไม่นาน มือเรียวก็บรรจงหยิบชิ้นส่วนร่างกายของศิษย์เอกขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
เมื่อได้สิ่งที่้า เฉินม่อไป๋ก็ไม่สนใจปีศาจเหล่านี้อีก นางไม่ได้จัดการพวกมันแต่ปล่อยให้เป็หน้าที่ของคทาิญญาในลงทัณฑ์
ให้ปีศาจเหล่านี้ลิ้มรสความเ็ปเสียบ้าง
เฉินม่อไป๋เดินกลับไปที่แท่นพิธีซึ่งก่อนหน้านี้มีของประกอบพิธีมากมายวางไว้ ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็ศีรษะหญิงสาวแปดคนแทน
นางวางอวัยวะชิ้นส่วนของศิษย์เอกอย่างเบามือก่อนจะนั่งลงขจัดอารมณ์ความรู้สึกในใจแล้วเริ่มทำพิธี
หลังขจัดอารมณ์จนหมดสิ้น ความรู้สึกนึกคิดของนางก็พลันว่างเปล่า จากนั้นริมฝีปากก็เริ่มขยับท่องบทสวดส่งิญญาอย่างเลื่อนไหล
พวกนางถูกปีศาจฆ่าตาย ดังนั้นจึงไม่ใช่การตายแบบธรรมชาติ ดวงิญญาถูกจองจำในความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด เฉินม่อไป๋ต้องรีบนำทางดวงิญญาของทุกคนให้เดินไปในแสงสว่าง หากไม่เช่นนั้นจะสายเกินแก้
หญิงสาวพบเจอเห็นการณ์มามากมาย จึงรู้ว่าดวงิญญาของผู้ที่ถูกปีศาจฆ่านั้นยากที่จะไปเกิดใหม่ได้ บางครั้งก็หลงลืมตัวตนในยามมีชีวิตไป ทำให้กลายเป็ิญญาร้ายจ้องแต่จะสร้างบาปกรรมเพิ่มพูนให้ตนเองหรือไม่ก็ก่อเกิดร่างใหม่ กลายเป็ปีศาจที่ชั่วร้าย
ในมิติว่างเปล่า ดวงิญญาของหญิงสาวทั้งเก้าคนหลงทางอยู่ม่านหมอกสีดำ พวกนางหลงทางอยู่ที่นี่มานาน เนื่องจาก่ระยะเวลาสั้น ๆ ในโลกภายนอกกลับยาวนานในโลกแห่งนี้
หมอกสีดำคอยกัดกินดวงิญญาของพวกนางราวกับเป็อาหารอันโอชะ ทำให้ดวงิญญาสีขาวบริสุทธิ์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ขุ่นมัว
ดวงิญญาทั้งเก้ากรีดร้องออกมาอย่างไม่ยินยอม พวกนางเป็นักพรตย่อมรู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง แต่กลับควบคุมอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
นี่หรือความเ็ปจากการถูกปีศาจสังหาร? หากพวกนางเป็เพียงคนธรรมดาคงทนไม่ไหวและกลายเป็สิ่งชั่วร้ายไปนานแล้ว
ในขณะที่กำลังหมดหวัง มืออบอุ่นของใครบางคนก็จับจูงพวกนางให้ออกมาจากหมอกหนา
นั่นคือเฉินม่อไป๋ที่แบ่งดวงิญญาของตนเองออกเป็เก้าส่วนเพื่อนนำทางให้พวกนาง
"มาทางนี้"
หลังจากได้ยินเสียงอบอุ่นที่คุ้นเคย สติก็พลันแจ่มใส ดวงิญญาของหญิงสาวทั้งเก้าเต็มไปด้วยความตื้นตันและเศร้าหมองไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อเดินมาจนถึงแสงสว่าง ดวงิญญาของพวกนางก็ถูกชำระล้างจากความมืดที่ติดตัวมา
เฉินม่อไป๋มองภาพนั้นก่อนจะคลี่ยิ้ม พวกนางปราบมารร้าย ช่วยเหลือคนมามากมาย สั่งสมบุญมาไม่น้อย แสงแห่งสรรพชีวิตจึงยอมช่วยเหลือชำระล้างดวงิญญาให้กลับมาบริสุทธิ์ดังเดิม หากไปเกิดใหม่ในภายภาคหน้าจะได้ไม่มีชะตากรรมที่ยากลำบากมากนัก
เฉินม่อไป๋ยืนส่งร่างดวงิญญาของหญิงสาวทั้งเก้าด้วยความห่วงใย
"ภพชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป ข้าขอให้พวกเ้ามีครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข"
ราวกับคำขอของเฉินม่อไป๋ได้รับการยอมรับ ดวงิญญาที่ล่องลอยในห้วงกระแสชีวิตของหญิงสาวทั้งเก้าถูกพลังเบาบางห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้นหนึ่งขณะรอส่งไปเกิดใหม่
เมื่อส่งิญญาของลูกศิษย์ทั้งหมดแล้ว เฉินม่อไป๋ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกระอักเืออกมาคำโต พลังที่สูญเสียไปทำให้นางอ่อนแออย่างถึงที่สุด แต่กระนั้นนางก็ยังไม่สามารถพักได้ในตอนนี้
หญิงสาวใช้พยายามเค้นพลังที่เหลืออยู่น้อยนิดส่วนหนึ่งในการสั่งคทาให้ลงมือสังหารปีศาจทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี
ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกคือนางปรานีมากแล้ว หากปีศาจถูกิญญาของวิเศษฆ่าตายก็นับว่าเป็การชำระล้างดวงิญญาที่แปดเปื้อนเพื่อจะได้ไปเกิดใหม่นั่นเอง
แต่จะไปเกิดเป็อะไรนั้น...ก็แล้วแต่เวรกรรมในชาตินี้จะกำหนด
หลังจากทุกอย่างจบลง เฉินม่อไป๋ก็นั่งเงียบๆ ในลานพิธีอยู่ครู่หนึ่ง พิษจากกรงเล็บปีศาจจะแผ่กระจายไปทั่วร่าง พลังส่วนสุดท้ายที่เหลือนั้นไม่สามารถขจัดพิษได้หมด ดังนั้นเฉินม่อไป๋จึงไม่อยากใช้ให้สิ้นเปลืองเกินไป เพียงแต่คิดว่าควรนำมันไปทำประโยชน์อะไรดี
ดวงตาจ้องมองชิ้นส่วนอวัยวะของศิษย์สายในของตนเองอย่างเหม่อลอย เนิ่นนานกว่าจะคิดออกว่าทำไมตนเองจึงอยู่ที่นี่
ใช่แล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อทำพิธีชำระล้างไอความชั่วร้ายออกไปจากูเา...
มือเรียวหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งขึ้นมาลูบคลำอย่างทะนุถนอม พลังตบะของนางเหลือไม่พอให้ทำพิธี ได้แต่พึ่งพาของสิ่งนี้แทนเท่านั้น
หญิงสาวสูดหายใจเข้าก่อนจะใช้มือขุดดินลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่ร่างกายที่เริ่มไม่ไหวนี้จะทำได้
เมื่อไม่มีแรงขุดอีกต่อไป เฉินม่อไป๋ก็วางป้ายหยกลงในหลุมแล้วส่งพลังทั้งหมดไปเปิดใช้งาน ทันใดนั้น กลิ่นอายความตายในรัศมีของป้ายหยกถูกดูดซับไปจนหมดไม่เหลือ บรรยากาศที่เคยเงียบสงบวังเวงก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น
หลังจากกลบฝังป้ายหยกแล้ว เฉินม่อไป๋ก็ทนไม่ไหวในที่สุด นางอยู่ในท่านั่งก่อนจะโน้มตัว โอบกอดชิ้นส่วนมนุษย์บนโต๊ะพิธีพร้อมกับหลับตาลงอย่างเชื่องช้า
ขณะนี้ดวงิญญาของเฉินม่อไป๋กำลังมองร่างของตนเองด้วยสายตาไม่บ่งบอกสิ่งใด ไม่มีความเสียดายชีวิตในใจเลยแม้แต่น้อย มนุษย์ก็เป็เช่นนี้ มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย จากนั้นก็กลายเป็พลังงานกลุ่มเล็กๆ ที่ทำให้โลกใบนี้หมุนเวียนต่อได้
เฉินม่อไป๋เข้าถึงแก่นความเข้าใจในโลกไม่นานก็มีแรงฉุดกระชากไปสถานที่แห่งหนึ่ง แต่กลับมีพลังอำนาจลึกลับคอยดึงรั้งนางเอาไว้ ทำให้ดวงิญญาของหญิงสาวถูกทั้งสองฝั่งฉุดกระชากไปมา จนกระทั่งแตกออกเป็ส่องส่วน
ส่วนหนึ่งผูกติดกับสถานที่ตายอย่างโดดเดี่ยว
อีกส่วนหนึ่งได้ไปเกิดใหม่แต่สติกลับไม่สมประกอบ