บทที่ 25 ทำไมถึงพูดไม่เข้าใจสักที!?
ลู่เฉิงเหวินก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อพิจารณาถึงหนทางการแก้ไขปัญหา
ทว่าท่าทีเช่นนั้นทำให้เจี่ยงซือหานยิ่งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม
ผู้ชายคนนี้... เป็อะไรไปแล้ว ฉัน... ฉันอยากจะบ้าตาย!
เขาพยายามหาทางช่วยฉัน!? ช่วยคิดหาวิธีรักษาแม่ของฉันงั้นเหรอ!?
และดูเหมือนว่าเขาจะสามารถพยากรณ์เื่ราวในอนาคตได้!
นี่มันอะไรกัน? ผู้ชายคนนี้คิดฟุ้งซ่านไปเองรึเปล่า?
ลู่เฉิงเหวินครุ่นคิดอยู่นานมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจรอดูสถานการณ์ไปก่อน
‘ถ้าฉันคอยดูสถานการณ์อยู่นิ่ง ๆ หลงอ้าวเทียนที่เป็พระเอกก็น่าจะมีโอกาสตีสนิทเจี่ยงซือหาน เมื่อพวกเขาสองคนได้อยู่ใกล้ชิดกัน ได้พูดคุยกัน ก็สามารถพูดถึงอาการป่วยของแม่ซือหานได้’
‘ใช่ แบบนี้ถูกต้องแล้ว!’
‘พอถึงเวลานั้น ต่อให้ฉันไม่ต้องทำเื่บัดสีบัดเถลิงกับซือหาน หลงอ้าวเทียนก็ยังคงจะช่วยรักษาแม่ของซือหานอยู่ดี และหลังจากนั้นฉันก็ให้เขาพาเจี่ยงซือหานกลับไปอยู่กับเขา!’
‘ฉันนี่มันสมองอัจฉริยะจริง ๆ!’
เมื่อตรึกตรองจนได้วิธีแล้ว ลู่เฉิงเหวินก็ยิ้มให้เจี่ยงซือหานด้วยความโล่งใจ
“ซือหาน”
“คะ? คะ... ประธาน ประธานลู่”
“ไม่ต้องกลัว เอ่อ... ผม... คือ... เมื่อก่อนนี้... เอ่อ ขออภัยอย่างสูง...”
เจี่ยงซือหานแอบคิดในใจว่านี่มันเื่บ้าอะไร?
ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ดูตื่นกลัวยิ่งกว่าตนเองซะอีก? นี่ไม่ใช่สไตล์ของคุณชายใหญ่แห่งตระกูลลู่เลยสักนิด!
วันนี้เขาเป็อะไรไป? ทำไมถึงทำท่าทีหวาดกลัวถึงขนาดนี้?
หลังลู่เฉิงเหวินหวนนึกถึงเื่ที่ ‘ตนเอง’ ทำลงไปในอดีตแล้ว เขาก็ทั้งรู้สึกสำนึกผิดและละอายแก่ใจจนหน้าแดงก่ำ อีกทั้งยังพูดจาตะกุกตะกัก
เจี่ยงซือหานพูดอย่างร้อนตัว “ประธานลู่คะ ดิฉันทำหน้าที่บกพร่องใช่ไหมคะ? ถ้าใช่ ท่านต่อว่าดิฉันได้เลยนะคะ!”
“ฮะ? เปล่า เปล่า!”
ลู่เฉิงเหวินรีบพูด “คุณเป็เลขาที่เก่งมาก รอบคอบ และทำงานดี แต่ผมสิ... เอ่อ ผมขอพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มรีบพูดต่อ “ในอดีตผมมันชั่วช้าเลวทราม ไม่เคยทำดีต่อคุณเลยสักนิด คุณอย่าถือโทษโกรธเคืองผมเลยนะ ผมผิดไปแล้ว! คุณต้องโกรธผม แบบนี้สิถึงจะดีต่อทุกฝ่าย คือ... ผมอยากจะขอให้คุณยกโทษ...ไม่ใช่สิ! ดีที่สุดคือคุณอย่ายกโทษให้ผมเด็ดขาด ไม่งั้นบทแตกแน่”
ลู่เฉิงเหวินรู้สึกว่าตัวเองพูดผิด ๆ ถูก ๆ ไม่เข้าท่า
“ยังไงก็ช่างเถอะ คุณจะโกรธผมก็ได้ เพราะคุณก็ควรจะโกรธผมอยู่แล้ว”
เจี่ยงซือหานฝืนยิ้มออกมา “ประธานลู่พูดเป็เล่นไปได้ค่ะ ดิฉันจะโกรธท่านได้ยังไง? ฉันซะอีกที่ต้องขอบคุณท่านที่ให้โอกาสฉันได้ทำงานมานานหลายปี”
[คำพูดแบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เชื่อ คุณไม่แอบแช่งผมให้โดนรถทับในใจก็ถือว่าบุญแล้ว!]
เขาฝืนหัวเราะ “ผมรู้ว่าคุณเจออุปสรรคในชีวิต ไม่งั้นก็คงลาออกไป ไม่มาทำงานกับผมนานแล้ว...”
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็เจี่ยงซือหานหรือลู่เฉิงเหวิน ต่างก็ไม่เชื่อคำพูดของฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิด
เจี่ยงซือหานพูดด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว “ดิฉันจงรักภักดีต่อประธานลู่มาโดยตลอดค่ะ ไม่เคยคิดจะไปทำงานที่อื่นแม้แต่น้อยเลย”
ลู่เฉิงเหวินอึดอัดและลำบากใจ
เธอเป็หนึ่งในบรรดาผู้หญิงของหลงอ้าวเทียน เขาไม่อาจทำผิดหรือคิดร้ายต่อเธอ และไม่อาจใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอมากเกินไปนักด้วย
“เอางี้ นับแต่วันนี้เป็ต้นไป คุณลางานได้”
เจี่ยงซือหานใ เธอรีบพูดออกไปทันที “ประธานลู่คะ ดิฉันผิดไปแล้วค่ะ ดิฉันขอร้อง ท่านอย่าปลดดิฉันออกเลยนะคะ ฉัน... ้างานนี้มากจริง ๆ ค่ะ!”
หญิงสาวแทบจะร้องไห้ ทำให้ลู่เฉิงเหวินต้องรีบพูด “เอาอย่างนี้ ผมจะให้เงินเดือนคุณเพิ่มอีกเท่าหนึ่งโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย”
“ประธานลู่ ดิฉันขอร้องละค่ะ อย่าทำแบบนี้เลย ต่อไปฉันจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น...”
“ไม่ใช่อย่างงั้น! คุณได้ฟังที่ผมพูดหรือเปล่า? ผมบอกว่าคุณได้เงินโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย ได้เงินเดือนเพิ่มโดยที่ไม่ต้องมาเห็นหน้าผม...”
เจี่ยงซือหานคุกเข่าลงกับพื้น สองมือกำชายเสื้อของลู่เฉิงเหวินแน่น พลางร้องไห้ฟูมฟาย “ประธานลู่ แม่ของดิฉันป่วยหนัก ดิฉันไม่ทำงานนี้ไม่ได้ค่ะ ดิฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ดิฉันขอร้อง อย่าปลดดิฉันออก!...”
‘ทำไมถึงพูดไม่เข้าใจสักที!?’
ลู่เฉิงเหวินไม่คิดเลยว่าเื่นี้จะไม่จบง่าย ๆ
ตอนนี้เอง สวีเสวี่ยเจียวก็เปิดประตูเข้ามาพอดี จ้าวกังที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูทำหน้าปั้นยากเพื่อเป็การบอกว่าตนเองรั้งหญิงสาวไม่อยู่
ลู่เฉิงเหวินสบสายตาสวีเสวี่ยเจียว
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ใบหน้าของสวีเสวี่ยเจียวก็พลันบึ้งตึงขึ้นมา
เป็อย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด ยังไงสุนัขก็ต้องกินขี้!
ลู่เฉิงเหวินมาเล่นบทเ้านาย PUA*[1] ลูกน้อง ข่มเหงย่ำยีพนักงานสาว
รังแกผู้หญิงจนถึงขั้นนี้ได้เลยเหรอ!?
“พี่เฉิงเหวิน กำลังสนุกเลยสินะคะ!”
ถึงแม้สวีเสวี่ยเจียวจะทำหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในรอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งนั้นแฝงไปด้วยดาบอันคมกริบที่เห็นแล้วทำให้รู้สึกหนาวไปทั้งร่าง
ทันใดนั้นเอง กลอุบายสุดยอดแผนหนึ่งก็โผล่ขึ้นในสมองของลู่เฉิงเหวิน
‘มาได้จังหวะพอดี!’
‘ก่อนหน้านี้ฉันอ้างชื่อเธอตีตัวออกหากเหลิ่งชิงชิว เวลานี้ฉันก็จะอ้างชื่อเจี่ยงซือหานตีตัวออกหากจากเธอ!’
‘ใช่! วิธีนี้เลย!’
[ถ้าจะให้ดี เธอช่วยไถ่ตัวซือหานและพาตัวผู้หญิงคนนี้ไปเถอะ เวลาที่หลงอ้าวเทียนเข้ามาช่วยก็จะต้องไปตามเอาที่เธอ แค่นั้นขาของฉันก็จะอยู่รอดปลอดภัย!]
ผู้หญิงสองคนรู้สึกงงมาก
อะไรนะ!?
สวีเสวี่ยเจียวขมวดคิ้วแน่นพลางคิดในใจ อีตานี่คิดเื่บ้าบออะไรอีกแล้วเนี่ย?
เมื่อกี้ที่คุยโทรศัพท์กับฉัน ที่แท้แล้วแสดงละครให้เหลิ่งชิงชิวดูเหรอ?
อีตานี่ตามจีบเหลิ่งชิงชิวอยู่ไม่ใช่รึไง? เดือนหน้าก็จะเข้าพิธีหมั้นแล้วนี่นา?
ทำไมยังต้องเอาชื่อของฉันไปอ้างเพื่อ ‘ตีตัวออกหาก’ จากเหลิ่งชิงชิวด้วย?
แล้วตอนนี้ก็ยังจะอ้างชื่อเลขาหญิงคนนี้เพื่อ ‘ตีตัวออกหาก’ จากฉันอีก!?
สวีเสวี่ยเจียวรู้สึกได้ว่าปริศนาในตัวลู่เฉิงเหวินมีเพิ่มมากขึ้นทุกที
เจี่ยงซือหานเองก็สับสนเช่นกัน
การที่สามารถฟังความในใจของเ้านายตัวเองได้ มันทำให้เธอทั้งประหลาดใจและรู้สึกกลัว
แต่เธอก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมเขา... ถึงอยากจะช่วยฉัน?
เพราะอะไรกัน?
[1] PUA ย่อมาจากคำว่า Pick-up Artist ความหมายเดิมหมายถึง ‘ศิลปินที่ดึงดูดใจผู้หญิง’ นำมาใช้พูดถึงบุคคลที่ชอบควบคุมเพศตรงข้ามด้วยคำพูดหรือการกระทำบางอย่าง