เทพได้มาอยู่ที่ตำหนักวังหน้า ซึ่งเป็ขององค์รัชทายาท ทำให้มีความสดวกสบาย
มากกว่าแต่ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็มหาดเล็กแล้ว ก็ยังต้องทำหน้าที่มหาดเล็กเพื่อคอยรับใช้องค์กษัตริย์ ตามหน้าที่ ดังนั้น เทพจึงต้องไปทำงานรับใช้องค์กษัตริย์อาฑิตย์ละ 4 วัน โดย่แรกต้องเข้าทำงานในเวลา กลางคืน
วันนี้เทพได้ถูกองค์าาเรียกเข้าไปพบเป็ครั้งแรก หลังจากได้เข้ามาพระราชวังแห่งนี้
“ เป็อย่างไรบ้าง เ้าเทพ วังหลวงของข้า ใหญ่โตพอๆ กับวัดของเ้าหรือไม่”
องค์าาเอ่ยทักทายด้วยความเอ็นดู เทพวัย 7 ปี นิ่งเงียบไม่กล้าตอบคำถามนี้
“ ทำไมเงียบ ข้าเป็าา สั่งให้เ้าพูดก็ต้องพูด อย่างนิ่งเงียบเข้าใจไหม” องค์าาส่งเสียงแข็งขึ้น
“ โหญ่โตกว่าวัดหลายเท่าเลย ขอรับ” เทพพูดตามความเคยชิน ทำให้มหาดเล็กคนสนิทมองเ้าเทพตาขวาง
“ ไม่เป็ไร เ้าเพิ่งเข้ามาอยู่ ค่อยๆเรียนรู้ไป คำพูดคำจาพวกนี้มันไม่สำคัญเท่าการกระทำ ว่าแต่ข้าได้ข่าวเ้าอัดหัวหน้ามหาดเล็กหน่วยของเ้าซะ หมดสภาพ นี่เ้าไม่กลัวอาญา เลยหรือ”
“ ข้าพระพุทธเ้าไม่ได้ทำผิด เลยไม่กลัว พระเ้าค่ะ “ เทพเริ่มฝึกพูดคำาาศัพท์ ตามที่ถูกสอนมา
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ไม่ได้ทำผิด เลยไม่กลัว ข้าชอบจริงๆ คำนี้ แล้วนี่เ้าไปสังกัดวังหน้าได้อย่างไรกัน “
“ หลวงพี่พระศรีศิลป์ทรงมีสาส์นแนะนำให้ พระเ้าค่ะ”
“ อืม เป็เช่นนี้เอง เ้าชัยเอาคำสั่งของข้าไปบอกวังหน้า ต่อไปให้เ้าเทพมาเป็มหาดเล็กหลวง รับใช้ข้าแต่เพียงผู้เดียว” องค์าาสั่งมหาดเล็กชัยซึ่งเป็มหาดเล็กคนสนิท ไปบอกรัชทายาทวังหน้า ต่อไปเ้าเทพกลายเป็ มหาดเล็กหลวง รับใช้ส่วนตัวองค์าาเพียงผู้เดียว สร้างความแตกตื่นใกับมหาดเล็กชัยยิ่งนัก เพราะไม่เคยมีปรากฏว่า เด็กที่ไม่ใช้เชื้อขุนนาง จะมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดเช่นนี้ได้ จึงได้รีบไปแจ้งเื่ต่อรัชทายาทวังหน้าทันที
“ เ้าเทพ ต่อไปนี้เ้าไม่ต้องไปรับใช้ใครอีก หากใครใช้เ้าไปทำงานอะไรก็ไม่ต้องทำ เพราะว่าเ้าไม่ใช่คนของมัน เ้าเป็คนของข้า รับใช้ข้าแต่เพียงผู้เดียวจำไว้” พอเ้าเทพฟังจบ ก็ยังมึนงง ทำไมองค์าาถึงให้ตัวเขามาอยู่ใกล้ชิดด้วย ถึงขนาดไม่ให้ตนไปรับใช้แม้กระทั่งองค์รัชทายาท คืนนี้เ้าเทพจึงต้องกลายเป็หมอนวด คอยนวดให้องค์ราชันผ่อนคลาย จนหลับไป ส่วนเ้าเทพก็ต้องนอนข้างเตียงองค์าา จนกระทั่งเช้า
พอองค์าาตื่นเช้ามาเห็นเ้าเทพนอนที่ข้างเตียง ก็ทรงคิดว่าทำไมมันไม่ไปนอนตรงที่นอนของมันด้านนั้น ทำไมถึงมานอนอยู่ข้างเตียง จึงได้เอ่ยถาม
“ ข้าพระพุทธเ้า เคยชินการนอนแบบนี้กับหลวงปู่ รู้สึกอบอุ่นเลยนอนตรงนี้เลย”เ้าเทพพูดด้วยใจที่ใสซื่อ ทำให้องค์าารู้สึกเอ็นดูขึ้นเป็พิเศษ
“ เ้าไปบอกให้ พวกที่มันรอที่ประตูเข้ามาได้แล้ว” องค์าาสั่ง
เทพเปิดประตูไป เป็ทั้งมหาดเล็ก ทั้งนางในมารอกันเต็มไปหมด เทพบอกให้เข้าไปได้ ทุกคนขนน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เครื่องแต่งกาย เข้าไปเป็สิบคน เพื่อปรนนิบัติองค์าาทำกิจวัตรส่วนตัวในเวลาเช้า รวมทั้งมหาดเล็กชัยก็เข้าไปด้วย
เทพยืนรอหน้าประตูไม่รู้ทำอะไร มหาดเล็กชัยออกมา แล้วพาเทพไปที่ห้องส่วนตัว ซึ่งอยู่ข้างวังหลวงแห่งนี้ เป็ห้องทีโอ่อ่าใหญ่โตจริงๆ
“ เ้าเทพ นี่คือที่อยู่ใหม่ของเ้า ฝ่าาบอกว่าให้เ้าเปลี่ยนชุดใหม่ในตู้เสื้อผ้า เสร็จแล้วไปที่ห้องครัว ไปตรวจสอบอาหารที่ห้องครัว แล้วค่อยยกไปที่ห้องอาหาร
วันนี้พระองค์มีนัดเสวยพร้อมกับกับพระราชวงศ์ทั้งหมด เ้าต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อย2คน เ้าคัดเลือกใครมาก็ได้” มหาดเล็กชัยเอ่ยจบก็เดินจากไป เทพแต่งตัวเสร็จเลยไปตามเวช กับ ปาน มหาเล็กทั้งสองคนที่เจอกันครั้งแรก ให้มาเป็ผู้ช่วย
ทั้งสองดีใจยิ่งนัก ที่ได้เป็ผู้ช่วยมหาดเล็กหลวงถวายงานรับใช้ใกล้ชิดองค์าา เทพพาคนทั้งสองไปตรวจสองเื่อาหารเช้านี้ก่อนทันที
อาหารของพระาา กับเชื้อพระวงศ์ครั้งนี้มีจำนวนมากกว่า ร้อยชนิดใช้ เวลาตรวจสอบด้วยเข็มเงินไปนานพอควร ทำให้อาหารเย็นชืด ถามคนครัวก็บอกว่าเป็แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เทพเลยให้พ่อครัวอุ่นอาหารให้ใหม่สามสีอยางแล้ว
รีบนำไปถวายที่ห้องอาหารทันที พอเข้ามาถึงห้องอาหาร มีพระราชวงศ์มากันเกือบยี่สิบคน อาหารถูกวางไว้ด้านหน้าจนเต็ม ส่วนด้านหน้าขององค์ าากลับมีอาหารเพียง สี่ อย่าง คือ ข้าวต้ม ไข่ตุ๋น ปลานึ่งมีแต่เนื้อ ผัดผักรวมเท่าน้น
“ ทำไมจัดเครื่องเสวยให้องค์าาแค่นี้” พระมเหสีเอก แม่รัชทายาทเอ่ยกับมหาดเล็กชัย ซึ่งหันไปมอง เ้าเทพด้วยตาเขียวปัด
“ ข้าพระพุทธเ้า เป็คนจัดเครื่องเสวยชุดนี้ให้พระองค์เอง พระเ้าค่ะ” เ้าเทพเดินออกมาบอกทันที องค์าาขมวดคิ้วกำลังจะถามแต่พระมเหสีเอ่ยถามก่อน
“ อธิบายมาซิ ว่าทำไมจัดให้มีเพียงเท่านี้”
“ เมื่อคืนพระองค์นอนบรรทมหลับแล้วตื่น ทั้งหมด 3 ครั้ง ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
หลวงปู่บอกว่า ถ้าเป็แบบนี้ควรเสวยอาหารแต่น้อย และเลือกอาหารที่ย่อยได้ง่าย และต้องกำลังร้อนๆ ด้วยพะยะค่ะ” เทพบอกตามที่หลวงปู่สอนมา ทำให้พระมเหสีไม่รู้จะถามอะไร ส่วนองค์าาเวลานี้ เสวยเนื้อปลาร้อนๆ กับข้าวต้มร้อน แล้วกินผักบ้างเล็กน้อย แล้ว กินไข่ตุ๋นร้อนๆ อีกสองสามคำ ก็รู้สึกสดชื่นเพราะ
ที่ผ่านมาพระองค์ไม่ค่อยใส่ใจเื่อาหารเท่าไร และได้เสวยแต่อาหารเย็นๆ ชืดมาตลอด
“ นี่เ้าเทพ อาหารชุดนี้ล้วนดีต่อสุขภาพของข้า แล้วพวกนั้นที่วางอยู่เต็มโต๊ะแสดงว่า พวกมันกินไปแล้วคนอื่น ก็สุขภาพก็จะแย่ตามได้ด้วยใช่ไหม”
“ เื่นี้ข้าพระพุทธเ้า ต้องใส่ใจด้วยหรือพระเ้าค่ะ” เทพตอบตามตรง
แต่ว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ล้วนมองเทพด้วยสายตาที่ อยากจะตบเทพเข้าสักที
แต่ต่อหน้าองค์าาไม่มีใครกล้าพูดหรือแสดงออกมา
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้านี่ไม่ต้องพูดตรงๆ แบบนี้ก็ได้ พระมเหสีอย่าได้ถือสามันเลย
มันเป็ศิษย์ของท่านพระมหาเถระคันฉ่อง มันยังเด็ก คิดอะไรก็พูดออกมา เ้าเทพ พระมเหสีอย่าได้ใส่ใจ “ องค์าาเอ่ยเพราะเห็นพระ มหสีมองเทพด้วยสายตาไม่เป็มิตร เช่นเดียวกับองค์รัชทายาท ที่รู้สึกว่าหมากตัวนี้กลายเป็ หอกข้างแคร่ไปเสียแล้ว
หลังจากเสวยอาหารเช้าเป็ที่เรียบร้อย พระองค์ทรงเข้าไปทรงงานที่ห้องพระอักษร เทพก็ได้ตามไปรับใช้อย่างใกล้ชิด ทำให้เทพได้รู้จักเห็นหน้า เหล่าขุนนาง
และ ขุนทหารของพระองค์แทบทุกคนเป็อย่างดี แต่มีอยู่คนหนึ่งซึ่ง เทพไม่ค่อยชอบหน้าเท่าไร คือ เ้ากรมนายไวย กินตำแหน่งคุณพระหรือจมื่นไวย เป็ชาวญี่ปุ่น เพราะรู้สึกเข้ามาถวายเื่ราวแต่ละเื่ล้วนมีแต่สร้างความหนักใจให้กับ
องค์าาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าเื่จะเป็จริง หรือ เท็จก็ตาม เ้ากรมนายไวยผู้นี้ในทางลับนั้นคือกุนซือ ของรัชทายาทสุทัศน์นั่นเอง
“ ถ้าขืนปล่อยให้ออกญาพิษณุโลกผู้นี้ ซ่องสุมกำลังพลแบบนี้ มีหวังทางกรุงศรีต้องถูกคุกคามเป็แน่ ขอให้พระองค์ทรงสั่งการมาด้วยเถิด” ออกญากรมนายไวยพูดไทยสำเนียงญี่ปุ่น แต่ก็ฟังชัดเจน
“ ใช่แล้วเสด็จพ่อเื่นี้ไม่ใช่เื่เล็ก หากเขาไม่คิดเป็ใหญ่ จะซ่องสุมกำลังคนไปเพื่ออะไร” รัชทายาทยืนอยูด้วยกันสนับสนุนเื่นี้ องค์าาถอนใจ
“ พวกเ้านำกำลังไป ดักซุ่มที่หัวเมืองแพร่ หากออกญาพิษณุโลกนำกำลังออกมา ก็จัดการได้เลย” องค์าาตรัสออกมาด้วยความลำบากใจอย่างที่สุด
ออกญาพิษณุโลกคนนี้ มีข่าวลือว่าเป็บุตรชายของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เกิดจากพระสนมคนหนึ่ง ซึ่งไม่พอใจในความเป็อยู่ในปัจจุบัน คิดแต่เพียงว่าบัลลังก์แห่งนี้เป็ของเขาไม่ใช่ของเสด็จอา
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ที่กุฏิพระอาจารย์เพชร อดีตขุนศึกพระนเรศวร
“ ท่านพระครูเื่ที่ข้าขอท่านไว้ ท่านเห็นเป็เช่นไร” ออกญาพิษณุโลกเอ่ยถาม
“ อาตมาเป็พระ เื่ราวทางโลก อาตมาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
เชื่ออาตมาเถอะ ขอเพียงโยม ไม่เคลื่อนย้ายกำลังออกจากเมือง องค์าาไม่มีวันทรงทำอะไรโยม อย่างอย่างแน่นอน” พระอาจารย์เพชรเตือนด้วยความจริงใจ
“ ท่านพระครูไม่เข้าใจ พวกเขากดดันข้าเป็อย่างมาก ลูกเมียของข้า ถูกจับมาเป็ตัวประกันที่เมืองกรุงศรี ทั้งหมด ส่วนตัวข้าได้ครองเมืองพิษณุโลกก็จริง
แต่ไม่ให้มีกำลังเกิน 3,000 คน ลำพังแค่ปกป้องเมืองจากพวกล้านนาก็แทบไม่ได้เลย แล้วคนของข้าจะใช้วิตต่อไปได้อย่างไร” ออกญาพิษณุโลกกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจ
“ ในเมื่อรู้ว่าสุดท้าย แล้วจะเกิดผลเช่นไร โยมยังคิดที่จะทำอีกอย่างนั้นหรือ”
พระอาจารย์เพชรเอ่ยแบบปลงๆ
“ ในเมื่อชีวิตนี้มันไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว ข้าจะขอสู้เพื่อศักดิ์ศรีครั้งสุดท้าย ถึงตายไปเจอเสด็จพ่อ ข้ายังมีความสุขเสียกว่า” หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือกับ
กองกำลังสายนักรบดำ ออกญาพิษณุโลกก็ต้องดำเนินตามแผนต่อไป
หลังจากลอบลงมาติดต่อกองกำลังนักรบดำ แล้วไม่เป็ผล ออกญาพิษณุโลก
ได้ซ่องสุมกำลังมาครบนึ่งเดือนแล้วสะสมคนนับได้กว่า 5 พันคน แล้วส่งนักฆ่าที่ว่าจ้างจากพวกล้านนาให้ลงมา จัดการกับ องค์าากรุงศรี โดยลอบเข้ามาในพระราชวังอย่างลับ จำนวน 200 คน
ซึ่งปลอมตัวเข้ามาในเมืองวันละสามสิบ คนเพื่อให้ไม่เป็ที่น่าสงสัย เตรียมบุกเข้าวังหลวง สังหารพระเอกาทศรถในคืนนี้
กลางดึงคืนนั้น เทพได้นอนเฝ้าที่เตียงขององค์าาตามปกติ ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้รับรู้ถึงจิตสังหารพุ่งเข้ามา ประสาทรับรู้ทั้งหมดตื่นตัว แล้วจึง รีบปลุก องค์าาให้รู้ตัวทันที
“ มีคนร้ายบุกเข้ามาในวังหลวง เวลานี้ พวกมันล้อมพระราชฐานชั้นในไว้จนหมดแล้ว ขอให้พระองค์ยืนนิ่งๆ ก่อน” เ้าเทพจับที่พระพักต์ขององค์าา
แล้วท่องมนต์กายากำบัง ใส่ทันที แล้วบอกว่าภายในครึ่งชั่วยามจะไม่มีใครเห็นพระองค์ เทพหันรีหันขวางจะหาดาบไม่มีสักเล่ม เห็นที่เตียงขององค์าามีดาบอยู่ 2 เล่ม ใส่ด้ามไว้อย่างสวยงาม
เทพไม่สนใจชักดาบออกมาเล่มหนี่ง แล้วโยนให้องค์าาไว้อีกเล่มหนึ่ง เตรียมพร้อมสู้กับนักฆ่า องค์าาเห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ ที่เด็กแค่ 7 ขวบกลับทำท่าป้องกันตัวพระองค์ราวกับตัวมันผู้ใหญ่ แล้วตัวองค์าาเป็แค่เด็กน้อย นี่มันไม่รู้เลยหรือว่าองค์าาผู้นี้ผ่านศึกมามากน้อยแค่ไหน มากกว่าอายุของมันอีก แถมยังกล้าหยิบพระแสงดาบ คู่ใจขององค์าามาใช้ต่อหน้า อย่างไม่สนใจอีกต่างหาก มีนักฆ่าพุ่งร่างเข้ามาทีเดียวพร้อมกัน 5 คน เทพพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครได้ทันเห็นเทพใช้ท่าดาบอย่างไร หัวนักฆ่าทั้ง 5 ขาดกระเด็นไปกองกับพื้นพร้อมกัน มีทยอยเข้ามาอีกทีละ 5 คน บ้าง 10 คนบ้าง ยังไม่ทันเห็นองค์าาหรือใครเลย คนที่เข้ามาให้บรรทมล้วนคอขาดไปเสียทุกคน ถ้านับั้แ่นักฆ่ากลุ่มแรกเข้ามาในห้องบรรทมนี้ นักฆ่าล้วนถูกตัดหัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 70 คนเวลานี้ห้องพระบรรทมที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยซากศพที่คอขาด จนแทบไม่มีทางที่จะเข้า
มาในห้องนี้ได้ ทหารองครักษ์ได้เข้ามาช่วยกันขนซากศพออกไป ก็พบแต่เด็ก 7ขวบยืนถือดาบเืท่วมร่างเต็มไปหมด หัวหน้าทหารองครักษ์รู้จักเทพเป็อย่างดีรีบเข้ามาเช็ดเื ดูว่าเทพมีอาการาเ็ตรงไหนบ้างหรือไม่ เทพปักดาบลงที่พื้นแล้วบอกว่า
“ ข้าไม่เป็ไร “ เทพเอ่ยอย่างอ่อนแรง แล้วค่อยๆเดินไปที่องค์าาที่กำลังตกตะลึงพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าเด็ก 7 ขวบจะสังหารนักฆ่า โดยการตัดหัวอย่างเดียวไปเกือบ 70 คน แล้วมือเล็กๆ ก็จับมาทีหน้าพระองค์แล้วเป่ากระหม่อม เพี้ยง
ร่างขององค์าาก็ปรากฏให้ทหารองครักษ์ให้เห็นกันหมดทุกคน เทพนั่งอยู่ข้างเตียงองค์าา อย่างเหน็ดเหนื่อย ทุกคนในห้องบรรทมต่างมองดูมหาดเล็กเทพวัย 7 ขวบ อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
รุ่งเข้าองค์าาพิโรจมาก มีพระราชโองการออกไปให้ตามหาคนสั่งการในเื่นี้แล้วจับได้ให้สังหารทันที ทางฝ่ายออกญาพิษณุโลกรู้ว่าแผนลอบสังหารใช่ไม่ได้
ก็เตรียมยกกำลังเตรียมบุกแบบสายฟ้าแลบ คาดว่าไม่กี่เกิน 7 วันคงยึดตอนเหนือทั้งหมดไว้ได้ แต่พอถึงเมืองแพร่ ก็ถูกทหารที่ซุ่มอยู่รุมตีกระหนาบซ้ายขวา
สุดท้ายเ้ากรมนายไวย กับ พระสุทัศน์ รัชทายาท ก็สามารถจับตัวออกญาพิษณุโลกได้ เลยถูกตัดหัวทันที คนใกล้ชิดล้วนถูกสังหารสิ้น ทายาทองค์ดำก็สูญสิ้นนับจากนั้นเป็ต้นมา เหลือเพียงเ้าเทพเด็กน้อยวัย 7 ขวบแต่เพียงผู้เดียว
ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่า ใครเป็พ่อหรือแม่ตนเอง และบัดนี้องค์าาก็แต่งตั้งให้เ้าเทพขึ้นตำแหน่งเป็ลำดับที่ 3 ของตำแหน่งราชการ คือ หมื่นเทพมหาดเล็กหลวง ซึ่งตำแหน่งราชการมีทั้งหมด 8 ตำแหน่ง คือ หมู่ พัน หมื่น ขุน หลวง พระ(จมื่น) พระยา และ เ้าพระยาสูงสุด
กลายเป็หมื่นเทพที่มีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น พอเ้ากรมนายไวยกับรัชทายาทกลับมาก็รู่ว่าองค์าาทรงถูกลอบปลงพระชนม์ก็ใยิ่งนัก แต่ว่าเ้ากรมนายไวยกลับเสียดายยิ่งที่แผนของตนไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในห้องทรงพระอักษร องค์าากำลังเจรจากับ เ้าขรัวมณีจันทร์ โดยองค์าาให้เ้าเทพไปรอด้านนอกไม่ต้องมาฟัง
“ เ้าขรัวไม่ต้องห่วง ข้าแค่เห็นมันแวบแรกแล้ว ข้าก็รู้ว่ามันเป็ใคร ข้าถึงให้มันมาอยู่ข้างกายข้า ด้วยศักดิ์ของมันแล้ว มันไม่ควรเป็ข้าทาสบริวารของใครยิ่งข้ามองตาของมันแล้ว มันคือดวงตาของเสด็จพี่ชัดๆ ข้าไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายมันได้ หากข้ายังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนอื่นๆ คงต้องปล่อยให้เป็ไปตามเวรตามกรรม” องค์าาเอ่ยกับเ้าขรัวมณีจันทร์ ซึ่งนี่คือสิ่งที่นางอยากได้ยินจากปากองค์ราชันแค่นั้น ที่เ้าขรัวมาวังหลวง ไม่ได้มาเพื่อคนอื่น แต่นางมาเพื่อขอให้พระองค์ให้คำมั่นว่าจะ ดูแลทายาทองค์สุดท้ายขององค์ดำแค่นั้น สุดท้ายเ้าขรัวออกไป เจอเทพที่ยืนอยู่คนเดียว เ้าขรัวก็เรียกเ้าเทพให้เข้ามาหา
“ ต่อไป เ้าต้องเชื่อฟังองค์าา อย่าไปก่อเื่ให้พระองค์ต้องกังวลพระทัยหากมีเื่ใดที่เ้าแก้ไขไม่ได้ ให้ไปหาข้าที่วัดวรเชษฐาราม “ เ้าขรัวมณีจันทร์พูดจบก็จากไป สร้างความสงสัยให้แก่เทพยิ่งนัก ทำไมเ้าขรัวมณีจันทร์ดูมีเมตตาต่อตัวเขาขนาดนี้