หลิวชุนฮวารีบปรี่เข้ามาอย่างไว และโอบกอดจิ่งชิวหงด้วยความปวดใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก เมื่อก้มลงก็เห็นข้อเท้าของจิ่งชิวหงที่ตอนนี้บวมเป่งเหมือนหมั่นโถวและน่ากลัวเกินบรรยาย
เดิมทีหลิวชุนฮวาตั้งใจจะปล่อยให้จิ่งชิวหงกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยสั่งสอนจิ่งเยี่ยนกุยเล็กน้อย แต่ไม่คิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเหยียบเท้าของจิ่งชิวหงจนหัก เื่นี้ใครจะยอมได้?
หล่อนถอดรองเท้าแล้วเตรียมจะฟาดจิ่งเยี่ยนกุยที่ล้มอยู่กับพื้นเช่นกัน ดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยหรี่ลงเล็กน้อย และคิดอย่างรวดเร็วว่าคราวนี้จะจัดการหลิวชุนฮวาอย่างไรดี ในขณะนั้นเอง เสียงที่ฟังดูมีอายุก็ดังขึ้น “หยุดนะ! เป็บ้าอะไรของแก ยังไม่รีบพาชิวหงไปหาหมออีก!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยก็สั่นไหวเล็กน้อย เธอจำได้ว่าคนที่พูดคือหยางหว่านซิ่ว ผู้เป็เ้าของบ้านตระกูลจิ่งที่แท้จริง และยังเป็ย่าของเธออีกด้วย
ในบ้านตระกูลจิ่ง หากยังมีใครสักคนที่หวังดีกับเธอ ก็คงเป็หยางหว่านซิ่ว เพียงแต่หยางหว่านซิ่วสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในชาติที่แล้ว เธอก็ล้มป่วยและเสียชีวิตไปเมื่อจิ่งเยี่ยนกุยอายุยี่สิบปี
หลิวชุนฮวาจ้องอาฆาตจิ่งเยี่ยนกุย แล้วพูดว่า “กลับมาจะจัดการแก!”
พูดจบก็แบกจิ่งชิวหงวิ่งไปหาหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน ส่วนหยางหว่านซิ่วก็สั่งให้จิ่งหลิวหยางกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยตามไปช่วยดูแลด้วย
หยางหว่านซิ่วพยุงจิ่งเยี่ยนกุยขึ้น และมองเธอด้วยสายตาส่อเค้าสงสาร “เ้าเด็กคนนี้…”
ทว่าตอนนี้เธอกลับไม่รู้ว่าจะตำหนิ หรือว่าแฝงไปด้วยอารมณ์อื่นๆ
จิ่งเยี่ยนกุยดวงตาแดงก่ำขณะพูด “ย่าคะ เมื่อกี้หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่รู้ว่าชิวหงจะยื่นเท้ามาขวางหนู!”
หยางหว่านซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย “เื่เมื่อกี้ย่าเห็นแล้ว ไม่ใช่ความผิดของแก ชิวหงนี่ยิ่งทำตัวแย่ลงทุกวัน!”
เมื่อกี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่ทันสังเกตเห็นหยางหว่านซิ่ว เธอรู้ว่าจากมุมที่หยางหว่านซิ่วเดินมา เป็ไปไม่ได้ที่จะมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นที่หยางหว่านซิ่วพูดแบบนี้เป็เพราะจิ่งชิวหงเคยกลั่นแกล้งเธอหลายครั้ง เลยก็เชื่อใจเธอโดยไร้ข้อกังขา
ขอบตาของจิ่งเยี่ยนกุยแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม หยางหว่านซิ่วกลับมองไปที่าแของเธอที่พันด้วยผ้าพันแผล “ย่าได้ยินว่าเมื่อเช้าแกตกลงมาจากหน้าผาแล้วหัวกระแทก ตอนนี้เป็ยังไงบ้าง?”
เธอสงสารจิ่งเยี่ยนกุยจากใจจริง เด็กคนนี้ถูกพ่อแม่ทิ้งั้แ่เล็ก แถมยังเป็คนที่ซื่อสัตย์ หลังจากถูกรับมาเลี้ยงในบ้านตระกูลจิ่ง ก็ต้องทำงานหนักราวกับวัวควายทุกวัน แถมยังไม่ได้กินดีอยู่ดี
เธอมีความตั้งใจอยากจะช่วยเหลือบ้าง แต่เพราะได้แยกบ้านกันไปแล้ว จะให้ช่วยเหลือจิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่ได้มากนัก
จิ่งเยี่ยนกุยกุมศีรษะแล้วพูดว่า “เจ็บนิดหน่อยค่ะ แล้วก็เวียนหัวนิดหน่อยด้วย”
หยางหว่านซิ่วถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอซีดเผือด ร่างกายก็ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ไผ่ก็รู้สึกสงสาร จึงหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “แกยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เช้าใช่ไหม? เดี๋ยวย่าจะไปทำบะหมี่ให้กินก่อน”
พูดจบไม่รอให้จิ่งเยี่ยนกุยปฏิเสธ ลุกขึ้นเข้าครัวไปหั่นเนื้อหมูเป็เส้นๆ แล้วทอดไข่ดาวใส่ลงไปด้วย “มา กินเยอะๆ สักหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยมองไปที่เนื้อหมูและไข่ดาวในชาม น้ำตาถึงกับคลอเบ้า เธอพูดเสียงเบาว่า “ย่าคะ หนูกินเนื้อครั้งสุดท้ายก็ตอนตรุษจีน แม่บอกว่าหนูเป็พี่สาว โตแล้ว เนื้อในบ้านต้องเก็บไว้ให้น้องๆ กิน”
หยางหว่านซิ่วได้ยินคำพูดนั้นก็รู้สึกปวดใจยิ่งกว่าเดิม จึงพูดว่า “วันนี้ย่าจะเป็คนตัดสินเอง แกกินบะหมี่ชามนี้ให้สบายใจเถอะ มีอะไรเดี๋ยวย่ารับผิดชอบเอง”
ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยหิวมากจริงๆ เมื่อได้ยินคำพูดของหยางหว่านซิ่วก็ไม่เกรงใจ หยิบชามตะเกียบแล้วกินบะหมี่จนเกลี้ยงชาม
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยกินเสร็จ หลิวชุนฮวาก็แบกจิ่งชิวหงกลับมา พอมาถึงก็เริ่มด่าทันที “จิ่งเยี่ยนกุย แกมันใจเหี้ยม แกรู้ไหมว่าแกเหยียบเท้าของน้องสาวแกหัก!”
เท้าของจิ่งชิวหงาเ็ค่อนข้างหนัก ถ้าไม่รักษาให้ดีก็อาจจะพิการได้ เื่นี้ทำให้หลิวชุนฮวาใมาก เพราะลูกทั้งสามคนเป็แก้วตาดวงใจ หล่อนไม่อยากให้ลูกสาวต้องกลายเป็คนพิการ
อีกทั้งฐานะทางบ้านของตระกูลจิ่งก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เมื่อเท้าของจิ่งชิวหงได้รับาเ็ การรักษาให้หายดีก็ต้องใช้เงินไม่น้อย สำหรับครอบครัวตระกูลจิ่งที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แล้ว ก็เหมือนเป็การซ้ำเติมเข้าไปอีก
ด้วยเหตุนี้ หลิวชุนฮวาจึงโมโหจนไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์แม่ผู้ใจดีเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกแล้ว
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ได้พูดอะไร หยางหว่านซิ่วกลับพูดด้วยสีหน้าเ็า “ที่เท้าของชิวหงหักก็ควรสมน้ำหน้าตัวเอง เมื่อกี้แกไม่ได้อยู่ข้างล่างถึงไม่ได้เห็น แต่ฉันเห็นชัดๆ ชิวหง แกบอกมาสิ ทำไมขาของแกถึงไปอยู่ใต้เท้าของเยี่ยนกุยได้?”
จิ่งชิวหงกลัวหยางหว่านซิ่วอยู่แล้ว อีกทั้งเื่ในวันนี้ก็เป็ความผิดของหล่อนเอง ตอนนี้จึงก้มหน้าไม่กล้าเปล่งวาจาใดๆ
หยางหว่านซิ่วมองหล่อนแล้วพูดว่า “แกไม่พูดใช่ไหม งั้นฉันจะพูดแทนแกเอง! เยี่ยนกุยเดินอยู่ดีๆ แกก็ยกเท้าขึ้นมาขวาง! วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยเพิ่งจะได้รับาเ็ที่หัว ภายในหัวก็ยังพร่าเลือน เลยไม่ได้หลบเท้าของแกจนเหยียบลงไป”
หลิวชุนฮวาพูดอย่างเหลืออด “แม่คะ ชิวหงจะทำเื่แบบนั้นได้ยังไง แม่จะฟังแต่คำพูดข้างเดียวของเยี่ยนกุยไม่ได้นะคะ!”
“คำพูดข้างเดียว?” หยางหว่านซิ่วมองหล่อนแล้วพูดว่า “แกฟังคำพูดข้างเดียวของจิ่งชิวหงมากกว่ามั้ง เมื่อกี้เยี่ยนกุยไม่ได้พูดอะไรกับฉันเลยสักคำ เื่ทั้งหมดนี้ฉันเห็นมากับตาตัวเอง!”
หลิวชุนฮวาถึงกับพูดไม่ออก หยางหว่านซิ่วยังพูดต่อว่า “วันนี้เด็กๆ ในบ้านต่างก็เจ็บตัว ฉันคิดว่าแกก็คงดูแลได้ไม่ทั่วถึง เอาอย่างนี้ ่นี้ให้เยี่ยนกุยไปอยู่ที่บ้านของฉันก่อน รอให้แผลหายดีแล้วค่อยกลับมา”
พูดจบก็หันไปบอกจิ่งเยี่ยนกุยว่า “ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วตามย่าไปอยู่ที่บ้านเก่า”
หลิวชุนฮวาที่มักจะใช้จิ่งเยี่ยนกุยราวกับวัวควายอยู่เสมอ จะยอมให้หยางหว่านซิ่วพาเธอไปได้อย่างไร?
หลิวชุนฮวารีบร้อนพูดว่า “แม่คะ แม่อายุมากแล้ว จะให้ดูแลเยี่ยนกุยได้ยังไงคะ? ถ้าเื่นี้แพร่งพรายออกไป คนในหมู่บ้านคงจะว่าหนูอกตัญญู ให้เธออยู่ที่บ้านเถอะค่ะ หนูจะดูแลให้ดีเอง”
หยางหว่านซิ่วมองหล่อนแล้วพูดว่า “แกเคยมีความกตัญญูด้วยเหรอ?”
หลิวชุนฮวา “….”
หล่อนถูกคำพูดนี้ตอกกลับจนจุกแทบสำลัก ถึงแม้ว่าหล่อนจะเป็คนดุร้าย แต่เมื่อก่อนก็เคยถูกหยางหว่านซิ่วสั่งสอนมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งหยางหว่านซิ่วก็เป็ผู้าุโ แถมหล่อนก็เป็คนรักหน้าตา ตอนนี้จึงไม่กล้าโต้เถียงกับหยางหว่านซิ่ว
หยางหว่านซิ่วเป็คนที่เด็ดขาดเฉียบคมมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุยยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ก็ตรงไปที่ห้องของจิ่งเยี่ยนกุยเพื่อเก็บเสื้อผ้า แต่เมื่อไปถึงกลับเห็นประตูห้องที่พังเสียหาย ในตู้เสื้อผ้าก็ไม่มีเสื้อผ้าสำหรับใส่ในหน้าร้อนเลยสักตัว
เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกลับมา เดินไปที่ห้องโถงก่อนจะจับมือจิ่งเยี่ยนกุยเดินออกจากบ้านไป
พอเดินมาถึงหน้าประตู จิ่งเยี่ยนกุยก็ได้ยินเสียงจิ่งเสี่ยวเยวี่ยโวยวายอยู่ในครัวว่า “แม่คะ เนื้อหายไปชิ้นหนึ่ง! ไข่หายไปฟองหนึ่ง เส้นหมี่สดที่เตรียมไว้ให้หลิวหยางกินก็หายไปครึ่งกำ!”
จิ่งเยี่ยนกุยมองไปที่หยางหว่านซิ่ว หยางหว่านซิ่วขยิบตาให้เธอ แล้วยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะร้องตำหนิกลับไปว่า “ของพวกนั้นฉันเอามาทำกินเอง ถ้ามีปัญหาก็มาโวยวายกับฉัน ในบ้านมีเนื้อยังไม่รู้จักเอาไปให้บ้านเก่าสักชิ้น ต้องให้ฉันลงมือทำเอง จิ่งเสี่ยวเยวี่ย นี่เหรอมารยาทที่บ้านแกสั่งสอน?”