ตอนที่ 19 ศิษย์ใหม่
เมิ่งกู่ทดสอบการป้องกันของมู่เฉินด้วยหมัดที่ดูธรรมดาแต่แฝงด้วยปราณที่แข็งแกร่ง มู่เฉินมองหมัดที่พุ่งเข้าหาตนโดยมิได้ใช้ทักษะป้องกันแต่อย่างใด ‘เหตุใดเขาไม่ใช้ทักษะป้องกัน?’ เมิ่งกู่คิดในใจด้วยความสงสัย หมัดพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มันห่างจากอกมู่เฉินเพียงสามซุ่น* จังหวะนั้นเอง มู่เฉินใช้ออกด้วยทักษะเคลื่อนไหวดั่งสายลม เขาเบี่ยงตัวออกด้านข้างทำให้รอดพ้นจากหมัดได้อย่างง่ายดาย(1ซุ่น = 1นิ้ว) “เจ้า...เหตุใดเจ้าไม่ใช้ทักษะป้องกัน?” เมิ่งกู่กล่าวถาม “ผู้อาวุโส ข้าต้องขออภัย ข้าไม่มีทักษะป้องกัน ทักษะที่ข้าเคยศึกษามีเพียงทักษะโจมตีและทักษะเคลื่อนไหวเท่านั้น” มู่เฉินตอบอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าไม่เคยศึกษาทักษะป้องกัน?” เมิ่งกู่ถามอย่างสงสัย ไม่เพียงแค่เมิ่งกู่ที่แปลกใจ ทุกคนที่มองเหตุการณ์อยู่ต่างแปลกใจเช่นกัน ทักษะป้องกันเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องฝึกฝน แต่มู่เฉินกลับบอกว่าเขาไม่เคยฝึกมันมาก่อน “ช่างเถอะ เจ้าไม่ได้ถอยหลังจากหมัดของข้า เจ้าผ่านการทดสอบป้องกัน ต่อไปทักษะโจมตี” เมิ่งกู่พูดจบก็กระโดดถอยหลังกลับไปจากนั้นยกฝ่ามือขึ้นมาป้องกันการโจมตีทันที มู่เฉินไม่ได้แสดงท่าทีใด เขายิ้มเล็กน้อยจากนั้นยกหมัดข้างขวาขึ้นมา หมัดกำราบมารถูกปล่อยออกทันที เมิ่งกู่มองหมัดที่พุ่งตรงเข้ามา หนังตาเขากระตุกเล็กน้อย พลังทำลายล้างที่หมุนวนรอบหมัดมันคือสิ่งใด? เขารีบเพิ่มพลังให้กับปราการฝ่ามือเป็นสองส่วนทันที ตู้ม!!! แรงปะทะรุนแรงหมุนกวาดเศษฝุ่นผงกระจายทั่วบริเวณ รุ่นเยาว์ที่อยู่รอบๆ ต่างมองตาแทบถลนออกมา หลังจากฝุ่นผงสงบลงสายตาทุกคนก็เต็มไปด้วยแววเหลือเชื่อ มู่เฉินยืนนิ่งไม่ไหวติง แต่เมิ่งกู่กลับต้องถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว แม้ปราการฝ่ามือจะมีพลังเพียงสองส่วนแต่ระดับพลังที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวทำให้ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของทักษะมู่เฉินเป็นอย่างดี “ประเสริฐ ประเสริฐ ทักษะเคลื่อนไหวรวดเร็วไร้ที่ติ ทักษะโจมตีก็รุนแรงยิ่งนัก ยินดีด้วย เจ้าผ่านการทดสอบรอบที่สามแล้ว” เมิ่งกู่กล่าวชมด้วยรอยยิ้ม การทดสอบศิษย์ใหม่จบลงในที่สุด ในปีนี้มีผู้ผ่านการทดสอบเพียงแปดสิบคนเท่านั้น ยอดเขาชิงเหอตั้งแต่เริ่มการทดสอบรอบที่สอง หัวหน้าตึกทั้งสามก็หยุดการพูดคุย พวกเขาจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง “ทำลายศิลาเนตรสวรรค์ ใช้ทักษะเคลื่อนไหวหลบหมัดเมิ่งกู่และยังใช้ทักษะโจมตีทำให้เมิ่งกู่ต้องถอยหลัง มันเหลือเชื่อเกินไปหรือไม่?” ฟู่จิงหลิงกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “ไม่ว่าอย่างไร มันก็เกิดขึ้นแล้ว” เนี่ยซานกล่าวเสริม “ทักษะเคลื่อนไหวกับทักษะโจมตีของเขาน่ากลัวยิ่งนัก” ฟู่จิงหลิงยังคงเหลือเชื่อกับสิ่งที่นางเห็น “ทักษะเคลื่อนไหวกับทักษะโจมตีแม้จะแข็งแกร่งแต่มันไม่ใช่สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา” เมิ่งเซียวกล่าวขึ้น “เจ้าหมายถึงสิ่งใด?” ฟู่จิงหลิงถาม “แม้เมิ่งกู่จะใช้พลังเพียงสองส่วน แต่มันมีช่องว่างระหว่างระดับพลังมากเกินไป เป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะใช้เพียงทักษะเคลื่อนไหวเพื่อรอดพ้นจากหมัดของเมิ่งกู่” เมิ่งเซียวตอบ “ข้าก็คิดเช่นนั้น มีอีกเรื่องที่ข้าไม่มั่นใจว่าข้ารู้สึกไปเองหรือไม่?” เนี่ยซานแสดงความเห็นด้วยใบหน้าครุ่นคิด “มันคือสิ่งใด?” เมิ่งเซียวถาม “ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด...เขาสัมผัสถึงพวกเราได้และเขาอาจรับรู้สิ่งที่พวกเราคุยกันอีกด้วย” เนี่ยซานเปลี่ยนเป็นกล่าวผ่านปราณเพื่อไม่ให้ใครแอบฟังได้ “ไม่มีทาง ทักษะสัมผัสที่แข็งแกร่งเช่นนั้นมันมีอยู่จริงด้วยรึ?” ฟู่จิงหลิงพูดอย่างไม่เชื่อถือ “อาจเป็นไปได้ หากเขามีทักษะสัมผัสที่แข็งแกร่งก็ไม่แปลกแต่อย่างใดที่เขาสามารถหลบรอดจากหมัดของเมิ่งกู่ได้” เมิ่งเซียวตอบกลับผ่านปราณเช่นกัน “พวกเจ้าคิดมากเกินไปหรือไม่?” ฟู่จิงหลิงยังคงไม่ค่อยเชื่อถือนัก “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องเถียงกัน เดี๋ยวข้าจะพิสูจน์เอง” เมิ่งเซียวพูดและหัวเราะอย่างชอบใจ “เจ้าหนุ่ม ข้าคือหัวหน้าตึกปราณยุทธ์ ข้าต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” เมิ่งเซียวเปลี่ยนเป็นพูดปกติ หากมู่เฉินเป็นดั่งที่เนี่ยซานสงสัยเขาต้องได้ยินอย่างแน่นอน มู่เฉินได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจนเพราะเขายังไม่ได้ดึงทักษะสัมผัสเทวะกลับมาจากยอดเขาจงเหอ แต่เขาไม่แสดงอาการแต่อย่างใด นั่นเพราะเขาไม่ต้องการเปิดเผยความสามารถของสัมผัสเทวะต่อผู้ใด “หากเจ้าไม่สนใจก็ปล่อยมันผ่านไป แต่ว่า...หากเจ้ากล้าแอบฟังพวกข้าอีก โทษคือตาย!!!” เมิ่งเซียวเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นเยือก มู่เฉินกำลังเดินออกจากลานทดสอบพร้อมกับยู่เหยียนหยุดค้างอย่างกระทันหัน จากนั้นราวหนึ่งลมหายใจเขาเดินต่อเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงอาการเล็กน้อยแต่มันทำให้หัวหน้าตึกทั้งสามเข้าใจเรื่องราวทันที สิ่งที่เนี่ยซานกล่าวล้วนเป็นความจริง มู่เฉินสัมผัสได้ถึงพวกเขาและสามารถแอบฟังพวกเขาได้ “ช่างเป็นทักษะสัมผัสที่น่ากลัวยิ่งนัก” เนี่ยซานกล่าวอย่างเหม่อลอย “สวรรค์ช่วย ข้าไม่เคยพบทักษะสัมผัสที่มีความสามารถเช่นนี้ เขาไปศึกษามันมาจากที่ใด?” ฟู่จิงหลิงอุทานอย่างตกใจ “เกรงว่าเด็กคนนี้จะมีเบื้องหลังไม่ธรรมดาเสียแล้ว ปราณ วิญญาณยุทธ์และทักษะยุทธ์ของเขาล้วนไม่ใช่ของธรรมดา” เมิ่งเซียวกล่าว “แล้วจะทำเช่นไรต่อไป?” เนี่ยซานถาม “พักไว้ก่อน รอท่านผู้นำกลับมาค่อยตัดสินใจ” เมิ่งเซียวกล่าวจบก็พุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เนี่ยซานและฟู่จิงหลิงหันมองหน้ากันเล็กน้อยจากนั้นก็พุ่งตัวจากไปเช่นกัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจปรากฏร่างหนึ่งขึ้น ณ จุดที่หัวหน้าตึกทั้งสามจากไป ผู้มาใหม่เป็นชายชราผมขาวผู้หนึ่ง เขาจ้องมองลงไปยังมู่เฉินด้วยแววตามุ่งหวัง “หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” ชายชรากล่าวรำพึงพร้อมกับละสายตาไปมองท้องฟ้าที่เวิ้งว้างว่างเปล่า หากหัวหน้าตึกทั้งสามยังไม่จากไปจะต้องจดจำชายชราได้อย่างแน่นอน เพราะเขาคือ ผู้นำสำนักหลินกวงนั่นเอง หลังจากออกจากลานทดสอบ มู่เฉินและยู่เหยียนก็รวมตัวกับรุ่นเยาว์หอประมูลยู่อิงและเดินกลับไปด้านนอกเพื่อแจ้งผลการทดสอบแก่ผู้อาวุโสยู่ไป๋ เมื่อเดินพ้นเขตลานทดสอบออกมาเบื้องนอก มู่เฉินพบเห็นมู่หยางพูดคุยรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่ด้วยรอยยิ้ม ทั้งนี้เพราะรุ่นเยาว์ตระกูลมู่ผ่านการทดสอบถึงเจ็ดคน หลังจากมู่หยางพบเห็นมู่เฉินเดนออกมา เขาหันมามองด้วยสายตาเหยียดหยามทันที “มู่เฉิน คนที่ไม่ม่วิญญาณยุทธ์เช่นเจ้าเข้าไปทำอะไรด้านในลานทดสอบ?” มู่หยางพูดถากถางอย่างชัดเจน ยู่เหยียนที่อยู่ด้านข้างถึงกับหลุดขำออกมา รุ่นเยาว์ตระกูลมู่เมื่อได้ยินคำกล่าวมู่หยางถึงกับก้มหน้าลงอย่างอับอาย อาการของรุ่นเยาว์ตระกูลมู่ทำให้มู่หยางมองอย่างสงสัย “มู่เสียน เกิดอันใดขึ้น? เหตุใดพวกเจ้าแสดงท่าทางเช่นนี้” มู่หยางกล่าวถาม “เอ่อ...คือ มันมีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูง” มู่เสียนกล่าวอย่างติดขัด คำพูดของบุตรชายเป็นดั่งสายฟ้าฟาดเข้าใส่มู่หยาง หากมู่เฉินหวนกลับสู่ตระกูล เขาจะกลายเป็นรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของตระกูลแทนมู่เสียนทันที ภาพอดีตหวนกลับมาสู่มู่หยางอีกครั้ง ในอดีตมู่หยางถูกสะกดข่มด้วยมู่ฝาน บิดามู่เฉินตลอดมา ทั้งด้านพลังยุทธ์ บุคลิกและรูปร่างหน้าตา สิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดกับบุตรชายเขาเช่นกัน มู่หยางกำมือแน่น สายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาหมุนตัวกลับมามองยังรุ่นเยาว์ของตระกูลทีละคนจนมาจบที่บุตรชายของตน “เจ้าอย่ากังวล ข้าจะหาวิธีจัดการมันเอง” มู่หยางกระซิบกับบุตรชาย สิ่งที่มู่หยางไม่คาดคิดคือ ทุกคำพูดที่เขากระซิบต่อบุตรชายไม่อาจรอดพ้นจากสัมผัสเทวะของมู่เฉินได้ เพียงแต่มู่เฉินไม่แสดงอาการเช่นไรออกมาเท่านั้น “คนที่ไม่ผ่านการทดสอบกลับตระกูลพร้อมข้า ส่วนคนที่ผ่าน ขอให้ตั้งใจฝึกยุทธ์ ทางตระกูลจะส่งของขวัญมาให้พวกเจ้าในภายหลัง แยกย้ายกันได้” มู่หยางบอกกล่าวอย่างรวบรัด จากนั้นเขาก็จากไปในทันที มู่เฉินมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างไร้อารมณ์ร่วม เขาเดินผ่านคนตระกูลมู่ไปพบผู้อาวุโสยู่ไป๋และหลิวหลิง หลังจากพูดคุยนัดแนะกันเล็กน้อย ยู่ไป๋กับหลิวหลิงก็แยกตัวจากไป ผู้อาวุโสยู่ไป๋และหลิวหลิงจะกลับไปหอประมูลยู่อิงสาขาเมืองร้อยบรรพตเพื่อจัดการเรื่องราวทางด้านนั้นให้เรียบร้อย จากนั้นจึงจะย้ายมาประจำอยู่ที่สาขาย่อยจงเหอแทน หลังจากยู่ไป๋และหลิวหลิงจากไป มู่เฉินและยู่เหยียนเดินกลับเข้าเขตลานทดสอบอีกครั้ง ระหว่างทางพวกเขาพบว่ามู่หานและมู่หลิงเอ๋อดักรออยู่ก่อนแล้ว “พี่หาน หลิงเอ๋อ พวกเจ้ามาดักรอข้ารึ?” มู่เฉินกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ข้ากับพี่หานจะเข้าไปรายงานตัวศิษย์ใหม่พร้อมท่าน” หลิงเอ๋อตอบอย่างไร้เดียงสา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีเลย งั้นเราไปพร้อมกันเถอะ” มู่เฉินพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ใจคอเจ้าจะไม่แนะนำข้ากับพวกเขาเลยรึ?” ยู่เหยียนที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดกระซิบพร้อมกับบิดที่แขนมู่เฉินอย่างแรง “โอ้ย...เจ้า...เอ่อคือ พี่หาน หลิงเอ๋อ นี่คือยู่เหยียนเพื่อนของข้าเอง ส่วนนี่คือพี่หานและหลิงเอ๋อ พวกเขาทั้งสองเป็นดั่งพี่น้องของข้า” มู่เฉินกล่าวแนะนำ “ยินดีที่ได้รู้จัก แม่นางยู่เหยียน” มู่หานทักทายอย่างสุภาพ “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน พวกเราไปรายงานตัวก่อนเถอะ จากนั้นค่อยมาสนทนากันต่อเป็นอย่างไร?” ยู่เหยียนเสนอความเห็น “จริงของเจ้า คนอื่นๆ เขาไปรายงานตัวกันเกือบหมดแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” มู่เฉินพูดขึ้นพร้อมกับมองคนอื่นๆ ที่เดินเข้าไปตึกด้านในเพื่อรายงานตัวกันเกือบหมดแล้ว ทั้งสี่คนเดินผ่านลานทดสอบและตรงไปยังอาคารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหน้าอาคารมีรุ่นเยาว์ยืนต่อแถวอยู่เจ็ดคน พวกเขาจึงเดินเข้าไปต่อแถวในทันที ด้วยความเร่งรีบ ตอนแรกมู่เฉินจึงไม่ได้สังเกต แต่หลังจากต่อแถวแล้วเขาได้หันมองรอบกายอีกครั้ง สิ่งที่เขาพบเบื้องหน้าทำให้เลือดเขาแทบจับตัวเป็นก้อน ยู่เหยียนเห็นอาการผิดปกติของเขา นางจึงมองตามสายตามู่เฉินไป ภาพที่เห็นทำให้นางหลุดขำทันที ผู้อาวุโสที่รับลงทะเบียนคือเหยากวน คนที่มู่เฉินขู่กรรโชกทรัพย์เมื่อตอนอยู่หอประมูลยู่อิง หากเหยากวนทราบตัวตนของเขา เขาคงไม่อาจรอดพ้นไปได้อย่างแน่นอน “ท่านปราชญ์ยุทธ์ ท่านเป็นอะไรไปรึ?” ยู่เหยียนกล่าวล้อเลียนเขา “เงียบไปเลย” มู่เฉินคำรามลอดไรฟันออกมา เนื่องจากมู่หานกับหลิงเอ๋ออยู่ด้านหน้าจึงไม่พบเห็นอาการของมู่เฉิน ทั้งสองยังคงส่ายสายตามองรอบด้านด้วยความสนใจ “มู่หาน หมายเลขสองร้อยเจ็ดสิบ” มู่หานกล่าวกับเหยากวน “มู่หาน...วิญญาณยุทธ์ปฐพีขั้นสูง พรสวรรค์เจ็ดดาว เจ้าจะเข้ากับตึกใด?” เหยากวนกล่าวถาม “ตึกปราณยุทธ์ขอรับ รบกวนผู้อาวุโสด้วย” มู่หานกล่าวอย่างสุภาพ “นี่ตราประจำตัว เจ้านำมันไปยังตึกปราณยุทธ์แล้วผู้อาวุโสที่นั่นจะจัดการให้เจ้าเอง” เหยากวนกล่าวอย่างเฉยเมย “ขอบคุณผู้อาวุโส” มู่หานประกบมือคาราวะแล้วรับตราหยกสีดำมา ตราหยกประจำตัวของสำนักหลินกวงมีอยู่ห้าสี แต่ละสีจะบ่งบอกตัวตนของผู้ใช้อย่างชัดเจน สีดำคือศิษย์ของตึกปราณยุทธ์ สีขาวคือศิษย์ของตึกวิญญาณ สีเขียวคือผู้อาวุโส สีแดงคือหัวหน้าตึกทั้งสามและสุดท้ายคือสีม่วงเป็นของผู้นำสำนัก “หลิงเอ๋อ หมายเลขสองร้อยเจ็ดสิบสอง” หลิงเอ๋อแนะนำตัว “เจ้าจะเข้ากับตึกใด?” เหยากวนกล่าวถาม “ข้าขอเข้าร่วมตึกวิญญาณ” นางตอบกลับ หลังจากรับตราประจำตัวสีขาว หลิงเอ๋อก็เดินออกไปยืนรอด้านนอกร่วมกับมู่หาน “ยู่เหยียน หมายเลขเจ็ดร้อยเก้าสิบเอ็ด” ยู่เหยียนกล่าว “เจ้าคือยู่เหยียน วิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงและพรสวรรค์ระดับเก้าดาวเช่นนั้นรึ?” เหยากวนมองตาเป็นประกาย “ใช่แล้ว” นางตอบกลับอย่างเรียบเฉย “รับไป นี่ตราประจำตัวของเจ้า” เหยากวนยื่นตราหยกสีขาวให้นาง “ผู้อาวุโส เหตุใดไม่กล่าวถามการเลือกตึก?” ยู่เหยียนกล่าวอย่างสงสัย ปกติศิษย์ใหม่จะต้องเป็นคนเลือกตึกเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางการฝึกยุทธ์ของแต่ละคน แต่เมื่อถึงรอบยู่เหยียนเขากลับมอบตราหยกให้นางโดยที่ไม่กล่าวถามแม้แต่น้อย “เจ้ามีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูง ย่อมเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายวิญญาณมิใช่รึ” เหยากวนตอบกลับ แม้จะสงสัยอยู่บ้างแต่ก็เป็นจริงอย่างที่เหยากวนบอก นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์สายวิญญาณจึงทำได้เพียงพยักหน้าแล้วเดินจากไป “มู่เฉิน หมายเลขเจ็ดร้อยเก้าสิบสอง” มู่เฉินแจ้งชื่อและหมายเลขประจำตัว “เจ้าทำได้ดีมาก รับไป นี่ตราประจำตัวของเจ้า” เหยากวนส่งตราหยกสีดำให้แก่มู่เฉิน “ข้ามีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงเช่นเดียวกับนาง เหตุใดไม่ได้อยู่ตึกวิญญาณ?” มู่เฉินกล่าวถาม “มีคนผู้หนึ่งให้เจ้าเข้าร่วมตึกปราณ เขาบอกว่าเจ้าจะเข้าใจเอง” เหยากวนกล่าวอย่างครุ่นคิด เหยากวนรับเรื่องนี้มาจากผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตึกปราณ แม้จะมีความสงสัยอยู่บ้างที่ให้ผู้ที่มีวิญญารยุทธ์นภาขั้นสูงเข้ากับตึกปราณแต่ด้วยฐานะเขาที่ต่ำกว่าจึงต้องยอมทำตาม “ขอบคุณผู้อาวุโส ข้าขอลา” มู่เฉินคาราวะแล้วเดินจากไปทันที ด้านนอก มู่หาน หลิงเอ๋อและยู่เหยียนยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นมู่เฉินเดินออกมาทั้งสามจึงหยุดการพูดคุยลง “ท่านเลือกเข้าตึกใด?” หลิงเอ๋อถามอย่างมีเลศนัย “ตึกปราณ ทำไมรึ?” มู่เฉินตอบ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าชนะแล้ว แม่นางยู่เหยียนต้องขออภัยด้วย” หลิงเอ๋อหัวเราะร่า “มีอะไรเกิดขึ้นรึ?” มู่เฉินยังเกิดความสงสัย “พวกนางสองคนพนันกันด้วยหินปราณพันก้อนว่าเจ้าจะเข้าตึกใด” มู่หานพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “เหตุใดเจ้าไม่โดนบังคับให้เข้าร่วมตึกวิญญาณ?” ยู่เหยียนไม่สนใจอาการของหลิงเอ๋อ นางหันมาถามมู่เฉินด้วยความสงสัย “ข้าไม่ทราบ เมื่อข้าแจ้งชื่อ ผู้อาวุโสก็มอบตราหยกสีดำให้ข้าทันที” เขาตอบพร้อมกับส่ายหัวอย่างจนใจ “งั้นเราก็แยกกันตรงนี้เถอะ เจ้ากับพี่หานไปตึกปราณส่วนข้ากับหลิงเอ๋อจะไปตึกวิญญาณ” ยู่เยียนพูดจบก็จากไปพร้อมกับหลิงเอ๋อ หลังจากยู่เหยียนและหลิงเอ๋อจากไปมู่เฉินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับทบทวนเรื่องราวมากมายที่วนเวียนในหัวของเขา ถูกขับไล่ออกจากตระกูล ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ในที่สุดก็ได้เป็นศิษย์สำนักหลินกวง ในตอนนี้แม้จะยังห่างใกลจากเป้าหมายแต่อย่างน้อยเขาก็หลุดจากการตามล่าของตระกูลได้สำเร็จ