ผลพวงจากอาการตื่นเต้นเกินเหตุ ทำหรานเหมยนอนไม่หลับเกือบทั้งคืนเพราะความหวังเล็ก ๆ ที่อยากเห็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิมและอยากเห็นหน้าศิลปินในดวงใจเร็ว ๆจิตใจของหรานเหมยจึงจดจ่ออยู่กับสองสิ่งนี้เป็หลักเรียกได้ว่าตื่นเต้นจนลืมกินลืมนอนเลยก็ว่าได้
่บ่ายของวันรู้สึกเหมือนว่าอากาศจะร้อนกว่าปกติ แต่ให้ตายเถอะโว้ยยย ต่อให้ยกนรกมาไว้ที่นี่หล่อนก็จะไม่หัวเสียใส่ใครเด็ดขาดเพราะอีกเดี๋ยว...หล่อนก็จะได้เจอกับพ่อเทพบุตรสุดหล่อคนนั้นแล้วอีกอย่างตอนนี้เจียหรานเหมยแต่งสวยแบบจัดเต็ม จะมามัวทำหน้าบูดมุ้ยอยู่ก็ใช่เื่
แล้วความดีความชอบเื่การแต่งหน้าแต่งตัวของวันนี้หรานเหมยต้องยกนิ้วให้กับเพื่อนสาวคนสนิทที่ลงทุนตื่นแต่เช้ามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะด้วยเหตุผลที่ว่า...อยากให้หรานเหมยดูดีที่สุดและอยากให้วันนี้เป็วันที่น่าจดจำสำหรับหรานเหมย ผิงปิงเหอจึงจัดเต็มให้หล่อนั้แ่หัวจรดเท้า!
มันไม่ง่ายนักหรอกที่ยัยลูกหมูหรานเหมยจะกล้าลุกขึ้นมาแต่งตัว แล้วก็ถ่อสังขารพาตัวเองออกมาดูคอนเสิร์ตแบบนี้ไอ้ชอบศิลปินมันก็ชอบอยู่หรอก แต่ด้วยรูปร่างที่อ้วนป้อมทำให้หล่อนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เวลาอยู่ลำพังก็พอทนแต่ตอนที่ออกไปอยู่รวมกลุ่มกับผู้หญิงหลาย ๆ คน มันดันมีความรู้สึกสายหนึ่งผุดขึ้นมาตอกย้ำปมด้อยในใจของหรานเหมยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จะอะไรได้ล่ะก็หล่อนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็แกะดำน่ะสิ! แม้ว่าปิงเหอจะคอยปลอบใจและคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ แต่ด้วยสภาพอย่างหล่อน หรานเหมยก็ไม่กล้าหลับหูหลับตาบอกว่าตัวเองสวยได้หรอกนะ
ภายในโดมขนาดมหึมา ซึ่งอัดแน่นไปด้วยเหล่าแฟนคลับตัวยง
เมื่อได้มาัับรรยากาศอันแสนพิเศษนี้ด้วยตาตัวเองความรู้สึกอิ่มเอมใจก็ผุดขึ้นมาอย่างล้นหลามมันเป็ความรู้สึกดีที่อธิบายไม่ถูกจริง ๆ หลังพาตัวเองเข้ามาในงานได้ราวหนึ่งชั่วโมงเศษๆ จนป่านนี้เจียหรานเหมยก็ยังตื่นเต้นอยู่เลย หัวใจของหล่อนสั่นคลอน ตุ้ม ๆ ต่อม ๆเป็ระยะ ลุ้นอยู่ตลอดว่าศิลปินจะออกมาตอนไหน
หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่กี่นาทีแสงไฟหลากสีก็สาดส่องไปทั่วโดมปิดขนาดใหญ่ ชวนให้เสียงพูดคุยของเหล่าแฟนคลับเงียบสงบลงแล้วมีเพลงของศิลปินเปิดคลอขึ้นมา นี่คงถึงเวลาแสดงตัวของศิลปินแล้วสินะ
"มาแล้ววววศิลปินขึ้นเวทีแล้ว" เสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้น
เมื่อดวงตาเล็ก ๆของหรานเหมยสังเกตเห็นคนที่อยู่ใต้แสงสปอตไลต์ อาการตื่นเต้นที่มีอยู่แต่แรกก็เลือนหายไปฉับพลันแล้วอาการเสียววาบปนชาหนึบก็ก่อตัวในหัวใจแล้วผุดขึ้นมาแทนที่
เสียงแนะนำตัวอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นนั่นเรียกสายตาของหรานเหมยให้จดจ้องไปยังชายร่างสูงบนเวทีใหญ่ราวกับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ฝ่ามือกลมป้อมกระชับป้ายไฟที่หล่อนเตรียมมาจนแน่นขนัดหรานเหมยข่มความตื้นตันใจไว้ในเบื้องลึกของทรวงอก
ภาพตรงหน้าเป็เหมือนกับความฝันแต่ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจนั้นบอกกับหล่อนว่านี่คือความจริง…
แล้วการแสดงหลักก็ดำเนินไปตามลำดับอย่างรวดเร็วก่อนจะเป็เวลาของคิวเพลงอื่น ๆ ที่จัดไว้สำหรับเอาใจแฟนคลับที่ยอมจ่ายเงินเข้ามาชมคอนเสิร์ตโดยเฉพาะพวกไอดอลหนุ่มขยับตัวเดินไปตามจุดต่าง ๆ ของเวที เพื่อให้เข้าถึงแฟนคลับในหลาย ๆโซน ทั้งเป็การเซอร์วิสและเอาใจแฟน ๆ
โซนบัตรของหรานเหมยเป็บัตรยืนชิดขอบเวทีเพราะมีราคาสูงกว่าบัตรประเภทอื่น ๆ จากคอนเสิร์ตเดียวกันเธอจึงมีโอกาสได้รับความสนใจจากศิลปินมากกว่าพวกที่อยู่โซนอื่น ๆแน่นอนว่าพอเป็มุมนี้หล่อนจะสามารถมองเห็นศิลปินได้อย่างชัดเจนแม้วันนี้จะใส่คอนแทคเลนส์แทนการสวมแว่นก็ตาม
ศิลปินคนอื่น ๆ สลับกันเดินผ่านจุดที่หรานเหมยยืนอยู่อย่างขวักไขว่พวกเขาโบกไม้โบกมือ พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้แฟนคลับรอบ ๆ อย่างเป็มิตรแต่น่าใจหายที่ศิลปินเ่าั้มองเลยจุดที่หรานเหมยยืนอยู่ให้ความรู้สึกคล้ายว่าหล่อนไม่มีตัวตนแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หรานเหมยรู้สึกน้อยใจอะไรขนาดนั้น ทั้งที่หล่อนโดนมองข้ามแท้ๆ เพราะสิ่งเดียวที่หล่อนสนใจก็คือเฉวียนรุ่ยที่กำลังเดินยิ้มแย้มมาจากอีกทางต่างหากล่ะ
ยิ่งศิลปินชายผู้มีหน้าตาโดดเด่นอย่างพี่เฉวียนรุ่ยเริ่มเดินเข้ามาใกล้ หรานเหมยยิ่งสูดหายใจลึกเข้าปอดด้วยความตื่นเต้นแอบลุ้นในใจอยู่ลำพัง ว่าเขาจะมองเห็นหล่อนที่ยืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่าหรือจะเลือกเดินผ่านไปเฉย ๆ เหมือนกับคนอื่น ๆ
ยิ่งพี่เฉวียนรุ่ยเดินเข้ามาใกล้จนชิดขอบเวทีเสียงกรี๊ดกร๊าดของเหล่าแฟนคลับก็ยิ่งดังขึ้นมาเป็ระลอกคลื่นเมื่อเ้าตัวเดินมาหยุดอยู่ที่ขอบเวทีด้านหน้า ใบหน้าหล่อสะอาดก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่ว ผิดกับหรานเหมยที่มองตรงไปยังเขาเพียงจุดเดียว
ดวงตากลมจ้องมองภาพด้านหน้าด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นตั้งใจจดจำและตั้งใจตักตวงกับสิ่งที่เห็นอยู่ในตอนนี้ให้ได้มากที่สุดหล่อนอยากให้มันฝังสถิตอยู่ในส่วนลึกของหัวใจไปตลอด แล้วใครจะไปคาดคิดว่า อยู่ดี ๆสายตาเล็ก ๆ ของหรานเหมยจะเผลอไปสบเข้ากับอีกฝ่ายโดยบังเอิญ
ขอบอกเลยว่า!!!วินาทีนั้นหล่อนแทบวูบแล้วล้มทั้งยืน
พระเ้าโว้ยยยคนอะไรเนี่ย หล่อวัวตายควายล้มจริง ๆ>//<
“ขอบคุณนะครับ”
เขาพูดขณะหยิบตุ๊กตาตัวเล็กออกไปจากมือของหรานเหมยแล้วเขาก็ซุกเ้าตุ๊กตาตัวน้อยไว้ในอ้อมกอดพร้อมกับส่งแววตาและใช้น้ำเสียงอ่อนโยนกับหล่อนอย่างคาดไม่ถึงนี่ทำลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึกไปหลายจังหวะแถมหูของหล่อนก็ดันอื้ออึงไม่สามารถรับรู้เสียงรอบข้างใด ๆ ได้อีกยอมรับว่าวินาทีนี้คล้ายว่าเวลาได้หยุดหมุนลงชั่วขณะ
ในหูของหล่อนไม่รับรู้อะไรอีกยกเว้นแต่เสียง 'ขอบคุณนะครับ' ของเขาคนนั้น ที่ดังก้องอยู่ในหูอย่างต่อเนื่อง
แต่แล้วความสุขที่เกิดขึ้นก็ผ่านไปไวอย่างน่าใจหายเมื่อมีเสียงอึกทึกดังขึ้นใกล้ ๆ พาให้เจียหรานเหมยหลุดออกจากภวังค์ไปโดยปริยายเสียงกรี๊ดที่เกิดจากความตื่นเต้นก่อนหน้ากลายเป็เสียงกรี๊ดที่เกิดจากความหวาดกลัว
เพราะมัวแต่ฟินกับศิลปินตรงหน้าเจียหรานเหมยจึงรู้ไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปกะทันหันพลอยให้หล่อนเกิดความสับสนงุนงงอย่างหนักสงสัยเหลือเกินว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เห็นเพียงแค่เหล่าแฟนคลับรอบตัวต่างลุกลี้ลุกลนพากันวิ่งหนีไปยังทางออกอย่างอุตลุด
อีกอึดใจเดียว...หรานเหมยก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งะโขึ้นมา บอกว่าลำโพงะเิและมีคนจำนวนไม่น้อยที่าเ็จากการโดนเบียดและโดนเหยียบได้ฟังอย่างนั้นหรานเหมยก็ใสุดขีด หล่อนเองก็ถูกเบียดเหมือนกันโชคดีที่เกาะรั้วเวทีไว้แน่น จึงไม่ได้ล้มลงเหมือนคนอื่น ๆไม่งั้นหล่อนคงถูกเหยียบจนแบนแน่นอน
หรานเหมยพยายามทรงตัวเพื่อจะหาจังหวะแทรกตัวออกมาจากจุดที่ตนยืนอยู่ แต่เพราะหรานเหมยเป็หญิงอ้วนเ้าเนื้อหล่อนจึงขยับตัวได้ยาก แล้วคนที่อยู่รอบ ๆก็ยิ่งเบียดเสียดหนีตายชนิดที่ไม่มีใครสนใจใคร
ตอนนี้หล่อนเริ่มหายใจติดขัดเป็่ๆ
แล้วกลิ่นไหม้ของควันไฟก็โชยตลบอบอวลปกคลุมไปทั่วบริเวณยิ่งทำให้เหตุการณ์ภายในโดมคอนเสิร์ตชุลมุนมากกว่าเดิม สองขาใหญ่ใต้ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าต่างขยับยุกยิกเพื่อดันตัวเองให้เคลื่อนไปตามกลุ่มคนอย่างร้อนรนเพราะจุดที่ลำโพงะเิมันอยู่ใกล้กับโซนที่หล่อนยืนอยู่บริเวณนี้จึงวุ่นวายกว่าโซนอื่น ๆ
แล้วความบรรลัยมันก็อยู่ที่ว่าโดมที่ใช้จัดคอนเสิร์ตดันเป็โดมปิด มีทางเข้าทางออกแค่สองทางเท่านั้นซึ่งแต่ละประตูจะรองรับการเข้าออกได้เพียงครั้งละสิบคน การระบายคนด้านในออกไปจึงเป็เื่ที่ทำได้ยากและช้าส่งผลให้การจลาจลด้านในเป็เหมือนกับฝูงปลาที่เวียนว่ายอยู่ในอ่าง
แต่แล้วจู่ ๆเสียงะเิก็ดังขึ้นมาเป็รอบที่สอง กระตุ้นให้เจียหรานเหมยเกิดอาการชาหนึบในอกและอาการนั้นทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆแล้วแรงบีบรัดในอกก็สร้างความเ็ปหนักขึ้นอีกจนหรานเหมยต้องนิ่วหน้าและยกมือข้างหนึ่งขึ้นกอบกุมหน้าอกไว้ขณะเดียวกันมืออีกข้างของหรานเหมยก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าใบเล็กหล่อนพยายามควานหากล่องยาประจำตัว
แต่ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปอีกเมื่อกระเป๋าเล็ก ๆ ของหล่อนถูกเบียดชนจนขาดวิ่นลงพื้นแล้วกระเป๋าใบนั้นก็ถูกเหยียบย่ำไม่เหลือชิ้นดี!
เจียหรานเหมยอ้วนโดยกรรมพันธุ์ หล่อนจึงมีโรคแทรกซ้อนั้แ่วัยสาวแล้วโรคที่หล่อนเป็ คือโรคหัวใจ กับโรคหอบ คาดว่าตอนนี้กล้ามเนื้อหัวใจของหล่อนคงขาดเืกะทันหันหรือไม่ก็เกิดสภาวะหัวใจวายเฉียบพลันปนกับอาการหอบเหนื่อยหล่อนถึงได้รู้สึกเจ็บหน้าอกซีกซ้ายจนรวดร้าวขึ้นไปถึงลำคอขณะเดียวกันก็หายใจผิดจังหวะ และหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
วินาทีนี้หล่อนบอกกับตัวเองว่าตายแน่ ยังไงหล่อนก็ไม่รอดแน่
เมื่อนึกถึงความตาย...หยดน้ำตาเม็ดใสก็ไหลปริ่มออกมาแล้วปลายนิ้วมือของหล่อนก็ค่อย ๆ เย็นเหยียบจนชาดิกไร้ความรู้สึกไปในที่สุดหรานเหมยพยายามประคองลมหายใจให้เสถียรที่สุดตราบเท่าที่จะทำได้แล้วหล่อนก็ปรือดวงตามองไปที่เพดานสูง คล้าย้านึกปลงให้กับความตายที่ย่างกรายเข้ามาเรื่อยๆ
ั้แ่เกิดมา...
จวบจนวันนี้...
หล่อนไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชีวิตที่แสนสั้น และต้องมาจบชีวิตลงง่าย ๆ ที่นี่แต่หากต้องลาจากโลกนี้ไปจริง ๆ หล่อนก็คงฝืนโชคชะตาไม่ได้ จะห่วงก็แต่ผิงปิงเหอและคนในครอบครัว พวกเขาคงเศร้าเสียใจกับการจากไปของหล่อนมากแน่ ๆ