ภายใต้สายตาของผู้คนนับหมื่นเซียวเฟิงยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังประตูตำหนัก มิได้มีท่าทีใดๆ ผิดแผกราวกับเดินเล่นในสวน ไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น
"มีบางอย่างแปลกๆ!"
เหล่าศิษย์สำนักเทียนฮ่าวที่ล่วงรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของตำหนักหลังที่เก้าต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ฟู่สงเองก็เช่นกัน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยแววตาฉายความเหลือเชื่อ
การจะเข้าใกล้ตำหนักหลังที่เก้าได้นั้นจำเป็ต้องมีจิตใจแห่งเต๋าและเจตจำนงที่แข็งแกร่งดุจขุนเขาครั้งหนึ่งเคยมีจอมยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์้าเข้าใกล้ตำหนักหลังที่เก้าแต่สุดท้ายกลับล้มเหลว ต้องคุกเข่ากราบไหว้ต่อตำหนักมิอาจเข้าใกล้ได้แม้เพียงครึ่งก้าว ไฉนเซียวเฟิงจึงเดินเล่นสบายๆเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าประตูตำหนักได้เล่า
"ช่างน่าสนใจ!"
เมื่อเซียวเฟิงเข้าใกล้ประตูตำหนักจิตใจของเขาก็พลันสั่นไหว ราวกับว่าตำหนักที่อยู่เบื้องหน้ามิใช่ตำหนักอีกต่อไปหากแต่เป็ท้องฟ้าอันไร้ขอบเขตแสงทองที่สาดส่องลงมาก่อเกิดภาพลวงตาอันน่าสะพรึงกลัวราวกับมิอาจขัดขืนเจตจำนงแห่ง์ได้ หากจิตใจแห่งเต๋าไม่มั่นคงเจตจำนงไม่เข้มแข็ง คงต้องก้มกราบลงกับพื้นแล้วเป็แน่
แต่เซียวเฟิงกลับมิหวั่นไหวแม้แต่น้อยเขายื่นมือขวาออกไป ค่อยๆ ผลักประตูตำหนักให้เปิดออก ประตูตำหนักอันใหญ่โตก็ค่อยๆเปิดออกต่อหน้าสายตาทุกคู่ เห็นเพียงแสงทองส่องสว่างบันได์สีทองทอดยาวปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
บันได์มีเพียงเก้าขั้นแต่ละขั้นราวกับมีเหวลึกขวางกั้น สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบันไดสีทองทั้งเก้าในสายตาของพวกเขา บันได์เส้นนี้มิได้ยาวนักแต่ในใจกลับรู้สึกว่าแต่ละขั้นนั้นไกลเกินเอื้อม
"บันไดเก้าขั้นหมายถึงเก้าระดับขั้นในวิถีแห่งยุทธ์แต่ละขั้นมีความแตกต่างกันอย่างมิอาจประเมินค่าได้และบันไดทั้งเก้าขั้นนี้คือบททดสอบจิตใจแห่งเต๋าและเจตจำนงของผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งจิตใจแห่งเต๋าและเจตจำนงแข็งแกร่งเพียงใดก็จะสามารถปีนป่ายขึ้นไปได้สูงเพียงนั้น ระดับที่สามารถบรรลุได้ในภายภาคหน้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยแต่การทดสอบขั้นฝืนชะตาฟ้านี้ั้แ่เริ่มจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถผ่านไปได้แม้แต่ท่านอาจารย์บรรพบุรุษผู้เก่งกาจของเราก็ทำได้เพียงแค่ก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น ดังนั้นในภายหลัง ระดับพลังของท่านอาจารย์บรรพบุรุษจึงหยุดอยู่ที่ขีดจำกัดของขั้นจอมยุทธ์สูงศักดิ์"
เหล่าผู้าุโมองไปยังบันไดสีทองทั้งเก้าด้วยสายตาที่ซับซ้อนจากนั้นก็อธิบายให้ศิษย์ของตนฟัง เมื่อเหล่าศิษย์ได้ยินดังนั้นต่างก็สั่นสะท้านในใจที่แท้การทดสอบขั้นฝืนชะตาฟ้ายังมีเื่ราวเช่นนี้แฝงอยู่ด้วย
แต่ท่านอาจารย์บรรพบุรุษของพวกเขาก็แข็งแกร่งหาผู้ใดเทียบได้มีพลังถึงขั้นจอมยุทธ์สูงศักดิ์ระดับพลังเช่นนี้เพียงพอที่จะท่องไปทั่วดินแดนตะวันออกแม้แต่กลุ่มอำนาจชั้นหนึ่งสิบกลุ่มนั้นก็คงไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
"ข้าพนันได้เลยว่าเซียวหานผู้นี้แม้แต่ขั้นแรกก็ยังก้าวขึ้นไปไม่ได้ จิตใจต้องแตกสลายดับสูญไปอย่างแน่นอน"
"หึ! แน่นอนอยู่แล้วเขาก็แค่คนที่ไม่รู้จักประมาณตนเท่านั้น"
เหล่าศิษย์ต่างก็กล่าวชมเชยถึงความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์บรรพบุรุษจากนั้นก็มองไปยังเซียวเฟิงที่อยู่หน้าประตูตำหนักด้วยสายตาเหยียดหยามในสายตาของพวกเขา เซียวหานผู้นี้คงมิอาจก้าวขึ้นไปได้แม้แต่ขั้นแรกจิตใจคงแตกสลายไปอย่างแน่นอน
"ผู้ใช้กระบี่ ย่อมไม่ย่อท้อก้าวไปข้างหน้า แม้ต้องฝืนชะตาฟ้าลิขิตก็มิมีวันถอย!" เซียวเฟิงมองไปยังบันไดสีทองทั้งเก้าดวงหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม เดิมทีเซียวเฟิงนั้นสงบนิ่งแต่ในขณะนี้กลับดูเหมือนกระบี่ที่ถูกดึงออกจากฝัก
"หวึ่ง!"
ในที่สุด ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายเซียวเฟิงได้ย่างเท้าออกไปแล้ว และเมื่อก้าวออกไปทุกคนพลันรู้สึกว่าฟ้าดินสั่นะเืพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดถาโถมลงมาจากยอดบันได์ภายใต้พลังอำนาจราวกับเจตจำนงแห่ง์นี้แม้แต่ผู้ที่มิได้เข้าร่วมการทดสอบต่างก็ใจเต้นแรงร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
"ปรารถนาจะฝืนชะตาฟ้าก็จงเตรียมรับความพิโรธแห่ง์เถิด" ฟู่สงแค่นเสียงเย็นเยียบมองไปยังเซียวเฟิงที่ก้าวเท้าออกไป ในสายตาของเขาเซียวเฟิงต้องตายอย่างแน่นอนเมื่อเผชิญหน้ากับพลังอำนาจแห่ง์
"แค่์เท่านั้น จะทำอะไรข้าได้?"เปลือกตาปรือลงเล็กน้อยเผชิญหน้ากับพลังอำนาจราวกับเจตจำนงแห่ง์ เซียวเฟิงกลับมิใส่ใจแม้แต่น้อยเขายกเท้าขึ้นอีกครั้ง นำพาร่างกายก้าวขึ้นไปบนบันไดสีทองขั้นแรก
"ตูม!"
เมื่อร่างของเซียวเฟิงก้าวขึ้นไปบนบันไดขั้นแรกอย่างสมบูรณ์ในบัดดล พลังแห่ง์ก็คำรามกึกก้องแม้แต่ผู้ที่อยู่ภายนอกตำหนักก็รู้สึกได้ถึงความพิโรธแห่ง์พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวนี้มิใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทานทนได้์คือสิ่งสูงสุด มิยอมให้มนุษย์ลบหลู่
"น่ากลัวเกินไปแล้วภายใต้พลังอำนาจแห่ง์นี้ ข้ารู้สึกราวกับเป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่ง"พลังแห่ง์แผ่ซ่านไปทั่วลานประลองศิษย์สำนักเทียนฮ่าวที่จิตใจไม่มั่นคง ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
ในขณะที่เหล่าศิษย์สำนักเทียนฮ่าวต่างได้รับผลกระทบจากพลังแห่ง์มากบ้างน้อยบ้างแต่เซียวเฟิงกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่บนบันไดสีทองขั้นแรกดวงหน้าเต็มไปด้วยความเฉยเมย แม้ต้องเผชิญหน้ากับพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวนี้กลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ราวกับว่าพลังแห่ง์คือคลื่นลมที่โหมกระหน่ำแต่เขากลับเป็ก้อนหินที่ตั้งตระหง่านอยู่บนชายฝั่งต่อให้คลื่นลมจะรุนแรงเพียงใดก็มิอาจสั่นคลอน
ภาพเหตุการณ์นี้ในสายตาของเหล่าผู้พิทักษ์าุโนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงในสายตาของพวกเขา เซียวเฟิงในขณะนี้มิใช่เซียวเฟิงอีกต่อไปหากแต่เป็กระบี่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือฟ้าดิน
กระบี่เล่มนี้กำลังฝืนชะตาฟ้าลิขิตแม้ต้องเผชิญหน้ากับ์กระบี่ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าก็มิหวั่นไหวราวกับจะฟาดฟัน์ให้แตกออก
ขั้นที่สอง...ขั้นที่สาม...ขั้นที่สี่...
ขณะที่ก้าวข้ามบันไดสีทองไปทีละขั้นเซียวเฟิงที่กลายร่างเป็กระบี่กำลังฝืนชะตาฟ้าลิขิตในขณะนี้เขามิได้กลายร่างเป็เพียงกระบี่หากแต่กลายร่างเป็วิถีกระบี่อันไร้ขีดจำกัดที่อยู่ในจิตใจพลังแห่งวิถีกระบี่อันไร้ขีดจำกัดนี้ แม้แต่์ก็มิอาจกดข่ม แผ่นดินก็มิอาจบีบคั้นเพราะวิถีกระบี่อันไร้ขีดจำกัดนี้เป็วิถีของเซียวเฟิงแต่เพียงผู้เดียว
"เป็...เป็ไปไม่ได้เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน นี่คือขั้นไร้ระดับแห่งการบรรลุเต๋าในชั่วพริบตาแล้วเต๋าคือตน ตนคือเต๋า บรรลุเต๋าในชั่วพริบตา!" ฟู่สงผู้มีพลังขั้นจ้าวแห่งยุทธ์เบิกตากว้างมองไปยังเซียวเฟิงที่ก้าวข้ามบันไดขั้นที่แปดในพริบตาย่างเท้าเข้าสู่ขั้นฝืนชะตาฟ้าขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของบันไดขั้นที่เก้าอย่างตะลึงงันราวกับคนเสียสติ
บรรลุเต๋าในชั่วพริบตานี่คือจิตใจแห่งเต๋าที่ขั้นนักพรตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะมีได้เซียวเฟิงยังหนุ่มแน่น ไฉนจึงมีจิตใจแห่งเต๋าอันไร้ขีดจำกัดได้ในเมื่อมีจิตใจที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ต่อให้ระดับพลังในปัจจุบันยังต่ำต้อยแต่ความสำเร็จในอนาคตก็ไม่อาจประเมินได้
"ไม่ได้การข้าต้องกำจัดเด็กคนนี้ทิ้ง" ในขณะนี้แววตาของฟู่สงเต็มไปด้วยเจตจำนงสังหารยิ่งกว่าครั้งใดๆเขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าความแค้นระหว่างฟู่อี้บุตรชายของตนและเซียวหานนั้นมิอาจแก้ไขได้หากเซียวหานเติบโตขึ้น วันสุดท้ายของบุตรชายตนคงมาถึงในไม่ช้าดังนั้นไม่ว่าอย่างไร วันนี้เซียวหานต้องตาย
"แค่ขั้นฝืนชะตาฟ้าเท่านั้นการทดสอบเช่นนี้ช่างน่าเบื่อ" สำหรับผู้อื่นการทดสอบขั้นฝืนชะตาฟ้านี้อาจจะยากราวกับปีนป่ายขึ้นสู่์แต่สำหรับเซียวเฟิงกลับเป็เื่ง่ายเพราะการทดสอบขั้นฝืนชะตาฟ้านี้คือการทดสอบจิตใจและเจตจำนงและจิตใจแห่งกระบี่ของเซียวเฟิงนั้นแข็งแกร่งจนไม่อาจสั่นคลอนได้
"ขั้น…ขั้นที่เก้านี่…นี่พวกเรามองเห็นผีไปแล้วกระมัง" ในที่สุดเมื่อมีผู้แข็งแกร่งของสำนักเทียนฮ่าวได้สติกลับคืนมา ก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นกล่าวเสียงตะกุกตะกัก พลันรีบใช้มือขยี้ตาอย่างแรงอีกครั้งเมื่อมองอย่างตั้งใจอีกครั้งก็พบว่าตนเองมิได้ตาฝาด มิได้ฝันไป
ท่ามกลางสายตาที่หวาดกลัวนับไม่ถ้วนเซียวเฟิงค่อยๆ ก้าวเดินลงมาจากบันไดขั้นที่เก้าทีละก้าวท่าทางราวกับเดินเล่นอยู่ในลานบ้านของตนเอง และยิ่งเซียวเฟิงทำเช่นนี้จิตใจของทุกคนก็ยิ่งถูกกระทบกระเทือนมากขึ้นเท่านั้นต้องรู้ว่าท่านอาจารย์บรรพบุรุษของพวกเขาก็ยังหยุดอยู่แค่ขั้นที่เจ็ดแต่เซียวเฟิงกลับก้าวข้ามเก้าขั้นได้อย่างง่ายดาย หากกล่าวเช่นนี้ในอนาคตเซียวเฟิงก็มีโอกาสที่จะเป็จักรพรรดิยุทธ์อย่างนั้นหรือ?
เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้นี้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็หายใจถี่ขึ้นอย่างรวดเร็วและเมื่อมองไปยังเซียวเฟิงอีกครั้ง ท่าทีของทุกคนกลับเปลี่ยนไปอย่างมากไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเยาะเย้ยเซียวเฟิงแม้แต่ครึ่งคำ