ตอนที่ 1: เงาในห้องหอ
กลิ่นหอมกลมกล่อมของกำยานชั้นดีลอยอวลอยู่ทั่วค่ำคืน เจือจางด้วยกลิ่นสุรามงคลที่อบอวลเคล้าคลอในบรรยากาศอันเงียบสงบ ทว่ากดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ความเ็ประลอกหนึ่งแล่นพล่านผ่านสมองของ กู้หนานโจว ดุจมีเส้นใยไร้รูปนับพันกำลังดึงรั้งและถักทอความทรงจำรวมถึงสติสัมปชัญญะขึ้นใหม่ทีละเส้น ทีละสายอย่างเชื่องช้าแต่เด็ดขาด เมื่อเปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏผ่านแสงสลัวสีชาดของโคมมงคลและม่านผ้าไหมปักดิ้นทองคือ เรือนหออันวิจิตรอลังการตระการตา ชายหนุ่มก้มลงมองมือคู่หนึ่งในอาภรณ์เ้าสาวสีแดงสด—มือที่เคยสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่อชะตากรรม บัดนี้กลับวางสงบอยู่บนตักอย่างไร้ระลอกคลื่น
แววตาที่เคยหม่นหมอง ไร้ประกายชีวิต และถูกตราหน้าว่าเป็ "ขยะไร้ค่า" แห่งเมืองหลวง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรยามค่ำคืนที่ไร้ก้นบึ้ง ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว
เขาไม่ได้เอ่ยคำใด ไม่มีความตื่นตระหนกหรือเสียงอุทานเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก มีเพียงปลายนิ้วเรียวยาวที่ยกขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดแปลบที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวพเนจรสำรวจรอบห้องอย่างพิจารณา
กริ๊ก...
เสียงลงกลอนประตูไม้แกะสลักดังขึ้นแ่เบา ขัดจังหวะความเงียบงัน พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้กุมชะตาชีวิตของเขาในค่ำคืนนี้
นางคือ ซูชิงเหอ คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซู—สตรีผู้ถือสิทธิ์และกุมแส้แห่งอำนาจของสายตรงในตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งผู้มั่งคั่ง นางค่อยๆ เอื้อมมือเรียวปลดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้าหมดจดงดงามราวกับหยกสลักชั้นดี ทว่าแววตากลับฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังซ่อนความเ็าและแรงกดดันอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้ภายใต้ท่าทีที่พยายามฝืนประคับประคองให้มั่นคง
ซูชิงเหอมองตรงมายังชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ในใจนางคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องพบกับแววตาประหม่า หวาดหวั่น หรือไม่ก็ประกายความโลภหิวโหยในทรัพย์สินเงินทองของ "เขยแต่งเข้า" ผู้ต้อยต่ำไร้ที่พึ่งพิง
ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับผิดคาดไปไกลลิบลับ กู้หนานโจวเพียงแต่นั่งประสานมือไว้อย่างสงบนิ่ง รังสีความเยือกเย็นและมาตร Read ที่แผ่ออกมาจากตัวของเขากลับทำให้กระแสกดดันที่นางตระเตรียมคำพูดไว้ข่มขวัญถึงกับสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"คุณชายกู้..." น้ำเสียงของซูชิงเหอนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นหรือความรู้สึกยินดีอันควรมีในวันแต่งงานของคู่สามีภรรยา "พิธีการด้านนอกสิ้นสุดลงแล้ว ต่อจากนี้คือความจริงที่เราจำเป็ต้องตกลงกันให้ชัดเจน"
นางก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะไม้แกะสลักตรงข้ามกับเขา รินสุรามงคลสีอำพันลงในจอกแก้วใส ทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม รังสีความจริงจังแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง
"การแต่งงานครั้งนี้เป็เพียงละครฉากหนึ่งที่จัดฉากขึ้นเพื่อตบตาผู้คน บรรดาน้องชายและน้องสาวของท่านพ่อ รวมถึงเหล่าผู้าุโในตระกูล ต่างจ้องจะฮุบอำนาจการค้าและการผูกขาดเส้นทางการค้าทั้งหมดของตระกูลสายตรง พวกมันมีบุตรชายที่เ้าเล่ห์เพทุบายและมีคอนเนกชันกว้างขวางในราชสำนัก พยายามหาทางบีบคั้นและเนรเทศข้าออกไปด้วยการบังคับให้ไปแต่งงานกับตระกูลขุนนางตกอับเพื่อตัดตอนอำนาจ"
แววตาคู่คมของซูชิงเหอฉายประกายเด็ดเดี่ยวและกร้าวแกร่งขึ้นวูบหนึ่ง "การรับท่านเข้ามาในตระกูลในฐานะ 'เขยแต่งเข้า' จึงเป็หนทางเดียวที่ทำให้ข้ายังคงมีสิทธิ์ถือครองอำนาจในตระกูลซู และสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตระกูลของท่านพ่อเอาไว้ได้"
แม้จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายและคำประกาศที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ กู้หนานโจวก็ยังคงรักษารอยยิ้มบางเบาไว้ที่มุมปาก สายตาของเขามองตรงไปยังดวงตาคู่สวยของนาง ราวกับสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปถึงความวิตกกังวลและภาระอันหนักอึ้งที่นางซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเข้มแข็งนั้น
"แล้วสิ่งใด... คือสิ่งที่ข้าจะได้รับจากการเป็หมากตัวนี้?"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและทุ่มต่ำ ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยพลังกังวานและน้ำหนักกดทับบางเบาที่ทำให้บรรยากาศรอบกายราวกับถูกควบคุมไว้โดยสมบูรณ์
ซูชิงเหอชะงักงันไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ชายหนุ่มผู้นี้เดิมทีเป็เพียงคุณชายตกอับผู้ขี้ขลาดตาขาว ไม่เคยกล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตานางด้วยซ้ำ เหตุใดในยามนี้ เมื่อสวมอาภรณ์เ้าสาวสีแดงสด เขากลับดูผ่อนคลาย สง่างาม และลึกล้ำราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองเหยื่อจากบนยอดผาสูง?
"ตระกูลซูจะจัดเตรียมทุกอย่างให้ท่านอย่างสุขสบาย ทั้งเรือนพักส่วนตัว อาหารการกิน อาภรณ์เนื้อดี และเบี้ยเลี้ยงประจำเดือนอันสมเกียรติ ท่านจะไม่ต้องกังวลเื่หนี้สินหรือถูกเ้าหนี้หน้าไหนมารังควานอีกต่อไป" นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่ทว่า... ความสัมพันธ์ของเราจะเป็เพียง 'สัญญาหลอกลวง' ภายในห้องนี้ เราคือคนแปลกหน้าที่ต้องอาศัยใต้ชายคาเดียวกัน แยกกันนอนคนละฝั่ง ข้าจะไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของท่าน และท่านห้ามล่วงเกินข้าเป็อันขาด... ทว่า เมื่อก้าวพ้นประตูห้องนี้ออกไป ต่อหน้าบิดาและผู้คนภายนอก ท่านต้องแสดงบทบาทสามีที่แสนดีและสนิทสนมกับข้าอย่างแเี เพื่อไม่ให้คนพวกนั้นจับผิดและฉวยโอกาสเล่นงานเราได้"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหออันกว้างใหญ่อีกครั้ง มีเพียงเสียงเปลวไฟจากเทียนมงคลที่ปะทุเบาๆ
ซูชิงเหอยังคงจ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่วางตา รอคอยว่าเขาจะแสดงอาการปฏิเสธ ความโลภ หรือเอ่ยปากเรียกร้องทรัพย์สินเงินทองเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการร่วมมือ
ทว่า กู้หนานโจวกลับเพียงแค่ยกมือเรียวยาวดั่งหยกสลักไปหยิบจอกสุรามงคลขึ้นมาจรดริมฝีปาก แล้วจิบลงคออย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาสุดแสนจะเป็ธรรมชาติ นุ่มนวล สง่างาม และสูงส่งเสียจนบรรยากาศรอบกายดูคล้ายกับงานเลี้ยงในราชสำนักชั้นสูง มากกว่าเรือนหอของตระกูลพ่อค้าวาณิช
"ข้อเสนอของแม่นางซู... ไม่เลวเลยแม้แต่น้อย" เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะเบาๆ โดยแทบไม่มีเสียงกระทบ "ต่อหน้าสวมหน้ากาก ลับหลังเกรงใจกันดั่งแขกผู้มีเกียรติ กติกานี้... ข้ารับปาก"
ซูชิงเหอมองพิจารณากู้หนานโจวด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์และความระแวดระวังที่เพิ่มทวีคูณ ชายผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก เหตุใดจึงให้ความรู้สึกราวกับมีเงามืดอันลึกล้ำซ่อนอยู่เื้ัรอยยิ้มเรียบเฉยนั้น?
"หากท่านเข้าใจและตกลงตามนี้ก็ดีแล้ว... คืนนี้ท่านจงไปนอนพักผ่อนที่ตั่งยาวฝั่งโน้น ส่วนเตียงนอนข้าจะเป็ผู้ใช้เอง" นางกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังเตียงหงส์ แล้วเอื้อมมือไปดับโคมไฟฝั่งของนางลง ปล่อยให้ห้องหอตกอยู่ในความสลัวราง
กู้หนานโจวลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่ามั่นคงและสง่างาม เขาเดินทอดน่องไปยังหน้าต่างบานแกะสลัก ก่อนจะผลักมันออกเบาๆ ให้ลมราตรีอันเย็นเยียบพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า
กลิ่นอายของเมืองหลวงยามค่ำคืนคละคลุ้งปะปนอยู่ในสายลม สายตาคมกราบทอดมองออกไปในความมืดมิดเบื้องล่าง—เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยเกมการเมือง การหักเหลี่ยมเฉือนคม และคมดาบอันซ่อนเร้นภายใต้ความเงียบสงบ
เขายกปลายนิ้วขึ้นััขอบหน้าต่างไม้เบาๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างแ่เบา ราวกับเสียงกระซิบที่ล่องลอยไปกับสายลมราตรีโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
"ตารางหมากกระดานใหญ่เริ่มเปิดฉากเดินแล้ว... หมากตัวแรกเช่นตัวข้า ควรจะเดินอย่างไรดีเล่า ถึงจะทำให้ผู้คนที่กุมอำนาจอยู่เบื้องบนต้องสั่นสะท้าน?"