ตอนที่ ๒
เข้าเฝ้าพญาเวนไตย
“นี่ข้ากำลังจะเลื่อนขั้นอีกแล้วใช่ไหม?”
บ่นเพียงลำพังด้วยความสุขใจ คิดไม่ถึงว่าแค่เพียงสูดเอาอากาศที่แสนบริสุทธิ์เข้าร่างกายกอปรกับการเผาผลาญพลังฌานยุทธ์โดยตลอดจะเป็การเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังฌานทะลวงขีดจำกัดเพิ่มสู่ขั้นที่๒๔
ปราณมิได้คาดหวังว่าการเดินทางเช่นนี้จะสามารถทะลุทะลวงขีดจำกัดเดิมได้แต่เพราะการเดินทางสู่สถานที่ซ้อนทับเช่นนี้ทำให้ปราณต้องเผาผลาญพลังในกายมากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
ตลอดการเดินทางภายในป่าหิมพานต์แม้จะเป็การเดินเหินตามปกติแต่ร่างกายกลับเผาผลาญพลังภายในมากกว่าเพราะต้องเค้นพลังจักระทั้งมวลออกมาใช้ตลอดเวลา
แท้ที่จริงแล้วบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตร่างสูงใหญ่กว่าในมหาพิภพพื้นที่แถบนั้นจะมีแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดสูงกว่าบนมหาพิภพอยู่แล้ว
ดังนั้นการเข้ามาสู่มิติซ้อนทับพบเจอกับสิ่งมีชีวิตแปลกตาและร่างกายสูงใหญ่ภายใต้แรงโน้มถ่วงเช่นนี้มนุษย์ธรรมดาย่อมมิอาจทนอยู่ได้นานนัก แต่เพราะปราณถูกฝึกฝนเข้มข้นจึงทำให้การมาเยือนป่าหิมพานต์ไม่ใช่เื่ยากลำบากสำหรับเขา
นับว่าโชคดีที่เด็กชายอัจฉริยะบรรลุระดับครุยุทธ์ด้วยวัยเพียงเท่านี้ร่างกายที่เผาผลาญพลังเต็มร้อยจึงสามารถทะลวงขีดจำกัดเดิมไม่ยากแต่หากปราณเดินทางมาที่ป่าหิมพานต์ด้วยวัยหนุ่มแล้วการเผาผลาญย่อมไม่ดีเท่านี้อย่างแน่นอนยิ่งอายุมากการเผาผลาญและเลื่อนขั้นพลังฌานยุทธ์ยิ่งทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ปราณนั่งเข้าฌานสมาธิภายใต้แรงกดดันและแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มมากขึ้นราวครึ่งชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่าบนมหาพิภพยิ่งนักเหงื่อกาฬไหลอาบกาย สีหน้าขมวดเกร็งใบหน้าแดงฉานแล้วสลับเป็ผิวปกติวนเวียนไปมาจนย่างเข้าหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ พลังฌานยุทธ์ในกายก็ะเิปลดปล่อยวงแหวนม่วง-น้ำเงินออกมาหมุนวนรอบกายเสียงดังวิ๊งๆ
ออร่าสัตว์วิเศษหกมหัศจรรย์สูงราว๑๐ เมตร ปรากฏขึ้นทางด้านหลังของเด็กน้อย หัวของสัตว์วิเศษทั้งสาม อันได้แก่นกอินทรี พญานาค และพญาหงส์อัคคี ขยับเคลื่อนไหวมองซ้าย-ขวาราวกับมีชีวิต
จากนั้นร่างกายของออร่าสัตว์วิเศษจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวออร่าสีขาวเหลือบออร่าของสหายทั้งหมดมีความเข้มข้นขึ้นจนเกือบจะมองเห็นดั่งสัตว์วิเศษปรากฏกายขึ้นมาจริงๆแล้วสักครู่จึงจางหาย
ปราณลืมตาพ่นลมหายใจยาวปาดเหงื่อที่ชุ่มโชกแล้วแย้มยิ้มกับตนเองเริ่มเคลื่อนไหวได้แบบปกติราวกับอยู่บนมหาพิภพมิได้รู้สึกถึงแรงโน้มถ่วงที่สูงขึ้นกว่า๕ เท่า
นั่นก็เพราะการฝึกฝนนั้นได้รับแรงโน้มถ่วงที่มากกว่านี้อยู่แล้วบัดนี้เด็กน้อยรู้สึกพลังฌานยุทธ์เต็มเปี่ยมจึงอยากพิสูจน์พลังของตนว่าครุยุทธ์ขั้นที่ ๒๔ จะมีพลังมากถึงเพียงใด
ปราณจึงหมุนกายมองไปยังท้องฟ้าที่สดใสหลับตารวบรวมพลังในกายมาที่หมัดขวาและซ้ายของตนเองพอได้จังหวะก็ลืมตาจ้องมองกลางหาวเหินทะยานกายเหนือพื้นศาลาแล้วปล่อยหมัดพื้นฐานออกไปทันที
“หมัดเกลียวคลื่นอินทรีทะยาน”
หมัดซ้ายและขวาพุ่งปลดปล่อยแสงออร่าเป็เกลียวขึ้นสู่กลางหาวเสียงแหกอากาศดังสนั่นทำเอาบรรดาสกุณาใกล้เคียงส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนกแล้วพากันถลาบินหนีเป็ฝูงใหญ่ถัดไปจึงเป็เสียงร้องของสัตว์ที่แปลกหูยิ่งนัก
ปราณจ้องมองไปจนสุดลูกหูลูกตาเห็นเพียงฝูงสกุณาบินไปไกลตาส่วนลำแสงที่ปลดปล่อยออกไปนั้นก็พุ่งเป็แนวโค้งแล้วหายวับไปในอากาศธาตุ
เด็กชายยิ้มยิ้มแฉ่งกับพลังหมัดที่ปลดปล่อยดูเหมือนว่าจะรุนแรงและมีระยะไกลกว่าในมหาพิภพยิ่งนักแม้จะรู้ได้ว่าที่นี่มีแรงโน้มถ่วงมากกว่านั่นจึงแสดงให้เห็นว่าพลังฌานยุทธ์ของปราณกล้าแข็งมิใช่น้อย
“เ้าทำอะไร?ปราณ!”
เสียงดุดันของปักษาแหวกความเงียบเรียกปราณทำเอาสะดุ้งเด็กชายหมุนกายหันมองเห็นท่านลุงหน้าตาตื่นพ่นลมหายใจแล้วส่ายศีรษะ
“ท่านลุง!...ออกมาแล้วหรือครับ?”
ทันทีที่ปราณถามจบพลครุฑทั้งสองก็ย่างสามขุมเข้ามาหาแล้วหิ้วปีกเด็กชายขึ้นในทันทีแต่แล้วทั้งคู่ก็จ้องมองหน้ากันแล้วหันมองปราณ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาทันที
“บ้าจริง!...เด็กตัวนิดเดียวไยจึงหนักขนาดนี้กัน?”
แม้จะหิ้วปีกขึ้นมาได้แล้วก็ทุลักทุเลมิใช่น้อยปราณดิ้นพราดๆ ะโลั่น
“ท่านจะพาข้าไปไหนกัน?...ปล่อยข้านะ!”
สิ้นวาจาของปราณเขาก็พยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการหิ้วปีกจนสามารถหลุดออกมาได้
“หยุดเดี๋ยวนี้ปราณ!”
ท่านลุงตวาดลั่นยกนิ้วชี้ไปทางเด็กชายสีหน้าเป็กังวลทำเอาปราณต้องนิ่งเงียบแล้วก็ย่นคิ้วสับสนว่าเกิดอะไรไยพลครุฑร่างใหญ่ต้องหิ้วตัวของเขาด้วย ปักษาโค้งให้พลครุฑทั้งสองแล้วกล่าว
“ข้าต้องขออภัยด้วยที่หลานชายของข้ากระทำเื่ไม่สมควร”
“หึ...คิดไม่ถึงว่าแค่เ้าหลานตัวน้อยของท่านมาถึงวันแรกก็สร้างความแตกตื่นขุ่นเคืองพระทัยให้พญาเวนไตยเสียแล้ว...เช่นนี้เห็นทีคงไม่เหมาะกับที่นี่เป็แน่!”
ปราณนิ่งเงียบแล้วหวนคิดว่าเขาผิดอะไรจึงพอเข้าใจแล้วรีบประนมกรแก่พลครุฑเอ่ยเสียงสำนึกพร้อมกิริยาที่นอบน้อมพลันปัญญาเทพประทานก็สำแดงเดช
“ต้องขออภัยท่านทั้งสองครับ! เมื่อครู่ข้าได้ทดลองปล่อยหมัดออกไปก็เพราะเพิ่งบรรลุขั้นที่ ๒๔ตอนที่ท่านทั้งสองสั่งให้ข้านั่งรออยู่ในศาลา หากข้ากระทำไม่ถูกไม่ควรก็ยินดีน้อมรับผิดครับ!”
พลครุฑทั้งสองหันมองหน้ากันแสดงความตกตะลึง
“นี่เ้า...ว่า...ว่าอย่างไรนะ?...บรรลุขั้น๒๔ แล้วกระนั้นหรือ?”
“ครับ!...ข้าพลังฌานระดับครุยุทธ์ขั้นที่ ๒๔ ครับ!”
พลครุฑทั้งสองตกตะลึงชั่วคราวแต่แล้วก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าเอ่ยวาจาดีขึ้น
“ก็นับว่ามีเหตุผลแต่เ้าจงจำไว้ ที่หิมพานต์เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขหาได้มีการปะทะต่อสู้หรือปลดปล่อยพลังตามอำเภอใจไม่! สถานที่สาธารณะทุกๆ แห่ง ทุกชีวิตต้องรักษาและหวงแหนปล่อยให้ธรรมชาติคงเดิมและเติบโตตามธรรมชาติ...การที่เ้าคิดนึกจะปลดปล่อยพลังทำลายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนผิดขนบของที่นี่...ถึงกระนั้นก็ตามท่านเวนไตยก็ยังขุ่นเคืองอยู่ดี...ท่านจำต้องสอบสวนและสืบความกับเ้า...สิ่งสำคัญของที่นี่คือการกล่าวสัจวาจาถามตรงตอบตรงอย่าได้ปิดบังอำพรางใดๆ!”
ปราณโค้งคำนับเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจนแจ่มแจ้งหันมองท่านลุงก็เห็นรอยยิ้มจางๆแต่สีหน้ายังเป็กังวล
พลครุฑทั้งสองเดินขนาบปราณมิได้หิ้วปีกเช่นเมื่อครู่เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเข้าใจและมีเหตุผลพอในใจก็นึกชื่นชมและทึ่งกับความสามารถมิใช่น้อย
ทั้งสองพาปราณเดินผ่านลานกว้างสุดลูกหูลูกตาแต่พอเดินได้ราวยี่สิบก้าวอาคารสูงที่อยู่ไกลลิบๆก็เหมือนหดสั้นเข้ามาเดินต่ออีกราวยี่สิบก้าวก็เข้าสู่อาคารขนาดมหึมาภายในตกแต่งด้วยอัญมณีที่สุดงดงามผสมผสานทองคำจนอร่ามนัก
ปราณกวาดตามองโดยรอบแล้วห่อปากความยิ่งใหญ่อลังการภายในโถงสูงราว ๕๐ เมตรเด็กชายส่ายศีรษะเดินสักพักพลครุฑทั้งสองก็สั่งหยุดให้นั่งคุกเข่าเบื้องหน้าม่านสีขาวขนาดมหึมา
เด็กน้อยอึกอักเพียงครู่จนได้เห็นท่านลุงนั่งคุกเข่าลงหนึ่งข้างปราณจึงจำต้องทำตามเขามิเคยคิดจะนั่งคุกเข่าให้ใครหากมิได้เคารพนับถือแต่พอเหลือบเห็นท่านลุงที่ก็มิได้คุกเข่าคำนับใครง่ายๆกลับทำตามโดยดุษณีเด็กชายจึงจำต้องปฏิบัติตาม
“ข้านำตัวปราณมาแล้วครับ!”
พลครุฑนั่งคุกเข่าทั้งสองข้างประนมกรน้อมกายในท่าถวายบังคมยกมือจรดคิ้วเงยศีรษะและก้มลงไหว้ระดับอก
พลันม่านขาวก็เปิดออกอย่างช้าๆสองลุงหลานก้มหน้านิ่งมิได้ขยับแต่เหลือบตามองความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า
เพียงครู่บรรดาครุฑกายเขียวสูงราวสามเมตรก็กรูออกมาจากม่านทั้งสองด้านฝั่งละ๕ ตน ในมือกระชับหอกแหลม ยืนเรียงแถวในท่าเรียบอาวุธหอกทองคำอยู่ในร่องไหล่
ม่านเปิดออกจนสุดแสงสีทองผสมแดงเจิดจ้าส่องสว่างทั่วทั้งโถงใหญ่...แล้วจึงค่อยจางหายปรากฏร่างบุรุษผิวสีแดงเข้มเต็มไปด้วยมัดกล้ามหน้าตาหล่อเหลาคมเข้มไร้หนวดเครากล้ามเนื้องดงามทุกสัดส่วน
ศีรษะสวมหมวกสีแดงเปิดครึ่งหน้ารูปหน้าพญาอินทรีด้านหมวกข้างกางปีกสีทอง สวมชุดเกราะสีทองคลุมอกเพียงครึ่งมีแนวเส้นสีทองโอบรอบร่างคล้ายเข็มขัดใต้ราวนมแผงไหล่เป็ชั้นๆ สีทองสนับแขนสีทองวาววับพร้อมเข็มขัดสีทองทับบนผ้าขาวที่ทิ้งลงมาตามแนวขากล้ามเนื้อขาที่กำยำอยู่ในรองเท้าทรงสูงสีทอง รูปร่างสูงใหญ่ราว ๕ เมตรนั่งบนบัลลังก์ทองอย่างสง่างาม ด้านหลังบัลลังก์มีปีกสีแดงกางสยายปีกดูงดงามเงาระยับยามต้องแสงไฟในโถงประดุจดังความอร่ามของพลอยโกเมนก็ไม่ปาน

“คารวะพญาเวนไตย จ้างแห่งเวหา าาแห่งสัตว์ปีกทั้งมวล”
เสียงพลครุฑร่างเทาดำที่นั่งคารวะเอ่ยนำสองลุงหลานต่างเอ่ยตามโดยไว