ศิษย์ใหม่ทุกคนกลั้นหายใจ
ศิษย์ชั้นนอกที่มุงดูอยู่รอบลานก็มิกล้าส่งเสียงแม้เพียงครึ่งถ้อย
แม้แต่ลมยามเช้าซึ่งพัดผ่านชายธงคราม ยังดูคล้ายช้าลงไปหลายส่วน
กลางลาน
จ้าวคุนกับอี้ซินยืนประจันหน้ากัน
ผู้หนึ่งโลหิตเดือดพล่าน จิตสังหารพวยพุ่ง
อีกผู้หนึ่งกลับนิ่งลึกราวเหวสนธยา ยิ่งเงียบยิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้ง
เถาเหวินยืนกอดอกอยู่ข้างลาน
ดวงตาคมดั่งเหยี่ยวหรี่แคบลงเล็กน้อย
เขารู้แล้วว่าศึกนี้มิใช่เพียงการลองเชิงของศิษย์ใหม่กับศิษย์ชั้นนอก
แต่กำลังจะกลายเป็การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันอย่างแท้จริง
จ้าวคุนสูดลมหายใจยาวหนึ่งครา
ลมปราณในกายพลันไหลรวมเข้าฝ่ามือทั้งสอง
เส้นเอ็นตามข้อมือปูดนูนขึ้นชัดเจน
“เ้าคิดว่าบีบข้าถอยได้เพียงสองหมัด...ก็มีสิทธิ์ยืนทัดเทียมข้าหรือ”
เสียงของมันต่ำ แหบ และเย็นกว่าเมื่อครู่
อี้ซินตอบอย่างไร้อารมณ์
“เ้าเข้าใจผิด”
จ้าวคุนหรี่ตา
อี้ซินจึงกล่าวต่อช้า ๆ
“ข้ามิได้ยืนทัดเทียมเ้า”
เขาหยุดเพียงเสี้ยวลมหายใจ
ก่อนดวงตาจะคมวาบขึ้น
“ข้ากำลังจะเหยียบเ้า”
ถ้อยคำนั้นตกลงกลางลานราวอสนี
โจวเหอ หลี่เคอ และศิษย์ชั้นนอกอีกหลายคนถึงกับเปลี่ยนสีหน้า
แม้กระทั่งศิษย์ใหม่บางคนยังรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
แต่ครานี้ จ้าวคุนกลับมิได้คำรามโวยวายเหมือนก่อน
มันเพียงหัวเราะต่ำ ๆ อย่างคนที่โกรธจนเลยจุดเดือดไปแล้ว
“ดี...ดีมาก”
สิ้นคำ
ร่างของมันก็พุ่งออกมา
ครานี้มิใช่วิชาฝ่ามือพื้นฐานของศิษย์ชั้นนอกอีก
หากเป็กระบวนเท้ารวดเร็วอันซับซ้อนกว่าก่อนหน้า ฝีเท้าของมันแตกออกเป็เงาซ้อนสองชั้น สามชั้น พริบตาเดียวก็แทรกเข้ามาในระยะประชิด อ้อมซ้ายพลิกขวา ยากคาดเดาทิศทาง
ผู้ชมรอบลานร้องอุทานพร้อมกัน
เพราะต่างเห็นชัดว่า จ้าวคุนกำลังใช้ “ก้าวลมเมฆ” ระดับที่เกินกว่าศิษย์ใหม่จะรับมือได้ตามปกติแล้ว
มือขวาของมันกางเป็กรงเล็บ
พุ่งเข้าหาบ่าซ้ายอี้ซินตรง ๆ
ขณะเดียวกันมือซ้ายกลับซ่อนอยู่ต่ำกว่า หมายสอดเข้าจับชีพจรข้อมืออีกฝ่ายในจังหวะต่อเนื่อง
บน
ล่าง
พร้อมกัน
กระบวนนี้ร้ายกาจนัก
หากคู่ต่อสู้รับมือผิดเพียงเสี้ยวเดียว ย่อมถูกกดลงกับพื้นในคราเดียว
ทว่าอี้ซินกลับมิได้ขยับหนีทันที
เขาเพียงมอง
มองการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นขา
มองหัวไหล่ที่หมุนก่อนกรงเล็บ
มองดวงตาที่ฉายแรงอาฆาตเกินควบคุม
ผู้ใดโกรธเกินไป
ย่อมเผยช่องโหว่ให้ผู้มีสติ
ในวินาทีที่กรงเล็บขวาของจ้าวคุนใกล้แตะบ่า
อี้ซินจึงขยับ
ไม่เร็วถึงขั้นเป็เงาพร่า
แต่ง่าย รัดกุม และแม่นยำอย่างน่าหวาดหวั่น
เขาหมุนไหล่ซ้ายหลบเพียงครึ่งฝ่ามือ
กรงเล็บนั้นจึงข่วนโดนเพียงชายเสื้อ
ขณะเดียวกัน ฝ่ามือซ้ายของเขาก็กดลงบนข้อมือซ้ายที่ซ่อนต่ำของจ้าวคุนฉับพลัน
ปัก!
แรงกดนั้นหนักแน่นดุจคีมเหล็ก
จ้าวคุนใจสะท้าน
เพราะข้อมือซ้ายของมันพลันชาวาบไปเสี้ยวหนึ่ง
แต่คนอย่างมันย่อมไม่ยอมให้จังหวะหลุดง่าย
เข่าขวาจึงกระแทกขึ้นใส่ท้องน้อยอี้ซินในทันที หวังบังคับให้อีกฝ่ายต้องคลายมือ
อี้ซินกลับยกขาขวารับ
ปัง!
เข่าทั้งสองปะทะกันกลางลาน เสียงกระทบดังทึบสะท้อนออกไปไกล
จ้าวคุนรู้สึกราวกับเข่าตนกระแทกใส่หินผา
ขาทั้งขาชาวาบไปอีกส่วน
อี้ซินไม่เปิดโอกาสให้มันถอย
มือซ้ายที่กดข้อมืออีกฝ่ายพลันบิด
มือขวาสอดเข้ากลางอก
จากนั้นทั้งร่างของเขาก็หมุนครึ่งวงด้วยแรงเอวและสันหลัง
กระบวนนี้เรียบง่ายถึงขั้นดูเหมือนไม่มีสิ่งใดพิสดาร
แต่เมื่อใช้บนจังหวะที่แม่นยำ มันกลับน่ากลัวยิ่ง
เพราะจ้าวคุนรู้สึกได้ชัดว่าร่างทั้งร่างของมันถูก “ถอนราก” ออกจากจุดทรงตัวในคราเดียว
โครม!
อี้ซินจับจังหวะนั้นแล้วเหวี่ยงมันลงกระแทกพื้นลานเต็มแรง
ฝุ่นหินกระเด็นออกเป็วง
เสียงคนอุทานดังขึ้นรอบด้าน
จ้าวคุนซึ่งเดิมคิดจะกดอีกฝ่ายลง กลับถูกทุ่มลงพื้นเสียเอง!
แต่มันยังไม่ถึงกับไร้ค่า
ทันทีที่หลังแตะพื้น มันก็กัดฟันบิดเอว กวาดขาซ้ายต่ำใส่ข้อเท้าอี้ซินหวังตัดขาอีกฝ่ายให้ล้มตาม
อี้ซินก้าวหลบขึ้นหนึ่งชั้น
ฝ่าเท้าขวายกสูงแล้วกระทืบลงกลางต้นขาจ้าวคุนเต็มแรงทันที
ปึง!
จ้าวคุนร้องลั่น
กล้ามเนื้อต้นขาสั่นเกร็งจนแทบหลุดสติ
แต่มันก็ยังฝืนกลิ้งตัวหนีออกไปได้สอง่ตัว แล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ใบหน้ามันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บและอัปยศ
เส้นผมยุ่งกระเซิง
มุมปากมีโลหิตซึม
ศิษย์ใหม่หลายคนเมื่อเห็นภาพนี้ ต่างรู้สึกโลหิตในอกเดือดพล่านอย่างประหลาด
เพราะั้แ่เข้ามาในเรือนนี้ ไม่มีผู้ใดเคยเห็นจ้าวคุนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน
โจวเหอหน้าซีด
หลี่เคอยิ่งกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
คนทั้งสองยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกหนาววาบในใจ
เพราะหากแม้แต่จ้าวคุนยังถูกกดถึงเพียงนี้
วันก่อนที่พวกมันพ่ายแพ้ต่ออี้ซิน ก็หาใช่ความบังเอิญไม่
จ้าวคุนยืนหอบอยู่สองลมหายใจ ก่อนแผดเสียงขึ้น
“พอได้แล้ว!”
แต่ถ้อยคำนี้มิได้มุ่งถึงอี้ซิน
หากมุ่งไปทางศิษย์ชั้นนอกอีกสองคนข้างสนาม
คนหนึ่งคือเจียงหรง ร่างสูงผอม ดวงตาเย็นจัด
อีกคนคือฟางฉี ร่างใหญ่กำยำดุจคชสารหนุ่ม
สองคนนั้นสบตากันเพียงครู่
ก่อนขยับก้าวออกมาพร้อมกัน
ทั้งลานพลันปั่นป่วนขึ้นทันที
“นี่มันผิดกติกา!”
“จับคู่แลกกระบวน มิใช่รุม!”
“พวกมันจะลงมือพร้อมกันหรือ!”
ศิษย์ใหม่หลายคนร้องขึ้นอย่างไม่อาจข่มไว้
สือเหยียนเองยิ่งหน้าเปลี่ยนสีทันที เขาก้าวออกจากแถวไปหนึ่งก้าว แต่ยังไม่ทันอ้าปาก เถาเหวินก็ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
ผู้ดูแลเรือนสายศึกยังคงกอดอกเช่นเดิม
สีหน้าไม่เปลี่ยน
“ข้ายังมิได้สั่งหยุด” เขากล่าวเสียงเรียบ
คำพูดนี้ทำให้ลานทั้งลานเงียบวาบ
ทุกคนเข้าใจทันทีว่า เถาเหวิน้า “ดู” ว่าอี้ซินจะรับมือได้เพียงใด
ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นสังหาร เขาย่อมไม่ยื่นมือแทรก
ศิษย์ใหม่หลายคนถึงกับรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทันที
เพราะนี่คือสายศึก
ที่ซึ่งการยืนรอดก็เป็การพิสูจน์หนึ่งอยู่แล้ว
เจียงหรงก้าวออกมายืนทางซ้ายของจ้าวคุน
ฟางฉีไปยืนทางขวา
สามคนเรียงกันเป็รูปครึ่งวง
กดอี้ซินไว้ตรงกลางลาน
จ้าวคุนเช็ดโลหิตที่มุมปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหัวเราะเสียงแหบ
“เ้าเก่งกาจนักมิใช่หรือ” มันกล่าว “เช่นนั้นก็ให้ข้าดู ว่าเ้าจะรับศิษย์ชั้นนอกสามคนพร้อมกันได้หรือไม่”
อี้ซินยืนอยู่กลางวงล้อม
สีหน้าไม่กระเพื่อมแม้แต่น้อย
เขากวาดตามองทั้งสามช้า ๆ
ประเมินระยะ ฝีเท้า ลมปราณ และอาวุธที่ซ่อนอยู่
จ้าวคุนพุ่งหนักตรงหน้า
เจียงหรงเคลื่อนเร็วดุจงูพิษ
ฟางฉีแม้ช้ากว่า แต่แรงปะทะหนักยิ่ง
หากเป็คนทั่วไปในระดับเดียวกัน
ย่อมไม่มีทางรอดพ้นการถูกบดขยี้
ทว่าอี้ซิน...หาใช่คนทั่วไป
หยกดาราได้หลอมกายเขาใหม่
สิ่งลึกลับในร่างช่วยกลืนความหยาบของพลัง
หินปราณและโอสถที่ผู้อื่นใช้แล้วก้าวหน้าเพียงหนึ่งส่วน
พอเข้าสู่ร่างเขากลับกลายเป็สามหรือสี่ส่วน
ดังนั้น แม้ยังอยู่ใน่ชำระลมปราณขั้นต้น
พลังที่แท้จริงของเขากลับมิอาจเทียบกับผู้ฝึกในขั้นเดียวกันได้อีกแล้ว
จ้าวคุนลงมือก่อนดังเดิม
ครานี้มันไม่คิดแสดงศักดิ์ศรีใด
เพียงหวังใช้จำนวนบดขยี้อี้ซินให้คุกเข่า
มันพุ่งตรงเข้ามา
เจียงหรงพลันอ้อมซ้าย
ฟางฉีอ้อมขวา
สามทิศ
สามแรงกด
สามจังหวะสังหาร
คนดูรอบลานถึงกับลืมหายใจ
แต่อี้ซินกลับหลับตาลงชั่วเสี้ยวหนึ่ง
มิใช่เพราะสิ้นหวัง
หากเพราะกำลัง “ฟัง”
ฟังลมหายใจสามคน
ฟังเสียงเท้าแตะพื้น
ฟังเสียงลมที่แหวกผ่านแขนเสื้อก่อนกระบวนจะมา
และในเสี้ยววินาทีนั้น
กลางอกของเขาก็เต้นขึ้นอีกครา
ตึก...
พลังอุ่นลึกลับเสี้ยวหนึ่งไหลไปตามชีพจรดุจประกายสายฟ้า
ไม่มากพอให้ผู้ใดเห็น
แต่มากพอให้โลกตรงหน้าเขาคมชัดขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
อี้ซินลืมตาขึ้น
ดวงตาทั้งสองข้างคมปลาบราวกระบี่ออกฝัก
ผู้ที่ลงมือก่อนคือเจียงหรง
มันสอดเข้ามาต่ำ ปลายนิ้วงอเป็ตะขอหมายควักเข้าชายโครง
อี้ซินไม่รับ
ไม่ถอย
แต่ก้าวสวนเข้าไปเพียงหนึ่งก้าว
นิ้วตะขอของเจียงหรงจึงเสียระยะครึ่งชั้น
อี้ซินใช้สันมือฟาดลงบนข้อมือมันอย่างแรง
ปัก!
เจียงหรงหน้าเปลี่ยนทันที
ขณะเดียวกัน ฟางฉีก็มาถึงด้านข้าง กำปั้นมหึมาของมันซัดเข้ากลางสีข้างอี้ซินดังพายุถล่ม
อี้ซินหมุนเอวหลบเพียงเสี้ยว
หมัดนั้นจึงเฉียดผ่าน
แล้วเขาใช้ข้อศอกกดลงบนแขนฟางฉี
ปล่อยแรงถีบสวนใส่เข่ามันตรง ๆ
ปึง!
ฟางฉีคำรามลั่น ขาขวาทรุดลงไปนิดหนึ่ง
จ้าวคุนรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
ฝ่ามือหนักของมันพุ่งตรงสู่กลางหลังอี้ซินทันที
หากโดนเต็ม ๆ ต่อให้ไม่กระอักโลหิต ก็ย่อมเสียสมดุลแน่
ทว่าอี้ซินกลับคล้ายมีตาอยู่ด้านหลัง
เขาไม่หัน
ไม่รีบถอย
เพียงใช้ส้นเท้าซ้ายกดพื้น
ทั้งร่างจึงหมุนออกครึ่งวงอย่างฉับพลัน
ฝ่ามือของจ้าวคุนพลาดผ่านหลังเสื้อไปเพียงน้อย
และในจังหวะที่มันพลาดนั้นเอง
หมัดของอี้ซินก็พุ่งสั้น ๆ เข้ากลางอกมันอีกครา
ปัง!
จ้าวคุนถอยหลังไปสองก้าวติด
โลหิตพลันเอ่อขึ้นมาถึงปาก
คนทั้งลานแทบไม่เชื่อสายตา
สามต่อหนึ่ง
แต่กลับเป็อี้ซินที่กดวงล้อมให้แตกได้ในชั่วพริบตา!
เถาเหวินยืนกอดอก
รอยแผลเก่าบนใบหน้ากระตุกเบา ๆ เป็ครั้งแรก
แม้เขาจะคาดไว้แล้วว่าอี้ซินมิใช่คนธรรมดา
แต่การที่อีกฝ่ายรับมือศิษย์ชั้นนอกสามคนพร้อมกันได้เช่นนี้...ก็ยังเกินกว่าที่คิดไว้ไม่น้อย
เจียงหรงฟื้นจากอาการชาที่ข้อมือแล้ว ดวงตาเย็นลงทันที
มันไม่รีรออีก
มือซ้ายพลันสะบัดออก
แสงสีเงินสามเส้นวาบขึ้นกลางอากาศ
เป็เข็มเหล็กสั้น!
ผู้คนรอบลานร้องใ
เพราะนี่มิใช่การแลกกระบวนพื้นฐานแล้วจริง ๆ
เข็มทั้งสามพุ่งตรงไปยังคอ ไหล่ และชายโครงของอี้ซินอย่างแม่นยำยิ่ง
อี้ซินเองก็มิได้คาดว่าอีกฝ่ายจะต่ำช้าถึงเพียงนี้
แต่สีหน้าเขายังคงนิ่ง
ฝีเท้าขวาก้าวเฉียง
ลำตัวเอนน้อย
แขนซ้ายยกปัด
เคร้ง! เคร้ง!
เข็มสองเล่มถูกปัดตก
แต่อีกเล่มหนึ่งยังเฉี่ยวผ่านต้นแขน ทิ้งรอยโลหิตบางยาวหนึ่งเส้น
เจียงหรงเห็นโลหิตนั้นแล้ว มุมปากยกขึ้นเย็นชั่ว
ทว่าอี้ซินกลับมองรอยนั้นเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนสายตาจะเปลี่ยน
เปลี่ยนเป็เย็นลึกจนน่าหวาด
ผู้ใดลอบใช้อาวุธลับ
ผู้นั้นในสายตาเขา...มิใช่คู่ฝึกอีกต่อไป
หากเป็ศัตรู
และเมื่ออี้ซินถือผู้ใดเป็ศัตรู
เขาย่อมไม่เคยคิดออมมือ
เจียงหรงเพิ่งเห็นแววตาเช่นนั้น
ใจมันก็สะท้านโดยไร้เหตุผล
ทันใดนั้น อี้ซินกลับมิได้พุ่งใส่มันทันที
แต่กลับก้มลงคว้าเข็มเหล็กสองเล่มบนพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาวุธลับ
แต่คนที่ผ่านการเอาชีวิตรอดมาหลายครา ย่อมรู้หลักง่ายที่สุดข้อหนึ่ง
ของที่ศัตรูใช้ฆ่าเรา
หากเก็บได้ ก็ใช้ฆ่าคืนมันได้เช่นกัน
ฟางฉีคำรามแล้วพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
หมัดขวาของมันหนักดุจคชสารกระทืบพื้น
หมายบดอี้ซินให้ล้มลงตรงนี้
อี้ซินกลับไม่หลบ
เขาก้าวสวนเข้าไปทางด้านในหมัด
ใกล้เกินไป
ใกล้จนหมัดหนักของฟางฉีะเิกำลังได้ไม่เต็ม
อี้ซินใช้สันแขนรับไหล่
ยกเข่าซ้ายกระแทกกลางท้องมันสุดแรง
ปึง!
ฟางฉีอ้าปากกว้าง
โลหิตพุ่งออกมาคำหนึ่ง
อี้ซินไม่หยุด
มือขวาจับคอเสื้ออีกฝ่าย
หมุนเอว
ดึง
เหวี่ยง
โครม!
ร่างมหึมาของฟางฉีถูกเหวี่ยงกระแทกใส่เจียงหรงโดยตรง
สองคนชนกันดังสนั่นจนกลิ้งไปกับพื้นพร้อมกัน
จ้าวคุนเห็นจังหวะเปิดโล่งกลางลาน
ย่อมไม่ปล่อย
มันพุ่งเข้ามาสุดกำลัง
ฝ่ามือทั้งสองแฝงลมปราณแน่นหนัก
หมายปิดฉากด้วยกระบวนนี้
แต่คราวนี้อี้ซินหาได้รอรับเช่นเดิม
เขากลับพุ่งเข้าไปหาเร็วยิ่งกว่า
เร็วจนจ้าวคุนตาเบิกกว้าง
คนทั้งลานเห็นเพียงเงาครามสายหนึ่งแลบเข้าใต้วงแขนจ้าวคุน
จากนั้นโลหิตก็สาดวาบ
ฉึก!
เข็มเหล็กสองเล่มในมืออี้ซินถูกปักลงบนจุดชีพจรที่ต้นแขนกับเหนือกระดูกไหปลาร้าของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
จ้าวคุนร้องลั่น
แขนขวาพลันไร้แรงในครึ่งหนึ่งทันที
อี้ซินใช้จังหวะนั้นฝังหมัดตรงกลางอกมันซ้ำอีกครา
ปัง!
เสียงหนักแน่นดังลั่น
จ้าวคุนปลิวกระเด็นไปไกลกว่าสิบก้าวในคราวเดียว
ร่วงลงกระแทกพื้นลานดังโครม
คราวนี้ไม่อาจลุกขึ้นทันทีได้อีก
ความเงียบกลืนกินทั้งลาน
เจียงหรงกับฟางฉีเพิ่งดันร่างกันลุกขึ้นมา
แต่เมื่อหันเห็นจ้าวคุนนอนกองอยู่ไกล สีหน้าก็ถอดไปพร้อมกัน
อี้ซินยืนกลางลาน
แขนเสื้อขาดเล็กน้อย
ต้นแขนมีรอยโลหิตเพียงเส้นเดียว
ลมหายใจยังคงมั่นคง
เขาหันไปมองเจียงหรงช้า ๆ
แววตานั้นทำให้คนอย่างเจียงหรงถึงกับไม่กล้าสะบัดเข็มเพิ่มอีก
อี้ซินก้าวไปทางจ้าวคุนทีละก้าว
เถาเหวินยังมิได้สั่งหยุด
คนทั้งลานจึงไม่มีผู้ใดกล้าขยับ
จ้าวคุนกัดฟัน พยายามยันกายลุกขึ้น
แต่ชีพจรแขนขวายังชาวาบจากเข็มเหล็ก
ทรวงอกยิ่งแน่นราวถูกศิลาทับ
มันเงยหน้าขึ้น
ตรงกับแววตาของอี้ซินพอดี
ไม่มีความเมตตา
ไม่มีโทสะพลุ่งพล่าน
มีเพียงความเย็นและแน่วแน่
อี้ซินหยุดยืนตรงหน้า
ก้มลงเล็กน้อย
จากนั้นจึงยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อของจ้าวคุนอย่างเปิดเผย
จ้าวคุนตาแทบถลน
“เ้า...เ้าจะทำอันใด!”
อี้ซินไม่ตอบ
เขาดึงถุงผ้าเล็กออกมาก่อนหนึ่งใบ
ตามด้วยขวดโอสถสองขวด
หินปราณอีกสามก้อน
และสุดท้ายคือป้ายไม้เล็กบันทึกแต้มทรัพยากรประจำเดือนของอีกฝ่าย
ทุกสิ่งถูกกองลงบนพื้นตรงหน้าจ้าวคุนชัด ๆ
ผู้คนรอบลานถึงกับอ้าปากค้าง
ปล้น!
นี่คือการปล้นคืนตรงหน้าอย่างแท้จริง!
จ้าวคุนหน้าแดงคล้ำทันทีทั้งอับอายทั้งโกรธจัด
“คืนมา!” มันแผดเสียง “ของพวกนั้นเป็ของข้า!”
อี้ซินเหลือบตามอง
แล้วจึงเอ่ยเสียงเรียบจนทำให้ทั้งลานเย็นวาบ
“ของเ้า?”
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย
หยิบหินปราณขึ้นมาโยนเล่นในมือ
“ั้แ่เ้ายื่นมือมาจะชิงของผู้อื่น” เขากล่าว “เ้าย่อมควรเข้าใจว่า ผู้ใดอ่อนแอกว่า ย่อมรักษาของตนไว้ไม่ได้”
คำพูดนั้น...คือคำเดียวกับที่พวกจ้าวคุนใช้กดข่มศิษย์ใหม่มาตลอด
บัดนี้มันถูกโยนคืนกลับไปเต็มหน้า
จ้าวคุนตัวสั่นทั้งตัว
โลหิตในอกแทบพุ่งขึ้นอีกครั้ง
อี้ซินจึงกล่าวต่ออย่างชัดเจน
“คืนนี้ ข้าจะยึดหินปราณสามก้อน ขวดยาสองขวด และแต้มทรัพยากรครึ่งเดือนของเ้าไว้ทั้งหมด”
“ถือเป็ค่าตอบแทนที่เ้าส่งสุนัขมารังควานข้า”
คำว่า “สุนัข” ดังออกมาแ่
แต่กลับทำให้หลี่เคอ โจวเหอ และคนอื่น ๆ หน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งแถบ
จ้าวคุนแทบกระอักโลหิตจริงในครานี้
“อี้...ซิน...” มันกัดฟันจนเสียงแทบไม่ออก “เ้ากล้าริบของข้าในลานฝึกเช่นนี้...”
“ข้ากล้า” อี้ซินตอบทันที “และหากเ้ามีปัญญา ก็จงมายึดคืน”
พูดจบ เขาก็เก็บของทั้งหมดเข้าชายเสื้ออย่างไม่รีบร้อน
คนทั้งลานยังคงเงียบงัน
แต่ความเงียบนั้นบัดนี้ไม่ใช่เพราะตึงเครียดเพียงอย่างเดียว
หากเพราะความสะใจที่ถูกกดไว้ในใจของศิษย์ใหม่จำนวนมาก กำลังพลุ่งขึ้นอย่างไม่อาจระงับ
พวกเขาเคยถูกกด
เคยถูกแย่ง
เคยถูกบีบให้ยกของออกจากมือโดยไร้ทางเลือก
แต่วันนี้...มีผู้หนึ่งทำสิ่งเดียวกันนั้นคืนแก่ฝ่ายตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมา
เถาเหวินยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายจึงแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ
“พอแล้ว”
คำนี้สิ้นสุดศึก
ศิษย์ชั้นนอกที่มุงดูอยู่ต่างขยับตัวราวเพิ่งได้สติ
เจียงหรงกับฟางฉีรีบเข้าประคองจ้าวคุนด้วยสีหน้ามืดทะมึน
โจวเหอกับหลี่เคอแทบไม่กล้าสบตาผู้ใด
เถาเหวินกวาดตามองทั้งลาน
“การฝึกวันนี้ จบเพียงเท่านี้”
เขาหยุดนิดหนึ่ง
ก่อนสายตาจะไปหยุดที่อี้ซิน
“ส่วนของที่ได้มา” เขากล่าวเรียบ “เก็บให้ดี”
ประโยคนั้นทำให้ศิษย์ใหม่หลายคนตาโตทันที
เพราะมันเท่ากับผู้ดูแลเรือน “ยอมรับ” การริบทรัพยากรครั้งนี้โดยปริยาย
จ้าวคุนแทบคลั่ง
แต่ต่อหน้าเถาเหวิน มันไม่กล้าโวยวายแม้คำเดียว
อี้ซินประสานมือเพียงน้อย
“ขอบคุณผู้ดูแล”
เถาเหวินมองเขาครู่หนึ่งแล้วหันหลังจากไป
เมื่อผู้ดูแลออกจากลาน
เสียงกระซิบและเสียงฮือฮาจึงะเิขึ้นทั่วทั้งเรือนในทันที
หลินเซวียนรีบวิ่งเข้ามาหาอี้ซินเป็คนแรก
ใบหน้าเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
“ศิษย์...สหายอี้! เมื่อครู่ท่าน—ไม่ เ้า—เ้า...”
เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ จนสือเหยียนต้องหัวเราะ
“ใจเย็นก่อน” สือเหยียนกล่าว “ดูท่าจิติญญาเ้าจะออกจากร่างแล้ว”
หลินเซวียนกลืนน้ำลายหนึ่งอึก ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง
“ต่อไปหากมีเื่ใด ข้าจะยืนข้างเ้า”
ประโยคนี้มิได้มีเพียงเขา
ศิษย์ใหม่อีกหลายคนทยอยก้าวเข้ามา บางคนไม่กล้าพูดตรง ๆ แต่ก็ประสานมือคารวะ บางคนกล่าวคำขอบคุณ บางคนเพียงยืนใกล้ ๆ เพื่อแสดงท่าที
อี้ซินมองคนเ่าั้ช้า ๆ
เขามิได้หลงใหลในความภักดีซึ่งเพิ่งเกิดจากศึกหนึ่งครา
เพราะคนจำนวนมากในโลกนี้ชอบยืนข้างผู้ชนะตราบใดที่ผู้ชนะยังแข็งอยู่
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่มีผู้กล้าขยับเข้ามาหาในเวลานี้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้พวกสุนัขของจ้าวคุนกดเรือนนี้ต่อไปโดยไร้ผู้ต้าน
เขาจึงกล่าวเพียงว่า
“ผู้ใดมิยอมให้ผู้อื่นแย่งทรัพยากรจากมือ
ผู้นั้นก็คือพวกเดียวกับข้า”
คำตอบนี้สั้น
แต่หนักแน่นพอให้แววตาหลายคู่สว่างขึ้นในทันที
สือเหยียนหันมองอี้ซินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มมุมปาก
“ดูเหมือนเ้าไม่ทันได้ตั้งใจ...แต่ก็กำลังจะเป็หัวแถวของเรือนนี้จริง ๆ แล้ว”
อี้ซินตอบเรียบ
“ข้าไม่้าตำแหน่งใด”
“แล้วเ้า้าสิ่งใด”
อี้ซินยกมือแตะหินปราณในอกเสื้อเบา ๆ
ดวงตาลึกดุจหุบเหว
“ข้า้าแข็งขึ้น”
ประโยคนั้นเรียบง่ายนัก
แต่คนที่ได้ยินกลับรู้สึกว่าเื้ัคำพูดเพียงไม่กี่พยางค์นี้ มีโลหิต ศพ และความมุ่งหมายที่ไม่อาจวัดขอบได้ซ่อนอยู่
ขณะเดียวกัน
บนระเบียงหินชั้นสองของหอลมเมฆซึ่งมองเห็นลานฝึกได้พอดี
ลั่วฉิงอวี้ยืนอยู่เงียบ ๆ ใต้เงาชายคา
ผมดำยาวพลิ้วไหวตามลมยามสาย
ใบหน้างามเย็นดังจันทร์กลางหิมะยังคงไร้อารมณ์เช่นเดิม
แต่ดวงตาคู่นั้น...กลับหยุดอยู่ที่อี้ซินโดยมิได้ละไปนานแล้ว
ยามลั่วฉิงอวี้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน นางงามเย็นสง่าราวจันทร์เหนือทะเลเมฆ ผู้คนมากมายล้วนรู้สึกว่าหากเพียงได้มองอีกครา ก็ยอมแลกด้วยสิ่งหลายอย่างโดยไม่เสียดาย
คิ้วของนางเรียวยาวดุจวาดด้วยพู่กันชั้นเอก
ั์ตาใสเย็นแต่ลึกยิ่งกว่าธารน้ำแข็งบนยอดผา
จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีอ่อน ประหนึ่งกลีบเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะ
ทุกอากัปกิริยาสงบ นิ่ง และสูงส่ง
งามจนคล้ายมิใช่สตรีเดินดิน
หากเป็เซียนสาวผู้หลงลงมาท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยโลหิตและฝุ่นควัน
ทว่าความงามของนาง มิใช่ความงามอ่อนหวานที่ทำให้ผู้คนอยากเข้าใกล้
แต่เป็ความงามเย็นสูงที่ยิ่งมองยิ่งทำให้หัวใจสั่นด้วยความไม่กล้าล่วงเกิน
ด้านหลังนาง
มู่หรงเยว่ยืนอยู่ไม่ไกล
วันนี้นางมิได้แต่งเขียวอ่อนเช่นเมื่อคืน หากเปลี่ยนเป็ชุดสีงาช้างปักใบหลานเขียวอ่อนตรงชายแขน ทำให้กลิ่นอายทั้งตัวดูสะอาด ละมุน และอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม
หากลั่วฉิงอวี้คือจันทร์บนยอดเขา
มู่หรงเยว่ก็เป็บุปผาหอมใต้แสงจันทร์นั้น
ใบหน้างามของนางนุ่มนวลดุจหยกอุ่น
ผิวพรรณขาวผ่องประหนึ่งหมอกแรกเช้าแตะกลีบบัว
ั์ตาใสอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ
ริมฝีปากระเรื่อมีเค้ารอยยิ้มละมุนประหนึ่งทุกถ้อยคำที่หลุดออกมา ล้วนชะโลมความขมขื่นในใจผู้คนได้
สองสตรีงามยืนเคียงกัน
งามต่างกัน
แต่ล้วนงามจนยากจะละสายตา
มู่หรงเยว่เป็ผู้เอ่ยขึ้นก่อน
“เขาริบของต่อหน้าผู้ดูแลจริง ๆ”
ลั่วฉิงอวี้ตอบเพียงสั้น
“นั่นต่างหากที่เหมาะกับสายศึก”
“เ้าไม่คิดว่าเขาโหดเกินไปหรือ”
“โหดกับศัตรู” ลั่วฉิงอวี้กล่าวเรียบ “ดีกว่าอ่อนกับศัตรูแล้วคมดาบย้อนกลับมาฟันตน”
มู่หรงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
ดวงตาใสของนางยังจับอยู่ที่อี้ซินไม่ละ
“แต่กับคนของตน” นางเอ่ยเบา ๆ “เขากลับมิได้เ็า”
ลั่วฉิงอวี้มิได้ตอบทันที
หลังลมพัดผ่านชายผมดำของนางอีกครา จึงค่อยกล่าวออกมา
“นั่นจึงเป็เหตุให้คนเช่นนี้น่ากลัวกว่าเดรัจฉานคลุ้มคลั่ง”
มู่หรงเยว่ได้ยินดังนั้น
มุมปากก็ยกขึ้นน้อย ๆ
“เ้ากำลังชมเขาหรือ”
ลั่วฉิงอวี้หันมามองนาง
สายตาเย็นนิดหนึ่ง
แต่มิได้เอ่ยปฏิเสธ
ลานฝึกเบื้องล่างยังคงครึกครื้น
แต่อี้ซินมิได้เงยหน้าขึ้นไปบนระเบียง
เขาเก็บทรัพยากรที่ริบมาได้เข้าชายเสื้ออย่างเป็ระเบียบ จากนั้นจึงกล่าวกับสือเหยียนและผู้คนที่ยืนใกล้ว่า
“่เที่ยง ใครอยากฝึกด้วยกัน มาที่ลานท้ายเรือน”
สือเหยียนเลิกคิ้ว
“เ้าจะช่วยพวกเขาฝึก?”
“หากเรือนนี้อ่อนแอเกินไป” อี้ซินตอบ “พอสุนัขกลับมาก็จะเห่าอีก”
สือเหยียนถึงกับหัวเราะออกมา
ส่วนศิษย์ใหม่คนอื่น ๆ กลับตาเป็ประกาย
เพราะในเรือนศิษย์ใหม่เช่นนี้
ผู้ใดกล้ายื่นมือพาฝึก ย่อมหาได้ง่ายไม่
อี้ซินมิได้รอคำตอบ เขาหมุนตัวเดินกลับห้องด้วยท่าทีสงบนิ่งตามเดิม
ทว่าครานี้ ทุกก้าวของเขากลับมีสายตาผู้คนตามหลังไปจนสุดทาง
และในสายตาเ่าั้...ล้วนมีชื่อเดียวกันฝังแน่นอยู่แล้ว
อี้ซิน
ชื่อที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วัน
แต่กลับทำให้ทั้งเรือนสายศึกเริ่มสั่นไหว