ตอนที่ 5
เซียวฉงหัวเราะ หึ ๆ “เ้าเป็อ๋องอยู่เมืองหลวง ส่วนนางคือทายาทพรรคมาร ต่อไปต้องขึ้นรับตำแหน่งประมุข อีกไม่นานข่าวนี้ต้องแพร่ออกมา เ้าเตรียมรับมือไว้หรือยัง”
อี้จวิ้นอ๋องถอนหายใจ ส่ายหน้าเล็กน้อย “หยางเว่ยหลิงเคยไหว้วานข้าดูแลหลันหลัน หวังให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เป็เพียงหญิงสาวผู้หนึ่งเท่านั้น น่าเสียดาย...”
“ใช่ หากพรรคเพลิงจันทราเป็เพียงพรรคเล็กก็ช่างเถิด แต่หลายปีมานี้ไม่รู้หยางเว่ยหลิงเป็บ้าอันใด นางขยายอำนาจราวบ้าคลั่ง อำนาจบารมีแผ่ขยายจนเป็ที่น่าหวาดผวา สำนักต่าง ๆ ในยุทธภพหากไม่สวามิภักดิ์พรรคของนางก็พากันเข้าร่วมเป็พันธมิตรแคว้นหยาง แม้กระทั่งคนผู้นั้นที่เมืองหลวงต้าจิ้นก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว”
อี้จวิ้นอ๋องเงยหน้ามองสหายกล่าวสัพยอก “อ้อ เช่นนั้นที่เ้าออกจากเมืองหลวงก็เพราะตามสืบเื่นี้สินะ”
เซียวฉงไม่รับ “ข้ามาเยี่ยมพ่อตาแม่ยายเป็เพื่อนหมินเอ๋อร์ต่างหาก เ้าอย่าเพิ่งขัดได้หรือไม่ รู้หรือไม่ว่าตอนนี้พันธมิตรแคว้นหยางเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว ที่ผ่านมามีหยางเว่ยหลิงเป็ประมุขพรรคเพลิงจันทรา ทั้งสองฝ่ายจึงรักษาสัญญาที่เคยกล่าวไว้ ต่างคนต่างอยู่เป็เสมือนน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ทว่าข่าวการตายของหยางเว่ยหลิงกลับแพร่ออกมาแล้ว หลายสำนักในแคว้นหยางเริ่มเตรียมพร้อม บ้างก็เสนอว่าควรบุกพรรคเพลิงจันทราใน่นี้ ข้ายังได้ยินมาอีกว่าในพรรคเพลิงจันทราก็วุ่นวายไม่น้อย”
เซียวฉงยกพัดโบกก่อนตบกับฝ่ามือตนเองเบา ๆ กล่าวต่อ “ฟังว่ากลุ่มผู้าุโในพรรคเกิดเสียงแตก หลายคนสนับสนุนศิษย์คนโตของาุโใหญ่ขึ้นเป็ประมุขน้อย ได้ยินมาว่าคนผู้นี้มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสองขั้นสาม ถือเป็คนหนุ่มมากความสามารถคนหนึ่ง ทว่าฝั่งาุโใหญ่นั้นไม่ถูกกับหยางเว่ยหลิง ผู้าุโที่จงรักภักดีกับหยางเว่ยหลิงย่อมไม่เห็นตาม สองฝ่ายทะเลาะกันดุเดือด สุดท้ายหยางเว่ยหลิงเปิดเผยตัวตนของมู่เซียวหลันออกไป ผู้าุโส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงาม ว่าสมควรมอบตำแหน่งประมุขน้อยให้มู่เซียวหลัน”
“เ้าช่างรู้ดีเสียจริง” อี้จวิ้นอ๋องยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เซียวฉงโบกพัดไปมา เชิดหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจ “ก็ใครใช้ให้ภรรยาข้าเป็คุณหนูใหญ่ตระกูลซูเล่า ตอนที่เ้าเมืองหยางมาปรึกษาเื่พิษของหยางเว่ยหลิงข้าก็อยู่ด้วย ฟังว่าเป็พิษชนิดเดียวกับที่เอาชีวิตแม่ทัพหญิงซูเซียน เ้าว่าเป็ฝีมือใคร ใช่คนผู้นั้นที่นอนหลับอยู่ในค่ายกลหรือไม่” พูดจบก็ถอนหายใจส่ายหน้า “หยางเว่ยหลิงช่างโชคร้ายเสียจริง แต่มู่เซียวหลันโชคร้ายยิ่งกว่า เ้าคิดดูสิ นางมีสติปัญญาเช่นนั้นจะเอาตัวรอดจากคนในพรรคเพลิงจันทราได้อย่างไร”
“นางหายดีแล้ว” อี้จวิ้นอ๋องเอ่ยขัด “ทั้งยังมีสาวใช้ฝีมือดีอีกสองคนข้างกาย ข้ายังได้ยินพวกนางเรียกหยางเว่ยหลิงว่าอาจารย์”
“เ้าว่าอะไรนะ มู่เซียวหลันหายดีแล้ว” เซียวฉงลุกขึ้นยืน “แล้วหยางเว่ยหลิงรับศิษย์ั้แ่เมื่อใด เหตุใดข้าไม่รู้มาก่อน”
อี้จวิ้นอ๋องยกมุมปาก “สาวใช้สองคนนั้นมีพลังยุทธ์ระดับสองขั้นห้า เ้าว่านางสามารถเอาชนะศิษย์ของาุโใหญ่ได้หรือไม่”
เซียวฉงกลืนน้ำลายอย่างไม่อยากเชื่อ “ระดับสองขั้นห้า ให้ตายสิ ระดับสูงกว่าข้าอีก”
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมพ่อบ้านเจาที่เดินเข้ามา “คารวะท่านอ๋อง เมื่อครู่ข้าน้อยพาหมอหลวงไปตรวจอาการของพระชายาแล้วขอรับ”
“หมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง” อี้จวิ้นอ๋องเอ่ยถาม
“นางเป็อะไร ไม่สบายหรือ” เซียวฉงถามด้วยความแปลกใจ ไหนบอกว่าหายดีแล้วอย่างไร
“เมื่อคืนหลันหลันตกลงไปในสระบัว มีไข้ขึ้นสูง พอเช้าสองสาวใช้ให้คนมาแจ้งว่าหลันหลันมีสติดีขึ้นเหมือนคนปกติทุกประการ”
เซียวฉงเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ “แล้วเ้าก็เชื่อ?”
พ่อบ้านเจายกมือประสาน “ข้าน้อยทำตามที่ท่านอ๋องสั่งแล้วขอรับ ทว่าปิงมามาปฎิเสธ ไม่ให้เข้าไปตรวจขอรับ”
อี้จวิ้นอ๋องโบกมือให้พ่อบ้านเจา “เช่นนั้นก็ตามใจพวกนางเถิด”
พ่อบ้านเจาถอยหลังเดินออกไป เซียวฉงเดินเข้ามา “จิ่งเสีย ข้าว่าเื่นี้มีกลิ่นตุ ๆ ทางพรรคเพลิงจันทราเพิ่งแต่งตั้งมู่เซียวหลันเป็ประมุขน้อย นางก็หายเป็ปกติพอดี นี่ออกจะบังเอิญไปหน่อยกระมัง แล้วตอนนี้ยังไม่ยอมให้หมอหลวงเข้าไปตรวจอาการอีก”
ซือหม่าจิ่งเสียเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ สีหน้าครุ่นคิด หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย
ด้านมู่ฮูหยินไม่รีบกลับจวนแม่ทัพ นางแวะมาบอกข่าวดีแก่บุตรสาวด้วยสีหน้ายินดี “อวี่เอ๋อร์ ต่อไปจวนอ๋องแห่งนี้จะมีเ้าเป็ใหญ่เพียงผู้เดียวแล้ว”
มู่เซียวอวี่ยิ้มบางทว่าแววตากลับหม่นเศร้า ที่นาง้าหาใช่อำนาจในจวน แต่คือความรักและโปรดปรานจากท่านอ๋องต่างหาก ทว่าเมื่อวานนางกลับพลาดไปเสียแล้ว... ฉินซื่อเห็นบุตรสาวไม่พูดจึงคิดว่านางเห็นด้วย นางกล่าวต่อ “ทางคุณชายน้อยเหวิน เ้าก็หาโอกาศขอท่านอ๋องเอามาเลี้ยงดูเองเถอะ บอกว่าเ้าคิดถึงลูกที่เสียไปก็ได้ ท่านอ๋องคงเห็นใจ อย่าปล่อยให้ชายารองซีเลี้ยงอีกเลย ถึงนางจะมาจากครอบครัวขุนนางเล็ก ๆ ไม่อาจเทียบกับเ้าได้แต่การที่นางได้สิทธิ์ดูแลคุณชายน้อยย่อมไม่เป็ผลดีต่อเ้าในอนาคต เข้าใจที่แม่พูดหรือไม่”
มู่เซียวอวี่พยักหน้าอย่างว่าง่าย ฉินซื่อยกยิ้มพอใจแล้วจึงพูดต่อ “เสียดายก็แต่ตำแหน่งชายาเอก” นางถอนหายใจยาว “เมื่อครู่ท่านอ๋องเพิ่งบอกว่าจะเก็บเรือนไว้ให้นังเด็กนั่น กลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ นี่ไม่ใช่กำลังบอกว่าจะเก็บตำแหน่งชายาเอกให้นางหรอกหรือ เ้าว่านังจิ้งจอกน่าตายหยางเว่ยหลิงทำอย่างไรกันแน่ถึงได้ทำให้อี้จวิ้นอ๋องเกรงใจนางนัก”
“ท่านแม่พูดจาระวังด้วยเ้าค่ะ ฮูหยินเว่ยหลิงเป็ที่นับหน้าถือตาในเมืองหลวง ท่านอ๋องเองก็นับถือนางไม่น้อย หากมีคนไปฟ้อง ท่านอาจไม่เป็ไร แต่ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
ฉินซื่อโบกผ้าเช็ดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว ไม่ไปพูดที่ใดหรอกน่า ว่าแต่เื่เมื่อคืนตกลงเป็อย่างไร เหตุใดหลิวจื่อจินถึงบอกว่าเ้าใส่ร้ายมู่เซียวหลัน เื่จริงเป็อย่างไร เ้าใช่ปิดบังอะไรไว้หรือไม่”
มู่เซียวอวี้หน้าซีดเผือด นางส่ายหน้าก่อนเปลี่ยนเื่คุย “ข้าจะโกหกท่านแม่ไปทำไม ว่าแต่เหตุใดพี่หญิงใหญ่ถึงต้องรีบไปด้วยเ้าคะ ปิงมามาได้บอกเหตุผลหรือไม่”
ฉินซื่อไม่ติดใจอันใด นางขมวดคิ้วคิดตามทันที “นั่นสิ แม่เองก็แปลกใจ อยู่ดี ๆ บอกว่าต้องรีบไป ฟังว่าเป็คำสั่งจากเบื้องบน เบื้องบนอันใดกัน ก่อนหน้านี้บิดาเ้าเคยบอกว่าฮูหยินเว่ยหลิงเป็คนในยุทธภพ ตัวคนเดียวร่อนเร่ บอกว่านางเคยช่วยชีวิตเขาไว้จึงรับพวกนางแม่ลูกเข้าจวน ทั้งยังรับเป็บิดาบุญธรรมให้มู่เซียวหลันอีก แต่แม่ไม่เชื่อหรอก ต้องเป็เพราะนางเป็สหายกับแม่ทัพซูเซียน บิดาของเ้าเห็นแก่อำนาจเขาจึงรับนางเข้าจวน รูปโฉมของนางก็เลิศล้ำประหนึ่งนางจิ้งจอก บิดาเ้าถึงได้หลงใหล มัวเมาเอาใจพวกนางจนละเลยพวกเรา...”
“ท่านแม่” มู่เซียวอวี้เห็นมารดายิ่งพูดยิ่งมีสีหน้าบิดเบี้ยวจึงเอ่ยขัด “ตกลงว่าเป็ฮูหยินเว่ยหลิงที่เรียกตัวพี่หญิงใหญ่ไปหรือเ้าคะ”
มู่ฮูหยินตวัดสายตามองบุตรสาวเอ่ยกระแทกกระทั้น “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร นางแพศยานั่นจากไปหลายปีไม่ส่งข่าวกลับมา ข้ายังคิดว่านางตายไปแล้วเสียอีก เอาล่ะ อย่าพูดถึงนางอีกเลย มู่เซียวหลันจากไปเื่นี้ย่อมเป็ผลดีต่อเ้า” พูดจบก็ลุกขึ้นยืน “นี่ก็เย็นมากแล้ว แม่คงต้องกลับจวนก่อน เ้าพักผ่อนให้ดี กินยาตามที่หมอสั่ง อย่าได้คิดมากจนเกินไป ทำใจให้สบายประเดี๋ยวก็ตั้งครรภ์อีก”
มู่เซี่ยวอวี้ฝืนยิ้ม “เ้าค่ะ” ทว่าในใจกลับกลัดกลุ้มยิ่งนัก ครรภ์ของนางไม่แข็งแรงมาแต่แรก เื่นี้มีสาเหตุมาจากร่างกายที่อ่อนแอ มีเพียงหมอหลวงเวินเท่านั้นที่รู้ เดิมทีนางระมัดระวังตัวเองอย่างดี แต่โชคร้ายที่ตลอดสามเดือนที่ตั้งครรภ์นางมีเืออกประปริบประปรอยไม่ขาด ซึ่งอาการเช่นนี้ไม่ดีต่อทารกในครรภ์ หมอหลวงเวินกล่าวว่าหากคลอดออกมาอาจกลายเป็เด็กปัญญาอ่อนหรือไม่ก็ร่างกายไม่แข็งแรงจึงแนะนำว่าให้กินยาขับเืแล้วรักษาตนเอง บำรุงร่างกายใหม่ นางทั้งเสียใจและเ็ปใจ ทว่ากลับไม่กล้าแจ้งต่อท่านอ๋อง ขณะที่นางกำลังสูญเสียลูกในครรภ์ มู่เซียวหลันกลับจัดงานวันเกิดเชิญคนทั้งจวนยกเว้นเพียงแต่นาง
อี้จวิ้นอ๋องเอาใจใส่ต่อมู่เซียวหลันเป็พิเศษ เตรียมของขวัญให้อย่างดี แต่กลับไม่สนใจเลยว่ายังมีชายารองอีกคนที่เรียกหมอหลวงเข้าจวนวันเว้นวัน เขาไม่สนใจแม้แต่จะถามไถ่อาการของนาง แต่กลับสั่งให้คนนำจัดงานวันเกิดให้มู่เซียวหลันอย่างครึกครื้น ทิ้งนางให้นอนป่วยเพียงลำพังในเรือน
นึกถึงเื่ในวันนั้น มู่เซียวอวี่พลันยกยิ้มขมขื่น ด้วยความริษยาและความเกลียดชังที่ฝังอยู่ในใจมานาน ชั่วขณะนั้นนางจึงตัดสินใจกินยาขับเืแล้วไปร่วมงานวันเกิดโดยไม่ได้รับเชิญ และโอกาสนั้นก็เป็ของนาง อาการตกเืเกิดขึ้นพอดีกับที่นางและมู่เซียวหลันอยู่กันเพียงสองคนพอดี ทุกคนในงานต่างคิดไปในทางเดียวกันว่ามู่เซียวหลันผลักนางจนตกเื นางนอนเอนกายท่ามกลางกองเื ทั้งสะใจและเ็ปทรมาณ ทว่าอี้จวิ้นอ๋องที่รู้ข่าวกลับเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเ็า ไม่ประคองนางลุกขึ้นแม้สักนิด เขาทำเพียงสั่งพ่อบ้านเจาจัดการทุกอย่างก่อนหมุนกายรีบไล่ตามมู่เซียวหลันออกไปด้วยท่าทางร้อนรน และชั่วขณะนั้นนางพลันตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าตนเองทำพลาดไปแล้ว...
...
เช้าวันต่อมา หลิวจื่อจินอุ้มมู่เซียวหลันขึ้นรถม้า ปิงมามาและหลิวจื่อจี้ขี่ม้าขนาบข้าง อี้จวิ้นอ๋องยืนมองด้วยสีหน้าสงบนิ่งทว่าในใจกลับกระวนกระวายเล็กน้อย ชายหนุ่มมองไปยังรถม้าก่อนถาม “เหตุใดหลันหลันถึงยังไม่ตื่น”
หลิวจื่อจินส่ายหน้าด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เพราะั้แ่เมื่อวานคุณหนูก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย นางนอนไม่หลับทั้งคืน กระทั่งเช้าคุณหนูก็ยังไม่ตื่น เดิมทีอยากตามหมอหลวงมาดูอาการทว่าปิงมามากลับยืนยันว่าไม่เป็อันใดทั้งยังบอกว่าให้รีบออกเดินทาง อีกสักพักคุณหนูย่อมตื่นขึ้นมาเอง ใจนางทั้งแปลกใจและสงสัย ทว่าปิงมามาเป็ผู้าุโทั้งยังมีคำสั่งในมือ ในเมื่อผู้าุโยืนกรานพวกนางที่เป็ผู้น้อยจำเป็ต้องทำตาม แต่ถึงกระนั้นความหวาดระแวงได้ถูกบ่มเพาะในใจของหลิวจื่อจินแล้ว
“เมื่อเช้ามืดตื่นมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็หลับไปอีก อาจเป็เพราะยังเพลียจากพิษไข้เ้าค่ะ” ปิงมามากล่าวด้วยรอยยิ้มบาง อบอุ่น
หลิวจื่อจินขมวดคิ้วแน่น คุณหนูตื่นแล้ว? เหตุใดนางไม่รู้? หลิวจื่อจี้เองก็เอียงคอสงสัย นางมองไปยังปิงมามาด้วยสีหน้าคับข้องใจ
ปิงมามาตวัดสายตามองพวกนางหนึ่งปราดก่อนหันมายกมือประสานให้อี้จวิ้นอ๋อง “เวลาไม่เช้าแล้ว พวกข้าคงต้องออกเดินทางเสียที ขอลาแล้วเ้าค่ะ”
อี้จวิ้นอ๋องยิ้มบาง “ไปเถิด ฝากบอกหลันหลันด้วยว่า จวนอ๋องต้อนรับนางเสมอ”
ปิงมามาและหลิวจื่อจี้ยกมือประสานก่อนะโขึ้นม้า หลิวจื่อจินสบสายตากับอี้จวิ้นอ๋อง ยกมือคำนับก่อนบังคับรถม้าตามไป
พ่อบ้านเจามองตามด้วยความไม่พอใจ “ท่านอ๋อง นาง...” นางช่างเหิมเกริมยิ่งนัก
“นางมีความระแวดระวังสูง” อี้จวิ้นอ๋องมองตามรถม้าก่อนสั่ง “ให้ฉางิตามไปคนเดียวพอ”
“แต่ว่าข้างกายท่านอ๋องจะขาดยอดฝีมือ...”
อี้จวิ้นอ๋องยกมือปราม เอ่ยขัด “ข้างกายเปิ่นหวังมีแค่ฉางหลงก็พอ กำชับฉางิให้ตามอยู่ห่าง ๆ ก็พอ รอจนพวกนางเข้าป่าทมิฬแล้วค่อยกลับมา”
พ่อบ้านเจาค้อมกายคำนับ “ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง”
...
วันที่ห้าของการเดินทาง ขบวนของมู่เซียวหลันก็มาถึงเมื่อลั่วหนาน ทั้งหมดเข้าพักในโรงเตี๊ยมตอนพลบค่ำ แสงตะวันค่อย ๆ เลือนลับขอบฟ้า สายลมพัดโชยความหนาวเย็นผ่านร่างกาย หลิวจื่อจี้เดินไปปิดหน้าต่างก่อนห่มผ้าให้มู่เซียวหลันอย่างแ่าแล้วจึงนั่งลงกับตั่งข้างเตียง นางตั้งใจว่าคืนนี้จะไม่นอน คิดได้ดังนี้ก็ดึงหางเปียตนเองมัดเข้ากับเสาเตียง ดื่มน้ำเย็นหนึ่งถ้วยแล้วจึงแทะเมล็ดทานตะวันอย่างตั้งใจ
“บอกให้รีบเข้านอนมิใช่หรือ” หลิวจื่อจินเดินเข้ามาพร้อมดาบยามในมือ นางมองมู่เซียวหลันแล้วจึงตวัดสายตามองน้องสาวของตน “แล้วนี่ทำอันใด” ดาบยาวตวัดเชือกที่ผู้หางเปียของหลิวจื่อจี้ลงมาด้วยความรวดเร็ว “เด็กโง่”
หลิวจื่อจี้จับผมเปียของตนก่อนทำหน้ามุ่ย “ไม่ใช่เพราะข้าหลับไปทุกครั้งที่คุณหนูตื่นหรอกหรือ คืนนี้ข้าเลยตั้งว่าจะไม่หลับแล้ว จะไม่ไหนทั้งนั้น รอคุณหนูตื่นขึ้นมาจะได้พบข้าเป็คนแรก”
หลิวจื่อจินยิ้มเยาะหยัน เดินทางมาห้าวันพวกนางไม่เคยเห็นคุณหนูตื่นมาเลยสักครั้ง ทว่าปิงมามากลับบอกว่าคุณหนูตื่นทุกวันแล้วยังตื่นเฉพาะตอนที่หลิวจื่อจี้เป็คนนั่งยามอีกต่างหาก เื่นี้ยังไม่เท่าไร เพราะนางรู้ว่าหลิวจื่อจี้มีนิสัยสะเพร่าเช่นไร ทว่าการที่คุณหนูใช้เวลาในการนอนมากเกินไปต่างหากที่นางสงสัย หลิวจื่อจินก้มหน้า หยิบผ้าเช็ดดาบในมืออย่างระมัดระวัง
หลิวจื่อจี้มองดาบยาวด้วยสีหน้าแปลกใจ “ดาบหยกทมิฬ พี่สาว ท่านควบคุมมันได้แล้วหรือ แล้วเอาออกมาทำไม” กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากดาบรุนแรงจนหลิวจื่อจี้ตัวสั่น นางกลืนน้ำลายก่อนเงยหน้ามองพี่สาว
“ออกจากเมืองลั่วหนานพรุ่งนี้ก็เข้าสู่เขตป่าทมิฬแล้ว ข้ารู้สึกไม่วางใจ” หลิวจื่อจินกุมดาบในมือ
“นั่นสิ คุณหนูก็ยังไม่ได้สติเช่นนี้ ไม่รู้อาจารย์ได้ส่งคนมารับพวกเราหรือไม่” หลิวจื่อจี้ยกมือเท้าแก้ม นางรู้ว่าหากเข้าเขตป่าทมิฬพวกนางจำเป็ต้องเดินเท้า ไม่สามารถนำรถม้าเข้าไปได้ พอนางถามปิงมามาก็ไม่ตอบ บอกเพียงว่าถึงแล้วจะรู้เอง รู้เองอันใด “ปิงมามาก็อมพะนำอยู่นั่นแหละ ข้าไม่ชอบนางเลย เหตุใดอาจารย์ไม่ส่งมั่วมามามารับ”
หลิวจื่อจินหรี่ตาครุ่นคิด เพราะหากเทียบกันแล้วคนที่อาจารย์ไว้ใจที่สุดต้องเป็มั่วมามา เพียงแต่นางเพิ่งจากไปได้แต่ไม่กี่วัน ก็มีคำสั่งให้พาคุณหนูกลับแล้ว หลิวจื่อจินขมวดคิ้วสงสัย จำได้ว่าปิงมามากล่าวเพียงคำสั่งจากเบื้องบน แต่นางกลับไม่เคยเอ่ยชื่ออาจารย์เลยสักครั้ง ทว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในพรรคเพลิงจันทรายังจะเป็ใครหากไม่ใช่อาจารย์ หลิวจื่อจินพยักหน้าก่อนเงยหน้ามองหลิวจื่อจี้ “ใช่ เื่นี้ผิดปกติ ถุงมือไหมทมิฬของเ้าเล่า ได้นำมาด้วยหรือไม่”
หลิวจื่อจี้พยักหน้า ยกแหวนมิติที่มือให้ดู “ของของข้านำมาด้วยหมดแล้ว” ั้แ่พ่อบ้านเจาให้องครักษ์พวกนั้นมาสู้กับนาง นางก็ไม่ไว้ใจจวนอ๋องแล้ว ฮึ พวกคนรู้หน้าไม่รู้ใจ อี้จวิ้นอ๋องก็เช่นกัน ต่อหน้าคุณหนูก็พูดจาดี ดูแลเป็อย่างดี พอลับหลังกลับปล่อยให้พ่อบ้านเจารังแกพวกนาง
หลิวจื่อจินพยักหน้า นางเก็บดาบก่อนเอนกายลงนอน “คืนนี้นอนเถอะ ไม่ต้องเฝ้าแล้ว”
“ได้อย่างไร” หลิวจื่อจี้ยังไม่ยินยอม หลิวจื่อจินส่ายหน้า พลิกกายนอนตะแคงก่อนหลับตาลง “แล้วแต่เ้า”