พิธีปักปิ่นของเฝิงหลาน
ยามดึกสงัดในสถานที่ห่างไกลเช่นเรือนร้างซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมือง
ภายในเรือนเก่าผุพังที่ควรจะเงียบสงบแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะบริเวณห้องลับใต้ดินกลับมีเสียงหอบหายใจคลุมเครือสลับกับเสียงพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานและเสียงกระตุ้นเร่งเร้าอย่างหยาบโลนที่ด้านในห้องคุมขังปรากฏร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังมีค่ำคืนวสันต์กับสาวงามที่มีอยู่เพียงคนเดียวบนเตียงนอนเก่าขาดขนาดใหญ่
สตรีร่างบางเปลือยเปล่า นัยน์ตหยาดเยิ้มเลื่อนลอยแลดูเต็มเปี่ยมไปด้วยราคะกำลังถูกห่มด้วยกายเนื้อกับบุรุษอีกสามร่างบนเตียง นางส่งเสียงร้องครวนครางแว่วหวานไร้การปัดป้องมือข้างหนึ่งเกาะเกี่ยวลูบคลำไปบนร่างแกร่งของบุรุษที่นอนขนาบข้าง ขณะที่ปลายนิ้วมืออีกข้างกดจิกลงไปที่เอวชื้นเหงื่อของชายอีกคนหนี่งที่กำลังขึ้นคร่อมกระแทกกระทั้นอยู่บนร่างยิ่งนางหวีดร้องบิดตัวเร่าจนเผยร่างสั่นระริกมากขึ้นเท่าไหร่ กลับยิ่งกระตุ้นสัณชาติญาณสัตว์ป่าในตัวของบุรุษที่เหลือให้เร่งลงมือพัวพันกับนางมากขึ้นราวกับว่านางเองก็มีไฟปราถนาที่ลุกโชนไม่สิ้นสุดเช่นกัน
ค่ำคืนนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน
หลังยืนดูเหตุการณ์อันน่าอัปยศอดสูอยู่ที่ด้านหลังห้องได้ชั่วขณะเฉิงเต๋อก็เดินออกไปจากบริเวณห้องขังที่วุ่นวายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาตรงไปยังห้องด้านหน้าของเรือนก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ที่ยังว่างอยู่ภายในห้อง
ในห้องนั้นมีเพียงบุรุษรูปร่างสูงเพรียวนั่งอยู่เพียงลำพังเขาเพียงมองสบตากับคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เหยียดยิ้มหยันที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นก้าวเดินช้าๆจากไปทันทีทำราวกับว่าไม่อยากจะหยุดอยู่ตรงสถานที่สกปรกแห่งนี้แม้เพียงสักเสี้ยวขณะ
ระหว่างทางบนถนนรกร้างอันมืดมิดไร้แสงจันทร์มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงของรถม้ากลางเก่ากลางใหม่ที่จุดอยู่เพียงดวงเดียววิ่งฝ่าความมืดตรงกลับเข้าไปยังกลางเมือง
“นายท่าน ข้าไม่รู้ว่านางจะทนอยู่แบบนี้ได้อีกกี่วัน “ คนสนิทเอ่ยปากบอกสิ่งที่เขากังวลใจอยู่
บุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กลับเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชาสายตาเหี้ยมเกรียม เอ่ยตอบอย่างไม่ยี่หร่ะ “ ทนได้แล้วอย่างไรทนไม่ได้แล้วอย่างไร นางแค่ห้ามตายเท่านั้น ส่วนจะอยู่ในสภาพไหน ไม่ต้องสนใจ “
เฉิงเต๋อมองไปยังใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม ก่อนพยักหน้ารับแทนคำตอบ“ เช่นนั้นให้ยานางต่อไปก็แล้วกัน “
เขายังคงนั่งนิ่งเงียบ เพียงยกมือขึ้นบรรจงขยับนิ้วโป้งไล้ไปที่ปลายนิ้วเรียวที่เหลือทีละนิ้วอย่างช้าๆแววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร ‘โอวหยางฟง ชีวิตนี้หากไม่ใช่ข้าที่ม้วยก็ต้องเป็นเจ้าที่ตายด้วยมือข้า ‘
โรงเตี้ยมกระเรียนเหินเปิดมาได้กว่าสองเดือนแล้วแม้จะอยู่ในช่วงฤดูวสันต์ แต่เฉพาะวันนี้ที่ตะวันสาดแสงแรงจนกู้เซียนเซียนต้องถอดเสื้อคลุมออกนางอยู่ช่วยงานในโรงเตี้ยมโดยอาศัยฐานะเด็กคิดบัญชี แม้จะแค่นั่งดีดลูกคิดอยู่หลังโต๊ะเตี้ยยาวที่ใช้เก็บเงินแต่การคิดแต่ตัวเลขอยู่ตลอดครึ่งเช้าผนวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวสภาพเหมือนก่อนฝนจะตกก็ทำให้นางมีเหงื่อซึมออกมาที่ไรผมอยู่ตลอดเวลา
เฝิงหลานวันนี้นางได้แต่งตัวเป็นสตรีแล้วชุดที่นางสวมแม้จะเป็นผ้าฝ้ายสีพื้น โพกผมที่เกล้ามวยไว้ด้านข้างรวบไว้ด้วยผ้าผูกผมสีน้ำตาลแดงและปิ่นเงินไร้ลวดลายนางสวมเสื้อคลุมกันเปื้อนขนาดพอดีตัวไว้ด้านนอกสุด กำลังเดินออกมาจากด้านในส่วนของเหลาอาหารก่อนส่งยิ้มให้กู้เซียนเซียน
“หากท่านเหนื่อย ก็ไปพักก่อนเถอะ ตรงนี้ข้าดูแลให้เอง “
กู้เซียนเซียนมองตรงไปที่บ่าวคนสนิทที่เป็นทั้งเพื่อนพี่สาว และคนไกล้ชิด ปีนี้เฝิงหลานถึงวัยปักปิ่นแล้ว รูปร่างหน้าตาสลัดทิ้งคราบความเป็นเด็กเปลี่ยนเป็นสตรีอ่อนเยาว์ผู้หนี่งแทนผิวหน้าของนางเปล่งปลั่งสีขาวอมชมพูจากเลือดฝาด นัยน์ตาหงษ์ตวัดเฉียงขึ้นน้อยๆริมฝีปากอิ่มรับกับโครงหน้าเรียว เพราะนางพิถืพิถันเรื่องการแต่งกายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนทำให้ชุดที่สวมใส่ช่วยขับเน้นรูปร่างของหญิงสาวให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
เมื่อห้าวันก่อน เฝิงหลานเพิ่งผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมวยผมโดยมีไป๋เลี่ยงหลินเป็นธุระจัดการให้ที่เรือนหลังเล็กของพวกนางโดยมีแขกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเพิ่มเติมเพียงลู่หลินและบิดาของนางแม้จะไม่ได้จัดพิธีอย่างใหญ่โต แต่ก็ถูกต้องครบถ้วนตามประเพณี ตอนที่ไป๋เลี่ยงหลินเสียบปิ่นลงบนผมที่มวยไว้อย่างเรียบร้อยของเฝิงหลานกู้เซียนเซียนพลันรู้สึกว่า สตรีตรงหน้าผู้ที่สวมใส่ชุดขาวในวันนั้นกลับดูเติบโตขึ้นในคืนเดียวไม่มีเค้าของความเป็นเด็กน้อยหลงเหลืออยู่อีก ในใจกู้เซียนเซียนทั้งยินดีและกังวลระคนไปแค่คิดว่าวันหนึ่งพวกนางจะต้องห่างกัน ใจก็อดรู้สึกวูบโหวงอยู่บ้างไม่ได้
ในระหว่างงานเพราะนางกับเฝิงหลานต่างก็สนิทสนมไกล้ชิดกันมาตั้งแต่เล็กและอาจเพราะตอนนี้กู้เซียนเซียนมีคนที่ต้องใส่ใจอยู่ไม่ถึงห้านิ้วมือทำให้ทุกๆอากัปกิริยาของคนรอบตัว เด็กสาวแทบไม่เคยมองข้าม
นางแอบเห็นเฝิงหลานลอบมองดูบุรุษที่มีอยู่เพียงคนเดียวในงานวันนั้นอยู่สองสามหนแม้หญิงสาวจะดูระมัดระวังตัว แต่ท่าทางที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ กลับเผยออกมามากจนผิดวิสัยสายตาของนางที่ทอดมองไปยังชายหนุ่มขณะกำลังหยอกล้ออยู่กับบุตรสาวบริเวณป่าไผ่ด้านข้างเรือนเป็นสายตาที่กู้เซียนเซียนไม่เคยเห็นในแววตาของบ่าวคนสนิทมาก่อน ไม่ใช่สายตาจ้องจับผิดหรือเพราะความเกลียดชังแม้จะไม่รู้ว่าเหตุผลที่นางสนใจสองพ่อลูกคู่นั้น แต่กู้เซียนเซียนก็ไม่คิดจะตั้งคำถามตอนที่เฝิงหลานหันหน้ากลับมาสบตากับกู้เซียนเซียนที่ยืนเอียงคอมองดูนางอยู่ด้วยความบังเอิญนางเห็นเฝิงหลานหน้าแดงระเรื่อรีบเดินผละเข้าไปด้านในเรือนทันที พฤติกรรมแปลกประหลาดของนางยิ่งทำให้กู้เซียนเซียนฉงน
“นายน้อยท่านไปพักเถอะ ที่เหลือบ่าวจะทำให้เอง “ เฝิงหลานเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพราะครั้งแรกนางไม่ได้คำตอบและเด็กหนุ่มตรงหน้ายังยืนยิ้มอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
กู้เซียนเซียนรู้สึกล้าอยู่บ้างนิดหน่อย นางจึงพยักหน้าให้เฝิงหลานก่อนเดินไปยังห้องพักของนางภายในโรงเตี้ยมแห่งนี้
ตอนนี้พวกนางยังคงพักที่บ้านในเมือง กู้เซียนเซียนเพียงมีห้องเล็กๆที่โรงเตี้ยมเอาไว้พักผ่อนระหว่างวันยกเว้นก็แต่เฝิงหลานที่ไปๆมาๆเพราะนางต้องคอยอยู่ดูแลโรงเตี้ยมแห่งนี้ทั้งวันทั้งคืน ช่วงเวลานับตั้งแต่เปิดโรงเตี้ยมกู้เซียนเซียนก็ได้พบเจอกับเฝิงหลานน้อยครั้งกว่าเมื่อก่อน อาจกล่าวได้ว่าพบเจอนางก็เฉพาะแต่ในเวลากลางวันสำหรับในเวลากลางคืนนั้นโดยปกติเฝิงหลานจะพักอยู่ที่โรงเตี้ยมแห่งนี้แทนแม้หลายครั้งที่กู้เซียนเซียนอยากให้เฝิงหลานกลับไปด้วยกัน แต่เพราะยังหาคนที่ไว้ใจมาสลับแทนเฝิงหลานไม่ได้จึงต้องลำบากบ่าวคนสนิทของนางเช่นนี้ต่อไปก่อน ผิดกับเฝิงหลานที่นางดูเต็มอกเต็มใจจะช่วยเหลือและพักค้างที่นอกบ้านนางบอกเพียงว่าขอให้กู้เซียนเซียนรู้จักดูแลตัวเองให้ดี ไม่ทำให้นางเป็นห่วงนางก็จะช่วยกู้เซียนเซียนดูแลโรงเตี้ยมให้ดีที่สุดเช่นกัน กู้เซียนเซียนได้ยินเพียงยิ้มฝืดเฝื่อนตั้งใจอย่างแน่วแน่จะเร่งหาคนมาช่วยเฝิงหลานรับช่วงดูแลโรงเตี้ยมต่อในตอนเย็น
ภาพของเฝิงหลานที่ขยับเข้าไปอยู่แทนที่นางตรงโถงโต๊ะยาวนั้นดูเป็นเถ้าแก่เนี้ยในฝันของกู้เซียนเซียนจริงๆ โรงเตี้ยมนี้ หากไปได้ดีนางไม่คิดจะเก็บไว้กับตัว นางอยากตอบแทนเฝิงหลาน ให้นางได้มีชิวิตสงบสุขเช่นนี้ไปตลอดภายหลังจากที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง นางจะหาทางตามหาครอบครัวต่อไม่รู้ตอนนี้ท่านพ่อ พี่ชายพี่สาวจะใช้ชีวิตอยู่กันยังไงกู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจเงียบๆคนเดียวก่อนที่จะคล้อยหลับไป
กู้เซียนเซียนตื่นขึ้นอีกครั้งในยามบ่าย ตอนที่รู้สึกว่ามีร่างนุ่มนิ่มนอนเบียดอยู่ที่ด้านข้างตัวแม้จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆที่นางชอบแต่ความอึดอัดจนทนไม่ไหว ทำให้นางต้องงัวเงียพูดขึ้นมา “ เจ้าไปนอนดีๆที่ด้านข้างได้หรือไม่“ แม้ตานางจะยังไม่ลืมขึ้นมานางก็รู้ว่าคนด้านข้างคือเด็กอ้วนคนเดิม
ลู่หลินที่กำลังงัวเงียตื่นขึ้นมาทิ้งคราบน้ำลายกองใหญ่ไว้ที่แขนเสื้อของกู้เซียนเซียน
เด็กน้อยลืมตาก่อนมองกู้เซียนเซียนที่เกล้าผมแบบบุรุษกำลังค่อยๆกระพือขนตาและสะบัดหัวไปมาเบาๆก่อนที่จะลืมตาตื่นตามมา
มือขาวนุ่มนวลยื่นไปลูบหัวลู่หลินเบาๆเหมือนอย่างที่นางเคยทำทุกครั้งเมื่อตื่นนอน
ลู่หลินยกยิ้มจนแก้มพองกลับยิ่งเบียดตัวเองเข้าไปนอนกอดกู้เซียนเซียนแน่นขึ้นอีก
“ เจ้านอนกอดบุรุษคนหนึ่งเช่นนี้ไม่คิดว่าต่อไปพ่อเจ้าจะมาอาละวาดเอากับข้าบ้างหรือ “
กู้เซียนเซียนหาวไปเอ่ยไปพร้อมๆกันก่อนกระพริบตาถี่ๆไล่อาการฝ้าฟางในดวงตาและความง่วงงุนทิ้งไป
ลู่หลินแม้ไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้ารับคำพูดของกู้เซียนเซียน
‘ ฮึ่ย ได้ยังไงกัน ต้องสั่งสอนเสียใหม่แล้วเจ้าเด็กคนนี้ ‘ กู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจก่อนรีบผละลงจากเตียงโดยลากลู่หลินลงมาด้วย
“ ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้ข้าเลี้ยงเจ้าเองพ่อเจ้าให้คนส่งสูตรอาหารใหม่มาที่นี่เมื่อเช้าพวกเรามิใช่สมควรไปลิ้มลองหน่อยหรือ “ นางเอ่ยปากชักชวนเจ้าของสูตรอาหารตัวน้อยในมือคว้าเอาผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่ในตู้เล็กๆด้านข้างออกมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับลู่หลินไปพลาง ‘ ข้านี่ชักจะเหมือนมารดาของเจ้าหนูนี่เข้าไปทุกทีแล้ว‘
คนสองคนพากันเดินออกมาจากห้องพักด้านในตอนนี้คนในโรงเตี้ยมแม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่นับว่าน้อย ห้องพักถูกจับจองเกินครึ่งพื้นที่ด้านหลังบริเวณรับฝากสินค้าก็มีสิ่งของที่รับฝากวางอยู่เกือบเต็ม แม้ห้องพักและพื้นที่ทั้งหมดของโรงเตี้ยมจะไม่ใหญ่โตมากแต่ก็เพียงพอแก่รายรับจ่ายทุกๆวันจนเหลือเบี้ยบางส่วนชำระคืนให้กับบิดาของลู่หลินแม้ดอกเบี้ยแบบมิตรภาพที่ลู่หานคิดกับกู้เซียนเซียนนั้นไม่นับว่าขูดรีดจนเกินงามแต่เงินต้นที่หยิบยืมมาก็ยังไม่ลดลงแม้สักส่วน นางคงต้องทำการประจบเอาใจคุณหนูตัวเล็กคนนี้เพิ่มมากขึ้นอีกหน่อยแล้ว
นางเดินนำหน้าเด็กหญิงโดยไม่ได้จูงเหมือนทุกครั้งก่อนได้ยินเสียง ‘อ๊ะ ‘ เบาๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียง “ซ่วบบบ พลั่ก ! “ เหมือนของตกกระแทกพื้น
กู้เซียนเซียนรีบหันกลับไปมองตามเสียงทันทีที่แท้ลู่หลินล้มกลิ้งลงไปนอนกับพื้นข้างทางเดินหินแล้ว เด็กอ้วนล้มกลิ้งคว่ำหน้าลงไปทั้งตัวก่อนเงยหน้าขึ้นมองกู้เซียนเซียนด้วยสีหน้าแววตาขอความช่วยเหลือ กู้เซียนเซียนได้แต่ยืนหัวเราะร่าอยู่ตรงนั้น
“ ฮ่าๆๆ ซุ่มซ่าม “ นางยื่นมือดึงลู่หลินขึ้นมา ก่อนใช้มือปัดไปมาที่เสื้อผ้า และจัดเจงเสื้อผ้าของเด็กหญิงให้เรียบร้อย
“นายน้อย “ เสียงบ่าวหญิงที่รีบเดินมาหากู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมที่ด้านหลังนาง
“นายหญิงผู้เฒ่าลู่มาหาท่าน ตอนนี้รอที่ห้องรับรองด้านในแล้ว “ นางก้มหน้าเอ่ยความขึ้นต่อ
กู้เซียนเซียนยิ้มจืดเจื่อนพักนี้นายหญิงผู้นี้มาหานางบ่อยเกินไปแล้วจริงๆ นางชำเลืองมองไปยังลู่หลินที่ยืนอยู่ข้างๆ‘ หรือท่านผู้เฒ่าจะตามเด็กนี่มา ‘
แม้จะรู้สึกอึดอัดกับบทสนทนาที่มีระหว่างท่านผู้นั้นแต่อย่างไรก็ต้องไปพบ นางจึงจูงมือเล็กๆของผู้พิทักษ์ของนางไปด้วยกันซะเลย
ไม่ผิดจากที่นางคิดมารดาของลู่หานแม้จะชวนนางเดินเล่นไปรอบๆภูเขาจำลอง ผ่านข้างธารน้ำหลังโรงเตี้ยมวนมาวนไปแต่สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องเดิมจนได้
“ คุณหนูเช่นเจ้า จะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีอาหญิงอยู่ด้วยเฝิงหลานยิ่งแล้วใหญ่ นางยังต้องนอนที่นี่ บ้านหลังนั้นก็มีเจ้าอยู่เพียงคนเดียวแล้วเหตุใดไม่ไตร่ตรองดูเสียหน่อยเล่า “
‘เฮ่อ เรื่องนี้อีกแล้ว ให้นางไปหาที่หลบซ่อนที่จวนลู่อีกแล้ว ‘ แม้ในใจจะคิดต่อต้านแต่ภายนอกยังต้องเก็บอาการกู้เซียนเซียนเอ่ยปฏิเสธไปอีกครั้ง แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนางกล้บไม่ได้จดจำไว้
สตรีสูงวัยได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะหันไปพูดกับลู่หลิน
“ย่าจะกลับแล้ว ลู่หลินจะกลับพร้อมกันหรือไม่ “
แต่หลานสาวกับส่ายหน้ากอดขากู้เซียนเซียนไว้แน่น
“เอาเถอะ เช่นนั้นรอกลับตอนเย็นก็แล้วกัน “ นางเอ่ยเสริมกลับไปก่อนจะเดินค้ำด้วยไม้เท้าประจำตัวจากไปทางด้านหน้าโรงเตี้ยมเหมือนเช่นตอนขามา
ระหว่างทางกลับจวนตระกูลลู่ ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยหารือกับบ่าวคนสนิทข้างตัวเบาๆ“ เจ้าส่งคนไปก่อกวนนางเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย”
หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้วยกันภายในรถม้าเอ่ยตอบกลับนางเสียงเบา ด้วยเกรงว่าคนภายนอกจะได้ยิน แม้จะมีเสียงล้อบดถนนค่อนข้างดังกลบอยู่ก็ตาม“ เกรงว่าเรื่องนี้จะปิดนายท่านไม่ได้ “
ฮูหยินผู้เฒ่ามองตรงไปที่ประตูด้านหน้าเหมือนชั่งใจอะไรสักอย่างก่อนผินหน้ามาเอ่ยตอบนาง “ปิดไม่ได้ก็ไม่ต้องปิด ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อพวกเขา สำหรับเด็กสาวคนนั้นหากใช้ไม้นวมไม่ได้ผลก็ทำให้นางเจ็บตัวเสียบ้าง อย่าให้ถึงกับบาดเจ็บปางตาย ข้าต้องการให้นางมาอยู่ในจวนให้ได้“ น้ำเสียงเด็ดขาดจริงจังไม่เหลือทางเลือกให้ใครปฏิเสธ ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเด็ดเดี่ยวของนางจึงช่วยผลักดันส่งเสริมให้กิจการรุ่งโรจน์มาได้ถึงเพียงนี้นางออกมาสู่แสงสว่างได้ แต่ไม่ได้หมายความว่านางลืมเส้นทางภายใต้ท้องฟ้าสีหม่นไว้เบื้องหลังเสียที่ไหน
“หลังจากอาของนางออกไปจากบ้าน ข้าต้องได้เห็นนางมาอยู่ที่จวนเท่านั้น”นางเอ่ยย้ำช่วงเวลาอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่หนักแน่น
สายตาสตรีวัยกลางคนกลับเปล่งประกายวาบหนึ่งก่อนหลุบลงเอ่ยตอบน้ำเสียงเคร่งขรึม “บ่าวทราบแล้วนายหญิง “