เสิ่นโม่จิ่นตัดคำถามทิ้งทันทีผีซึ่งวนเวียนนอกบ้านย่อมรู้ข่าวจากฝั่งิญญามากกว่าข้อบังคับของกฎหมายของคนเป็หากฝืนถามต่อก็มีแต่จะได้คำซึ่งมันจำจากปากคนอื่นมาแบบขาดๆเกินๆ
ข้อมูลคืนนี้จึงยังไม่ครบ ทว่าก็มากพอให้เธอแยกพื้นที่อันตรายออกเป็สองส่วนได้
โลกปกติมีผีเดินปะปนอยู่ก็จริงแต่ตราบใดที่ไม่รับเงื่อนไข หรือแตะของต้องสงสัย และไม่ปล่อยให้มันหลอกจนก้าวพลาดผีเร่ร่อนทั่วไปก็ยังฉีกคอเธอไม่ได้
ส่วนสถานที่ซึ่งถูกประกาศเป็ดันเจี้ยน เขตคำสาปหรืออาณาเขตของิญญา คือจุดที่ข้อห้ามนั้นถูกเปิดออก
ในนั้น ความตายไม่ใช่ภาพหลอน ไม่มีการฟื้นกลับและต่อให้ร่างตาย ิญญาก็อาจถูกกิน หรือเก็บไว้ทรมานต่อจนสลาย
ที่น่ารำคาญคือโลกเพิ่งเปลี่ยนมาได้สามเดือนไม่มีใครผ่านดันเจี้ยนมากพอจะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญได้เต็มปาก
เสิ่นโม่จิ่นมองแผ่นข้อมูลสีน้ำเงินตรงมุมสายตาอีกครั้ง
ชื่อ แรงค์ และแต้มบุญยังพอเข้าใจได้จากถ้อยคำ
แต่ตัวเลขกระดาษิญญาศูนย์ใบรวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนของโลกนี้ยังเป็ช่องว่าง หากสิ่งนั้นใช้ซื้อของจากฝั่งผีได้มันอาจสำคัญกว่าธนบัตรในบัญชีของร่างเสิ่นโม่จิ่นเสียอีก
เธอจึงถามต่อไป “กระดาษิญญากับบุญต่างกันยังไง”
ิญญาเร่ร่อนกะพริบดวงตาขุ่นมัวหนึ่งครั้ง สายตาของมันเคลื่อนผ่านย่ามแล้วมองมาที่เส้นผมที่ขึ้นสีทองประกายจางๆ
ลำคอที่มีรอยบุบขยับขึ้นลงมันกลืนน้ำลายทั้งที่ในปากไม่มีความชื้นเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว
“ถ้าจะถามเื่นั้น...” มันเว้น่ดวงตายังจับอยู่ตรงปลายเส้นผมไม่ยอมละ “ข้าอยากได้ของแลกเปลี่ยน”
*****
เสิ่นโม่จิ่นมองดวงตาและปากที่เกือบมีน้ำลายหยดของมัน
“รู้จักต่อรอง?”
ผีหดคอกลับทันทีสีหน้าเมื่อครู่ซึ่งเพิ่งผ่อนคลายแข็งค้างปลายนิ้วทั้งสองข้างเกี่ยวราวระเบียงเอาไว้โดยไม่กล้าขยับ
ทั้งที่ดวงตาขุ่นมัวยังเหลือบไปทางปลายเส้นผมทุกสองสามลมหายใจ
มันกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจแต่ความหิวกลับดึงสายตาให้ย้อนกลับไปมองซ้ำ ๆ จนน่าสมเพช
“..........”
เสิ่นโม่จิ่นลุกจากเก้าอี้โดยใช้มือข้างหนึ่งยันที่เท้าแขนอาการชาตรงขาซ้ายลดลงแล้ว ทว่ารอยบีบรอบลำคอยังกระตุกตามชีพจร
เธอจึงไม่เร่งฝีเท้าเพียงเดินไปข้างเตียงแล้วสอดมือผ่านปากย่ามซึ่งมืด และลึกเกินขนาดภายนอก
ปลายนิ้วััถุงผ้า ก่อนนึกถึงเครื่องเซ่นผีเธอก็พบมัดธูปซึ่งลอยขึ้นมาวางอยู่ใต้มือ
เธอกระพริบตา และดึงมันออกมาเพียงหนึ่งดอก
ก้านธูปสีน้ำตาลเข้มมีผงเนื้อละเอียดอัดแน่นตลอดแนวตรงโคนพันด้ายสีแดงเส้นเล็กซึ่งซีดจากการเก็บไว้นาน แม้ยังไม่ถูกจุดกลิ่นไม้หอมกับสมุนไพรแห้งก็ซึมออกมาเบาบาง
ใต้กลิ่นนั้นมีร่องรอยของบทสวดและแรงศรัทธาซึ่งเกาะอยู่ตามเนื้อธูปจนเกิดประกายเล็กกว่าฝุ่น
ดวงตาของผีเร่ร่อนเบิกกว้างขึ้นทันที
ของเหลวใสขุ่นยิ่งหยดจากมุมปากที่ฉีกยาวลากเป็สายลงมาถึงคางก่อนระเหยหายไปกลางอากาศ
มันยกแขนเสื้อเก่าขึ้นเช็ดปากลวก ๆแล้วรีบทำหน้าตรงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นทว่าลิ้นสีเทาซึ่งแลบเลียฟันกลับทรยศสีหน้าเสียหมด
“นี่...” มันขยับจมูกซึ่งยุบไปด้านหนึ่ง“ให้ข้าจริงหรือ”
“ค่าข้อมูล”
“ข้อมูลทั้งหมดหรือหนึ่งคำถาม”
“จนกว่าธูปจะหมด”เสิ่นโม่จิ่นหมุนก้านธูประหว่างนิ้ว “ถ้ามัวแต่กินจนไม่ตอบ กูก็ดับ”
ิญญารีบพยักหน้าถี่จนเส้นผมสะบัดปิดใบหน้า “แล้วหลังจากนั้นไม่มีหนี้ต่อกันแล้วใช่หรือไม่”
คำถามนี้ทำให้เสิ่นโม่จิ่นหยุดมือชั่วครู่
ผีตัวนี้อ่อนแอแต่ยังพอรู้ว่าของจากคนเป็ไม่ควรรับโดยไม่ตกลงเงื่อนไขให้ชัด
การกินธูปซึ่งมีเ้าของจุดให้ต่างจากควันตามศาลเ้าร้างเพราะความตั้งใจของผู้ให้สามารถสร้างสายผูกพันได้
หรือหากถ้อยคำคลุมเครือเกินไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจถือว่าเป็การเซ่น การเลี้ยง หรือการรับเข้ามาอยู่ใต้ชายคา
เธอไม่ได้อยากมีหนี้กับผีและยิ่งไม่คิดเก็บมันไว้ในบ้านเพียงเพราะข้อมูลไม่กี่ข้อ
“ธูปหนึ่งดอกแลกคำตอบคืนนี้กินหมดแล้วต่างคนต่างไป ไม่ไม่ติดหนี้กัน”
ผีมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนยกมือข้างที่นิ้วครบกว่าขึ้นแตะกลางอก “ตกลง”
เสิ่นโม่จิ่นรับคำด้วยการขยับคางเพียงนิดเดียว
จากนั้นจึงหนีบก้านธูปไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางมืออีกข้างยกขึ้นประคองตรงปลายก้าน
เธอไม่เดินไปหยิบไฟแช็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง
ลมหายใจสั้นถูกส่งผ่านลำคอซึ่งบวมช้ำริมฝีปากขยับช้าเพื่อไม่ให้แผลถูกดึง
“เต”
พยางค์แรกทำให้ฝุ่นรอบปลายธูปะเืขึ้นจากผิว
ผีชะงักค้าง..
“ชะ”
เมื่อคำที่สองหลุดออกมาอากาศตรงซอกนิ้วของหญิงสาวเริ่มบิดไหวเป็คลื่นเล็ก ความร้อนซึ่งไม่มีแสงไหลจากกลางฝ่ามือไปตามข้อนิ้ว
“สะ ” พอถึงคำที่สามเส้นสีส้มบางเท่าเส้นผมก็แล่นผ่านเล็บขึ้นไปพันรอบก้านธูป
“ติ” คำสุดท้ายจบลงพร้อมประกายสีทองแดงซึ่งดีดออกตรงส่วนปลาย
ไฟติดขึ้นโดยไม่ต้องมีเชื้อ
เปลวเล็กขนาดเท่าเมล็ดข้าวตั้งตรงอยู่ชั่วขณะ ก่อนหดเข้าไปในเนื้อธูปจนเหลือจุดแดงเรืองอยู่ใต้ชั้นขี้เถ้ากลิ่นสมุนไพรอุ่นจัดแทรกขึ้นมาระหว่างกลิ่นขี้ผึ้งในห้อง
ปฏิกิริยาตรงระเบียงกลับรุนแรงกว่าประกายไฟหลายเท่า
ั้แ่ได้ยินคำว่า “เต” ผีเร่ร่อนก็ชะงักค้างตาเหลือกด้วยความกลัว
มันปล่อยมือจากราวแล้วถอยกรูดไปชนมุมผนังขาสองข้างซึ่งเคยห้อยลอยพับขึ้นแนบอกแขนยาวยกขึ้นปิดศีรษะจนเหลือดวงตาขุ่นโผล่ผ่านช่องศอก
หยดสีเทาไหลออกจากขมับผ่านแก้มซึ่งยุบอยู่ด้านหนึ่ง แล้วหยดลงบนพื้นระเบียงดังแฉะ
ทั้งที่ร่างของมันไม่มีเื และไม่ควรมีเหงื่อเหลือให้ออกมาได้อีก
บริเวณไหล่ซึ่งรับเสียงคาถาโดยตรงเริ่มละลายเป็เส้นบางเนื้อิญญาไหลย้อยลงคล้ายขี้ผึ้งถูกวางใกล้ตะเกียง
มันพยายามตะกายถอยต่อทั้งที่หลังติดผนังปากสั่นจนฟันกระทบกันถี่
“ท่านบอกว่าจะให้ธูป!”
เสิ่นโม่จิ่นมองจุดแดงตรงปลายก้านแล้วจึงหันไปทางผี
“ก็กำลังจุด”
“เหตุใดต้องใช้คาถาไฟ!”
“ี้เีหาไฟแช็ก”
ิญญาอ้าปากค้างสีหน้าของมันคล้ายอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้าเสี่ยงให้คนตรงหน้ารำคาญจนหันเปลวไฟมาใส่จริง
เสิ่นโม่จิ่นสะบัดก้านธูปเบา ๆให้เปลวซึ่งหลงเหลือดับลง จุดแดงใต้ขี้เถ้ายังคงติดสม่ำเสมอ
ควันสีขาวสายแรกจึงไหลออกจากปลายธูปแล้วม้วนตัวขึ้นตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ
“ถ้ากูใช้กับมึงโดยตรงป่านนี้ไม่เหลือปากไว้ขอของกินแล้ว”
ผีลดแขนออกจากศีรษะทีละนิดหยดสีเทาบนใบหน้ายังไหลไม่หยุด แต่ไหล่ซึ่งละลายเริ่มคืนรูปเมื่อเสียงคาถาจางไป
เสิ่นโม่จิ่นปลดกลอนกระจกบานเลื่อนการดันประตูทำให้หัวไหล่ขวาถูกดึงจนปวดร้าว
เธอจึงเปิดเพียง่กว้างพอให้แขนลอดออกไปได้
บนโต๊ะข้างประตูมีจานรองกระเบื้องใบเล็กวางอยู่
เสิ่นโม่จิ่นพลิกมันให้ด้านเว้าหงายขึ้น ใช้เล็บขูดขอบเทียนจากย่ามลงไปก้อนหนึ่งแล้วปักธูปตั้งตรงกลางเนื้อขี้ผึ้ง ประกายแดงสว่างวาบเมื่อถูกลม ควันสีขาวลอยเอื่อยออกไปทางระเบียง
ผีซึ่งซ่อนอยู่ตรงมุมสูดกลิ่นเพียงครั้งเดียวรูม่านตาขุ่นก็กางกว้างจนแทบกินพื้นที่ดวงตาทั้งหมด
ความกลัวคาถาไฟยังรั้งขามันไว้ทว่าร่างส่วนบนเอนตามสายควันออกมาทีละน้อย จมูกที่ยุบกระตุกถี่ ปากอ้าโดยไม่รู้ตัวของเหลวขุ่นหยดลงจากคางอีกครั้ง
คราวนี้มันรีบใช้หลังมือเช็ดแต่เช็ดไม่หมด
“กินสิ” เสิ่นโม่จิ่นกลับไปนั่งเก้าอี้ “กูไม่ได้จุดไว้ไล่ยุง”
คำอนุญาตยังไม่ทันจบดีิญญาก็พุ่งออกจากมุมผนัง มันลอยเข้าใกล้จนปลายจมูกอยู่ห่างสายควันประมาณหนึ่งฝ่ามือจากนั้นจึงอ้าปากสูดละอองสีขาวเข้าไปสั้น ๆ
ควันที่เคยกระจายกลางอากาศถูกรวบเป็เส้นแล้วไหลเข้าปาก
เนื้อิญญาตรงแก้มซึ่งแห้งติดกระดูกพองขึ้นเล็กน้อยสีเทาหม่นบนผิวเปลี่ยนเป็สีอ่อนกว่าเดิมส่วนขอบร่างซึ่งเคยพร่าใต้แสงไฟกลับชัดขึ้นจนมองเห็นรอยขาดบนชายเสื้อ
ดวงตาข้างเดียวของมันปิดลงใบหน้าบิดเบี้ยวผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด มือซึ่งเคยกำราวจนเกร็งค่อย ๆ คลาย ปลายเท้าที่ลอยอยู่เหนือพื้นขยับไปมาอย่างคนกำลังกินของอร่อยแล้วห้ามอาการไม่ได้
“เงินเป็อย่างไร” เสิ่นโม่จิ่นถาม
ผีไม่ได้ตอบ มันโน้มเข้าไปสูดอีกครั้งคราวนี้ยาวกว่าเดิม
หญิงสาวหรี่ตา เอื้อมมือไปทางธูป
“อร่อย!” มันรีบร้องแล้วถอยปากออก “อร่อยมากขอรับ”
“กูกำลังถามเื่เงิน”
“ข้าคิดว่าท่านถามเื่ธูป”
ปลายนิ้วของเสิ่นโม่จิ่นหยุดห่างจากก้านธูปไม่ถึงคืบ
ผีรีบตั้งหลังตรงใช้แขนเสื้อปาดมุมปากอีกครั้งก่อนตอบรวดเดียว
“เงินมนุษย์ใช้ซื้อของในโลกคนเป็ส่วนใหญ่พวกผีใช้ไม่ได้ ต่อให้ขโมยมาทั้งกระเป๋าก็ซื้อของในร้านิญญาไม่ได้”
“แลกกระดาษิญญาได้ไหม”
“ได้ แต่อัตราแพงมากเงินมนุษย์หนึ่งหมื่นจึงแลกกระดาษิญญาได้หนึ่งใบ”
เสิ่นโม่จิ่นชำเลืองไปทางหน้าจอข้อมูลของตัวเองตัวเลขหลังกระดาษิญญายังเป็ศูนย์
ร่างนี้อาจมีเงินในบัญชีมากพอใช้ชีวิตแบบลูกสาวตระกูลใหญ่แต่เมื่อนำมาเทียบกับอัตราที่ผีพูดจำนวนซึ่งเคยดูมากในโลกคนกลับถูกบีบจนเหลือค่าเพียงหยิบมือ
“กระดาษิญญาใช้ทำอะไร”
ผีสูดควันเข้าไปอีกอึกหนึ่งก่อนตอบคราวนี้มันกินสั้นลงเพราะจำได้ว่ามีคนเฝ้ามองก้านธูปอยู่
“ใช้ซื้อของในร้านค้าิญญาที่ผูกกับระบบประชาชนข้าก็มีหรือแลกซื้อของกับิญญาได้ คนเป็บางแห่งก็รับ เพราะหลังโลกหลอมรวมของหลายอย่างใช้เงินคนซื้อไม่ได้แล้ว”
“ปลอมได้หรือเปล่า”
“ไม่ได้ วิถีิญญาเป็ผู้คุมกระดาษทุกใบผูกกับระบบประชาชน ถ้าเป็ของปลอม แค่แตะก็สลาย”
เสิ่นโม่จิ่นใช้เล็บเคาะที่เท้าแขนสองครั้ง
“แล้วบุญ”
คำเดียวทำให้ผีหยุดสูดควันมันหันมามองปลายผมสีทองของเธอก่อนถอยจากธูปเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกได้ว่าคนตรงหน้ามีสิ่งซึ่งกำลังถูกถามติดอยู่กับตัว
“บุญหายากกว่ากระดาษิญญามากกระดาษิญญาหนึ่งแสนใบจึงเท่ากับบุญหนึ่งแต้ม”
ปลายนิ้วซึ่งกำลังเคาะเก้าอี้หยุดลง
เสิ่นโม่จิ่นมองเลข 888,888 บนแผ่นข้อมูลอีกครั้ง คราวนี้ตัวเลขสีทองดูไม่เหมือนยอดคะแนนสวย ๆซึ่งระบบแจกให้พอเป็พิธีอีกแล้ว
หากนำไปคูณด้วยกระดาษิญญาหนึ่งแสนใบแล้วค่อยเทียบกลับไปยังเงินมนุษย์
อัตราที่ได้มากพอทำให้การนั่งคำนวณต่อกลายเป็เื่เสียเวลาเพราะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสามารถแลกบุญกลับเป็เงินได้จริงหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งแน่นอน 'ถ้าคนโลภรู้ยอดกูคงไม่ได้นอนอย่างสงบแน่'
คราวนี้ผีดูดเข้าไปช้า ๆ ราวกับชิมทีละส่วนควันจากธูปของแม่มณีไม่ได้มีเพียงกลิ่นไม้หอม
มันมีความตั้งใจของผู้จุดและแรงศรัทธาซึ่งเกาะอยู่ตามเนื้อผงถูกเผาออกมาพร้อมกันทุกครั้งที่มันไหลผ่านปากเนื้อิญญาซึ่งเคยบางจนมองทะลุได้จะถูกเติมเต็มขึ้นเล็กน้อย
ผีเร่ร่อนกินข้าวหรือเนื้อแบบคนไม่ได้สิ่งที่ประคองร่างพวกมันไม่ให้จางหายคือกลิ่น ของเซ่นไหว้ ความระลึกถึงและควันจากของซึ่งมีคนตั้งใจมอบให้
ธูปตามศาลร้างส่วนใหญ่เหลือเพียงกลิ่นไหม้เพราะคนจุดรีบขอพรแล้วเดินหนี
บางดอกถูกผลิตจนไม่มีแรงศรัทธาเกาะอยู่เลยสำหรับผีหิวจัด มันก็ยังพอกลืนประทังได้ไม่ต่างจากคนกินข้าวเย็นชืดซึ่งตกอยู่ก้นหม้อ
แต่ธูปในย่ามของแม่มณีผ่านมือคนกราบไหว้ผ่านบทสวด และถูกเก็บอยู่ท่ามกลางของอาคมมานาน
เนื้อควันจึงแน่นจนผีต้องแบ่งสูดอาหารซึ่งมันเคยคุ้ยตามศาลข้างทางเทียบกับสิ่งนี้คงไม่ต่างจากเศษข้าวบูดข้างเตากับสำรับร้านหรูซึ่งจัดวางตรงหน้า
เสิ่นโม่จิ่นจึงปล่อยให้มันกินอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกมือขึ้นแตะขอบแผ่นข้อมูลตรงมุมสายตานิ้วของเธอลากผ่านคำว่ากระดาษิญญาจากซ้ายไปขวา
ขณะที่ดวงตาขุ่นของผีกลับมองตามนิ้วมือ
เธอจึงทดลองเลื่อนนิ้วขึ้นไปตรงจำนวนแต้มบุญแล้วถามโดยไม่บอกว่าตนชี้อยู่ที่อะไร
“มึงเห็นตัวเลขของกูไหม”
ิญญากะพริบตาสองครั้ง “ตัวเลขอะไร”
“หน้าจอที่อยู่ตรงนี้”
เสิ่นโม่จิ่นเลื่อนนิ้วไปอีกด้านผียังคงมองตามมือของเธอโดยไม่เหลือบหาแผ่นข้อมูล
“ข้าไม่เห็น”
“แล้วแต้มบุญ”
ผีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองปลายผมของเธอแทน
“ข้ารู้แค่ว่าท่านมีมาก”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวลดมือลงจากหน้าจอ
ระบบประชาชนเป็ความลับของเ้าของแม้แต่ิญญาซึ่งอยู่ใกล้ก็อ่านชื่อ เงิน หรือไอเทมไม่ได้หากไม่มีทักษะหรือเงื่อนไขอื่นเข้ามาแทรกเธอจึงไม่จำเป็ต้องคอยปิดหน้าจอทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน
แต่เื่แต้มบุญยังมีช่องโหว่อยู่
“รู้ได้ยังไง”
ผีชี้ปลายนิ้วมาทางเส้นผมซึ่งตกอยู่ข้างแก้ม
“แสงสีทอง”
จากนั้นนิ้วนั้นก็เลื่อนไปยังดวงตาของเธอ
“ตอนท่านใช้พลัง ดวงตาก็เปลี่ยนสี”
“มีแค่นั้น?”
ิญญาเม้มปากมันเหลือบมองธูปซึ่งเหลือเกินครึ่งดอก ก่อนตอบเบาลง
“มีกลิ่นด้วย”
คิ้วของเสิ่นโม่จิ่นขยับขึ้นนิดหนึ่ง
“บุญมีกลิ่น?”
“สำหรับิญญามี” ผีขยับตัวถอยจากประตูเล็กน้อยราวกับเกรงว่าการพูดตรงเกินไปจะทำให้มีดกลับมาอยู่ในมือ
“คล้ายกลิ่นทองซึ่งถูกเผากับธูปสะอาดยิ่งมีมากยิ่งเห็นชัด แม้ไม่เห็นจำนวนก็พอรู้ว่าผู้ใดมีบุญน้อยหรือมาก”
“มึงมาอยู่ระเบียงห้องกูเพราะได้กลิ่น?”
มันหลบสายตา
เสิ่นโม่จิ่นเอื้อมมือแตะย่าม
“ตอบ”
“ข้าได้กลิ่นตอนรถของท่านเข้าประตูบ้าน”ผีรีบสารภาพ “ข้าจึงตามมา แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ เห็นแสงที่ผมแล้วก็อยากดูให้ชัดพอเข้ามาถึงระเบียงกลับได้กลิ่นอีกอย่าง จึงวนอยู่ข้างนอก”
“อีกอย่างคืออะไร”
ผีมองไปทางย่ามแล้ว มองกลับมาที่เสิ่นโม่จิ่น
“ไม่ได้มาจากย่ามทั้งหมดมันติดอยู่บนตัวท่านด้วย กลิ่นของแรง และผีจำนวนมาก คล้ายคนซึ่งผ่านิญญามาแล้วหลายตนแล้วมีเถ้าจากผีที่เคยถูกกำราบเกาะอยู่ตามดวงจิต”
'สรุปคือข้างหนึ่งหอมบุญ อีกข้างเหม็นกลิ่นสังหารผีมันถึงได้เดินตามแบบอยากแดกแต่ก็กลัวโดนแดกกลับสินะ'
“อะไรแรงกว่า”
“ตอนแรกกลิ่นบุญแรงกว่า แต่พอท่านมองข้า...”ผีห่อไหล่เข้าหากัน “กลิ่นอีกอย่างก็ขึ้นมา”
เสิ่นโม่จิ่นรับคำด้วยการขยับคางเธอไม่ได้ตั้งใจปล่อยไอข่มิญญาแต่จิตซึ่งเคยรับมือผีมานานย่อมตอบสนองเองเมื่อพบสิ่งแปลกหน้าใกล้ตัว
ประกอบกับร่างใหม่ยังควบคุมพลังได้ไม่มั่นคงกลิ่นซึ่งควรซ่อนอยู่จึงรั่วออกมาตามอารมณ์
ผีระดับต่ำอย่างไอ้ตัวนี้จึงติดอยู่ระหว่างอยากเข้าใกล้แสงบุญกับกลัวถูกของอาคมตีจนสลาย
ในขณะที่เสิ่นโม่จิ่นกำลังไล่ข้อมูลอยู่ในหัวิญญาเร่ร่อนกลับเห็นสายควันก้อนหนึ่งถูกลมพัดเลยออกไปนอกระเบียง
มันคงเสียดายอาหารจนลืมข้อตกลงเื่ค่อย ๆ กินปากจึงอ้ากว้างเกือบถึงใบหู ก่อนสูดลมหายใจเต็มแรง
ควันทั้งหมดเหนือจานรองถูกกระชากกลับทันที
เส้นสีขาวซึ่งเคยลอยแยกกันม้วนเป็เกลียวหนาพุ่งผ่านฟันสีดำแล้วหายเข้าไปในลำคอของผีรวดเดียว
กระแสลมรอบระเบียงหมุนตามจนขี้เถ้าปลายธูปแตกกระจายกระถางต้นไม้เล็กตรงมุมสั่น ใบแห้งสองใบถูกยกขึ้นจากพื้นแล้วปลิวชนกระจก
ร่างโปร่งแสงของผีพองขึ้นั้แ่ท้องไปถึงหน้าอกเสื้อเก่าบริเวณเอวตึงจนรอยขาดแยกออก
ดวงไฟสีขาวก้อนหนึ่งแล่นจากช่องท้องขึ้นมาตามซี่โครงทำให้เห็นกระดูกและเศษอวัยวะซึ่งหลงเหลืออยู่ข้างในสว่างวาบทีละส่วน
ผีเบิกตากว้าง แก้มทั้งสองข้างพองตามก่อนควันสายแรกจะพุ่งออกจากรูหูซ้าย
อีกสายทะลักผ่านจมูกที่ยุบจากนั้นปากซึ่งพยายามเม้มไว้ก็ทนไม่ไหว ละอองสีขาวจึงะเิออกมาพร้อมเสียงไอแห้งๆ จนร่างทั้งร่างกระเด้งถอยไปชนราวระเบียง
“แค่ก! แค่ก..”
มันยกหลังมือปิดปากพยายามยืดตัวตรงเพื่อรักษาท่าทาง แต่ควันก้อนถัดไปดันออกจากหูอีกข้างขาทั้งสองจึงพับทันที
ร่างผอมคู้ลงบนราว มือหนึ่งกุมท้องอีกมือโบกอากาศหน้าตัวเอง ขณะที่ไอจนศีรษะซึ่งยุบอยู่แล้วกระแทกเข่าซ้ำ ๆ
แสงจากภายในยังติดอยู่ตรงอกทำให้ผีเร่ร่อนดูคล้ายโคมกระดาษซึ่งมีคนยัดถ่านร้อนเข้าไปมากเกิน
“..........”
เสิ่นโม่จิ่นนั่งมองอยู่พักหนึ่งจนมันสำลักควันออกจากจมูกเป็สายที่สาม
“ค่อย ๆ กิน มึงไม่ใช่ปล่องโรงเผาศพ”
ผีชูนิ้วขึ้นเหมือน้าเถียง แต่ยังพูดไม่ได้ไอสีขาวจึงพุ่งออกจากปากแทนคำตอบอีกก้อน
หญิงสาวยื่นมือออกไปจับก้านธูปก่อนลมจะพัดล้มแล้วปักกลับลงบนขี้ผึ้งให้ตั้งตรง จุดแดงยังไม่ดับแต่่ซึ่งเผาไหม้เร็วเกินไปทำให้ธูปเหลือสั้นเพียงหนึ่งในสาม
ิญญาใช้เวลาอีกหลายลมหายใจจึงหยุดไอร่างที่พองค่อย ๆ ยุบกลับ ทว่าขอบตัวไม่ได้พร่าเท่าเดิมสีผิวจางลงจากเทาขุ่นเป็สีขาวอมฟ้า และเสียงลมหายใจซึ่งเคยรั่วผ่านลำคอก็เบาลง
ธูปเพียงดอกเดียวประคองเสี้ยวิญญาของมันได้มากกว่าของเซ่นซึ่งเคยได้รับหลายครั้งรวมกัน
ผีมองมือของตัวเองราวกับเพิ่งรู้ว่าปลายนิ้วซึ่งเคยเลือนหายกลับมาชัดขึ้นก่อนจะหันมาทางเสิ่นโม่จิ่นสีหน้าตะกละเมื่อครู่จางลงจนเหลือความระวังอย่างจริงจัง
“ท่านควรซ่อนแสงนั้น”
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองปลายผมซึ่งพาดอยู่บนหัวไหล่
“ทำไม”
“ข้ากลัวจึงไม่กล้าเข้าใกล้แต่ิญญาทุกตนไม่ได้คิดเหมือนข้า”
ผีเร่ร่อนขยับจากราวมายืนบนพื้นระเบียงเป็ครั้งแรกปลายเท้ายังไม่แตะกระเบื้องสนิทดี แต่ร่างของมันหยุดสั่นแล้วดวงตาขุ่นมองผ่านแสงทองตรงปลายผมไปยังเงาของหญิงสาวบนพื้นห้อง
“ผีระดับต่ำหนึ่งถึงสองดาวจะหนีเมื่อได้กลิ่นไอของท่านิญญาระดับกลางอาจระวังและเลือกดูอยู่ห่าง ๆ แต่ั้แ่ห้าดาวขึ้นไปรวมถึงเหล่าภูติบางประเภท พวกนั้นไม่ได้สนใจเพียงว่าท่านเคยกำราบผีมากี่ตน”
“มันสนบุญ”
“สำหรับพวกมันบุญมากขนาดนี้ไม่ต่างจากโคมทองซึ่งแขวนอยู่กลางคืน” ผีกลืนน้ำลายแห้ง ๆก่อนกล่าวต่อ
“บางตน้าใช้ อยากแย่งและบางตัวอาจเข้ามาลองกัดดูว่ากลืนได้หรือไม่”
เสิ่นโม่จิ่นใช้นิ้วรวบเส้นผมด้านหนึ่งขึ้นมาดูประกายสีทองไม่ได้สว่างตลอดเวลา
มันปรากฏเมื่อมุมแสงเปลี่ยนหรือเมื่อพลังในดวงจิตขยับ ทว่าถ้าผีรับรู้ผ่านกลิ่นต่อให้ย้อมผมจนดำสนิทก็อาจปิดได้เพียงสายตาคนเป็
“แล้วกลิ่นไอที่พวกมึงกลัวล่ะ”
“ช่วยให้ผีอ่อนแอถอย แต่ไม่อาจข่มทุกตนได้”ิญญาตอบโดยไม่ละสายตาจากประกายทอง “ผีระดับสูงอาจมองว่าท่านอันตรายทว่าถ้าของที่ได้คุ้มพอ มันก็ยังมา”
คำเตือนนั้นไม่ใช่เื่ซึ่งควรโยนทิ้งแม้แม่มณีจะมีวิชา มีของติดตัว และมีบุญมากเกินกว่าคนทั่วไป
แต่ร่างเสิ่นโม่จิ่นยังบอบช้ำกระทั่งเดินขึ้นบันไดยังต้องจับราว ถ้าเจอิญญาห้าดาวในคืนนี้ ต่อให้มีดตัดมันได้มือของเธอก็อาจยกไม่ทัน
การซ่อนจึงเป็ทางเลือกที่ประหยัดแรงกว่าการรอให้ของใหญ่เข้ามาทดสอบว่าบุญแปดแสนกว่าแต้มมีรสชาติอย่างไร
ปัญหาคือเธอยังไม่รู้วิธีเก็บประกายตรงเส้นผมกับดวงตาและไม่แน่ใจด้วยว่ากลิ่นบุญสามารถผนึกไว้แบบเดียวกับอาคมหรือไม่
ผีเร่ร่อนมองแสงทองซึ่งไหลผ่านปลายผมของหญิงสาวก่อนพูดเสียงเบาจนแทบหายไปกับควันธูปสายสุดท้าย
“อย่าให้ใครเห็นแสงแบบนี้มากนัก...คนที่เห็นอาจไม่เข้าใจแต่ผีบางตัวอาจฉวยโอกาสลองดี”
เสิ่นโม่จิ่นเอียงศีรษะมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกระเบียง ใบหน้าในนั้นยังเป็ใบหน้าของเด็กสาวอายุสิบเก้าดวงตาเฉี่ยวคมมีประกายทองซ่อนอยู่ใต้ม่านตาดำ
ปลายผมหลายเส้นสว่างขึ้นตามแรงสะท้อนจากจุดแดงของธูปโดยไม่ถามเ้าของร่างสักคำว่า้าเด่นหรือไม่
เธอยังไม่รู้เลยว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงและยิ่งไม่รู้ว่าจะซ่อนของพวกนี้อย่างไร ปลายนิ้วซึ่งรวบเส้นผมอยู่จึงคลายออกปล่อยให้มันตกกลับลงบนหัวไหล่ตามเดิม
“กูเองก็ไม่อยากโชว์” เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองย่ามบนโต๊ะก่อนดวงตาจะย้อนกลับไปยังิญญานอกระเบียง
“แต่ถ้า...มีใครอยากลอง กูก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันรึกูที่จะรอด”