“แม่คะ ส่งส้มเสร็จแล้ว แตงขอไปดูเขาแข่งวิ่งมาราธอนท้ายตลาดนะคะ” แตงกวา สาวน้อยวัยสิบเจ็ดปีะโบอกคุณแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการคัดผักสดไปส่งแม่ค้า ก่อนจะวิ่งไปควบรถจักรยานยนต์ของตัวเองแล้วขี่มันออกไปจากบ้าน ชีวิตประจำวันของสาวน้อยวัยมัธยมที่นอกจากเรียนหนังสือแล้วก็มีเพียงคัดผัก ตัดผัก ส่งผัก และเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการพบปะเพื่อนฝูง่ค่ำ ยกเว้นวันนี้ที่เป็หยุด เวลาว่างที่เหลือของเธอจึงต้องใช้ให้คุ้มค่า แตงกวาเป็ลูกสาวคนที่สองรองลงมาจากพี่แตงไทยที่รายนั้นลักษณะนิสัยต่างกันกับน้องสาวแบบสุดขั้ว แตงไทยมีนิสัยเรียบร้อย รับหน้าที่เป็คนหว่านเมล็ดพันธุ์เพราะเป็คนใจเย็น และแตงกวาเป็แผนกที่ต้องใช้ความไวอย่างส่งของ แต่ก็นั่นล่ะ...เป็พี่น้องกัน ไม่จำเป็ต้องเหมือนกัน
“ส้มมาแล้วค่ะป้าสาย” มือบางแกะเชือกที่มัดผลส้มสองกล่องตรงท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเธอไปวางไว้ด้านใน ให้คุณป้าเ้าของร้านผลไม้ได้ตรวจสอบสินค้า “แตงรีบนะป้าสาย เดี๋ยวยังไงป้าก็โอนจ่ายค่าส้มเข้าบัญชีของแม่แตงเหมือนเดิมนะจ้ะ” ใจสาวน้อยคิดไปถึงเส้นทางการวิ่งมาราธอนที่เริ่มออกสตาร์ทั้แ่เช้าและคาดว่าตอนนี้คงเกือบจะถึงเส้นชัยแล้ว ‘เธอต้องรีบไปดูตอนเข้าเส้นชัยนั้นให้ทัน!’
ป้าสาย ผู้เป็เ้าของร้านพยักหน้ารับ “ก็ได้ จะไปดูเขาแข่งวิ่งเหรอ”
“ใช่แล้วจ่ะ” มากกว่าการไปดู คือรอบนี้เธอร่วมลงขันเองด้วยถึงห้าร้อยบาท ในการแข่งเส้นทางตรงยี่สิบกิโลเมตร แข่งแบบมีกติกาและเงินรางวันที่เหล่าหนุ่มๆ สาวๆ กับคนในหมู่บ้านร่วมกันออกเงินนั่นล่ะ อาทิตย์ก่อนที่ได้มีโอกาสไปดูคือเพื่อนของเธอลงแข่งด้วยผลสรุปคือชนะเลิศ เธอได้เงินรางวัลเฉลี่ยแล้วหนึ่งพันบาท การแข่งขันจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ อาทิตย์ละห้าหมู่บ้านไม่จำกัดจำนวนคนร่วมวิ่ง แข่งเสร็จแยกย้าย ไม่มีการทะเลาะวิวาทชกต่อยนอกรอบเหมือนอันธพาลหรือวัยรุ่นทั่วไป นั่นเพราะผู้จัดการแข่งคือนายอำเภอที่สนับสนุนให้ทุกคนร่วมเล่นกีฬา (ไม่เกี่ยวกับการลงขันนอกรอบ)
แต่แล้วเื่ไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้นเมื่อเส้นทางการแข่งวิ่งวิบากในวันนี้มีรถยนต์คันใหญ่ขับส่ายไปมาไม่รู้ทิศทางพุ่งชนเข้ากับป้ายโฆษณาด้านข้างของเส้นชัยทะลุไปถึงกลุ่มผู้เชียร์ เด็กหนุ่ม เด็กสาว คนเฒ่าคนแก่ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นไม่เว้นแม้แต่แตงกวา!
โครม ตูม!!! “กรี๊ดดด” / “เฮ้ยยย”
“อาเฟิง”
“…”
“อาเฟิง อยู่ที่ใดรึ”
เสียงเรียกนามของใครสักคนดังขึ้นในโสตประสาท ทำให้ร่างที่นอนหน้าคว่ำอยู่ตรงร่องน้ำลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ ความหนาวเหน็บจากเรือนกายเปียกชุ่มทำให้ต้องเผลอคราง “หนาวจังเลย” เสื้อผ้ารุ่มร่ามเลอะโคลนตมฉุดรั้งให้การพยุงตัวเพื่อลุกขึ้นนั่งนั้นยากไปกว่าเดิมหลายสิบเท่า แต่ถึงอย่างนั้นในสายตายังคงมองไปรอบๆ ตัว ซึ่งมันมีเพียงควันสีขาวจางๆ คาดเดาได้ว่าสถานที่นี้อาจจะเป็นรกหรือ์ ไม่ทันได้มีเวลาให้คิดนานเสียงเรียกของสตรีที่มีอายุและเงาตะคุ่มๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อาเฟิง รดน้ำผักยังไม่เสร็จรึ”
น้ำเสียงนั้นเรียกสติให้เ้าตัวจำต้องหันไปมอง จากที่คิดว่าเป็ควันสีขาวกลับกลายเป็ ไอหมอก อีกทั้งความเปียกชุ่มจนซึมซับเข้าไปถึงข้างในร่มผ้าทำให้นางรู้สึกได้ว่าตนเองนั่งอยู่บนพื้นฉ่ำแฉะ ความสับสนงุนงงไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ทำให้เผลอคิดว่าตนเองอาจจะยังไม่ตาย แต่กำลังอยู่ในฝันและคงเป็ฝันที่เสมือนจริง!!
“อาเฟิง เ้าอยู่นี่เองรึ แล้วไปนั่งทำสิ่งใดตรงนั้น มา ลุกขึ้นมาเร็วเข้า” สตรีสูงวัย เรือนผมสีดอกเลายืนถือตะกร้าสาน ที่ด้านในเต็มไปด้วยพืชผักหลายอย่าง อาทิเช่นฟานเฉีย (มะเขือเทศ) เจี้ยช่าย (คะน้า) ชิงช่าย (กวางตุ้ง) นางเอ่ยเรียกหลานสาวอีกครั้ง “เ้าไม่หนาวรึอย่างไร”
ผู้ถูกเรียกว่าอาเฟิงคล้ายยังไม่เข้าใจและมึนงง นางหันซ้ายหันขวาแล้วชี้กลับมาที่ตนเอง “ข้า คืออาเฟิงรึ” ในคำถามที่เล็ดรอดออกมาจากปาก เป็คำถามที่แม้แต่นางยังตกตะลึง ‘คำพูดแบบคนจีนสมัยโบราณ กับท่านยายถือตะกร้าที่ดูมิเหมือนยมทูตหรือนางฟ้า สถานที่โดยรอบล้วนแปลกตา หากนางจะเข้ามาอยู่ในสถานที่นี้ได้มันก็คงเป็แค่ความฝันจริงๆ คิดได้เช่นนั้น นางก็คงต้องเดินเื่ไปตามความฝันให้จบ เพื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ในโรงพยาบาล’ สถานที่ที่นางคงาเ็และกำลังรักษาตัวอยู่
สตรีวัยห้าสิบเก้าหนาว นามเอี้ยะกุ้ย มองหลานสาวที่ลุกขึ้นมาจากโคลนแล้วมองนางคล้ายกับเป็คนแปลกหน้า หรืออากาศในยามเช้าและการจมโคลนของหลานสาวจะทำให้อีกฝ่ายเสียสติไป สภาพของอาเฟิงในยามนี้ ่ศีรษะจนถึงปลายเท้าเปรอะเปื้อนโคลนจนแห้งกรัง เป็หลักฐานชี้ชัดว่าอีกฝ่ายคงลื่นและหัวฟาดพื้นจนหมดสติมาก่อนหน้า คาดคะเนระยะเวลาั้แ่ตื่นนอนจนถึงยามนี้ คงประมาณเกือบครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) “เป็เ้านั่นล่ะ เอี้ยะหลิ่งเฟิง หลานสาวของยายเอี้ยะกุ้ยผู้นี้ ไปๆ รีบลุกขึ้นไปชำระล้างร่างกายเร็วเข้า เ้าต้องไปส่งผักอีกหลายที่ จำได้หรือไม่” ยื่นมือแห้งกร้านเพราะทำงานหนักไปให้หลานสาวได้จับเอาไว้ มืออีกข้างจับต้นไม้เพื่อพยุงร่างและกันลื่น ดวงตาฝ้าฟางมองหลานสาวที่คล้ายจะไม่เหมือนเดิม กำลังก้าวออกจากโคลน อาการของอาเฟิงคล้ายคนตื่นไม่เต็มตา หากเมื่อคืนวานฟ้าฝนไม่ตกหนัก พื้นดินตรงแปลงเพาะปลูกนี้ก็คงไม่ชื้นแฉะให้หลานสาวของนางได้ลื่นไถลลงไป ดีเท่าใดที่อีกฝ่ายมิได้ล้มหายตายจากเหมือนบุตรสาวของนาง ผู้ให้กำเนิดหลานสาวผู้นี้ ที่แม้ร่างไม่ตายจากแต่ตัวคนมิเคยอยู่ร่วม สตรีสูงวัยแหงนใบหน้าขึ้นมองฟ้า ‘วอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองหลานสาวของนางให้อยู่รอดปลอดภัย แม้เกิดแก่เจ็บตายคือเื่ธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่อย่างน้อยในสิ่งที่ร้องขอ ก็ขอให้นางผู้เป็ยายได้ตายก่อนหลาน’
เ้าของนามเอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินตามท่านยายเข้าไปในบ้านน้อยชั้นเดียวที่ทำจากไม้ ในหัวยังคงมึนงงสงสัยกับความฝันไม่รู้จบ สายตาหวานหันมองไปทั่ว นอกจากบ้านน้อยหลังนี้แล้ว พื้นที่ส่วนที่เหลือต่างเต็มไปด้วยแปลงผักทั้งกลางแจ้งและพืชผักใต้ร่มไม้มากมาย จากที่เคยปลูกผักมาั้แ่เล็กจึงรู้ได้ไม่ยากว่าพวกมันคือแปลงผักคะน้า แครอทที่ปลูกในร่ม ยังมีแตงกวาเหมือนชื่อเดิมของนาง? “เดี๋ยวนะเ้าคะ ที่นี่คือที่ไหน ในฝันใช่หรือไม่” หากความฝันเสมือนจริงนี้มีอยู่บนโลก ตัวนางก็อยากจะรู้ว่าตนมาโผล่ในประเทศใดกันแน่
ท่านยายเอี้ยะกุ้ยหันมองหลานสาวตนเองทันที ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อคลอ ตามประสาสตรีคิดมากเพราะถูกบุตรสาวทอดทิ้งให้อยู่กับหลานเพียงสองคน “กล่าวอย่างไรของเ้าน่ะอาเฟิง นี่มิใช่ความฝัน” ชี้ไปยังบ้านไม้เก่าๆ “แต่ที่นี่คือบ้านของยายที่เลี้ยงดูเ้าั้แ่ยังเป็ทารกและถูกมารดาทอดทิ้ง เ้ากล่าวเช่นนี้เพราะมิอยากจะอยู่อย่างยากจนกับยายแล้วใช่รึไม่” หยาดน้ำตาไหลรินลงมาเป็สายด้วยความน้อยใจ
“มิใช่ฝันรึ เ้าคะ?” นางหยิกแขนตนเองจนรู้สึกเจ็บ ก่อนจะเข้าไปโอบกอดสตรีสูงวัยพร้อมกับลอบถอนหายใจ ความรู้สึกทางกายที่ััได้นั้นเป็ของจริงจนยากจะกล่าวว่ามันคือความฝันเสียแล้ว ‘และถ้าหากนางพลัดหลงมาอยู่ในภพอื่น ในร่างของผู้อื่น นางควรจะทำอย่างไรต่อกับชีวิต’ เ้าของมือบางที่ยังคงกอดท่านยายรับรู้ได้ถึงเสียงสะอื้นไห้ หัวใจสั่นไหวกับสิ่งที่ท่านกล่าวจบไปเมื่อก่อนหน้า ผู้เป็เ้าของร่างนี้ถูกละทิ้งให้อยู่กับท่านยายั้แ่ทารก แสดงว่าในบ้านน้อยคงมีเพียงนางและท่านยายแค่สองคน “มิใช่เช่นนั้นเ้าค่ะท่านยาย ข้ามิได้อยากไปอยู่ที่อื่นเลย ก่อนหน้านี้ตัวข้าเดินมารดน้ำผักแล้วเผลอลื่นล้มจนหัวฟาด ยามนี้ข้าจึงมึนงงเหลือเกิน แต่เมื่อได้ยินท่านกล่าวแล้วจึงจดจำได้ หลานไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งท่านยายเลยนะเ้าคะ”
ผู้ถูกปลอบโยนมองหลานสาวพร้อมกับยิ้ม อย่างน้อยๆ อาเฟิงก็ยังพูดปลอบโยนเพื่อให้นางสบายใจ เช่นนั้นแล้วนางก็ไม่ควรต่อความ “ยายรู้ มาเถิด มาอาบน้ำชำระร่างกายเสียก่อน หากเ้ายังมึนงงอ่อนเพลีย ก็นอนพักเสียครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชัวโมง) ยายจะเตรียมผักใส่ตะกร้าไว้ให้เ้าเอง”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงถูกดันหลังให้เข้าไปในห้องชำระล้าง พร้อมกับยืนปรับสภาพอารมณ์อยู่ในนั้น “สรุปคือข้าได้เกิดใหม่อยู่ในร่างใครไม่รู้ แล้วยังต้องมาขายผักต่ออีกงั้นสิ” มือบางยกขึ้นเกาศีรษะที่เปรอะไปด้วยโคลนแห้งกรังแล้วตั้งสติ ‘เอาวะ มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว’