เมื่อกู่ซือเอินเห็นว่าร่างกายที่ตกลงพื้นของอูหลินเฟิงได้ตกลงมาขวางทางเดินลงไปยังชั้นที่หนึ่ง นางจึงได้เดินกลับไปนั่งยังโต๊ะเหมือนเดิม อูหลินเฟิงเองที่ลุกขึ้นมาได้ก็กลับมายังโต๊ะอีกครั้งพร้อมกับจับก้นของตัวเองที่หล่นกระแทกพื้น
“ข้าขอโทษที่แกล้งหยอกล้อเจ้า แต่ข้าจริงใจต่อเจ้าจริงๆ” อูหลินเฟิงยังพยายามกล่าวต่อ แต่กู่ซือเอินที่ปรกติก็พูดน้อยอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย แต่ว่าอูหลินเฟิงก็สามารถสัมผัสได้ว่านางเองก็ดีใจกับคำพูดของเขา แต่คนที่มีปฏิกิริยากับคำพูดของอูหลินเฟิงอย่างชัดเจนคือเสวี่ยหานเอ๋อร์และจงหมิ่นที่มองหน้ากันไปมา เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ต้องการพูดต่อก็ไม่กล้าพูด
“อะแฮ่ม ตรงนี้ไม่ได้มีพวกเจ้าเพียงสองคนนะ"จงหมิ่นกล่าว
"อ้าว จงหมิ่นเจ้าสบายดีนะ"อูหลินเฟิงกล่าวกับจงหมิ่นด้วยน้ำเสียงยียวน ราวกับว่าเขาเพิ่งมองเห็นจงหมิ่น
" เหมือนว่าสี่เดือนที่ผ่านมาจะทำให้สายตาเจ้าแย่ลงนะ" จงหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หมั่นไส้สหายของตน
" เอ่อคุณชายใหญ่อู คุณชายจงเจ้าคะ พวกท่านเองก็มาเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟหรือเจ้าคะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว ในที่สุดนางก็สามารถหาจังหวะแทรกถามได้
" ไม่ใช่หรอก ข้าสองคนมีธุระที่ต้องจัดการที่ตระกูลโอวหยาง"จงหมิ่นเป็นผู้ที่ตอบ
"ธุระหรือเจ้าคะ??"
"เจ้าจำอสุรกายไร้ผิวที่ปรากฏขึ้นมาที่เทือกเขาหมื่นอสูรได้หรือไม่ มีเหตุให้เชื่อว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยอสุรกายไร้ผิว จะเข้าโจมตีตระกูลโอวหยางในงานเทศกาลโคมไฟ ข้าสองคนได้รับคำสั่งให้ร่วมต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย" อูหลินเฟิงกล่าว
" ให้พวกข้าช่วยสู้หรือไม่เจ้าคะ ตอนนี้ข้าเองก็สามารถสู้ได้แล้วนะเจ้าค่ะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์เสนอภายในเวลาสี่เดือนที่ผ่านมา นางได้รับการสอน ทั้งวิธีการรักษาและการใช้พิษจากอาจารย์ปราชญ์แพทย์และอาจารย์ปราชญ์พิษทั้งความรู้เรื่องแพทย์ พิษ การต่อสู้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด
" ถ้าได้เช่นนั้นก็ดี เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะใช้กำลังคนเท่าไหร่ในการบุกครั้งนี้ ยิ่งฝ่ายเรามีคนที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น"อูหลินเฟิงกล่าว แม้เขาจะพยายามคาดเดาแผนของฝ่ายตรงข้ามแต่ว่า การคาดเดาเรื่องกำลังพลเป็นอะไรที่ยากมาก แม้ตอนนี้จะไม่รู้ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์ต่อสู้ได้ดีมากเพียงใด แต่ว่าเขาและจงหมิ่นรู้ว่ากู่ซือเอินแข็งแกร่งมากเพียงใด
" เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป" จงหมิ่นถามต่อ
"ข้าค่อยบอกทีเดียวหลังจากไปที่ตระกูลโอวหยางแล้วจะดีกว่า"อูหลินเฟิงกล่าว เขาไม่อยากจะอธิบายหลายครั้ง อีกอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าทางตระกูลโอวหยางจะรับฟังเขามากน้อยเพียงใด เพราะตามนิยายแล้วโอวหยางชิงหลงเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและพลังของตระกูลโอวหยางอย่างมากจนบางครั้งอาจจะทำให้ไม่ยอมฟังแผนการที่เขาจะเสนอ
“เช่นนั้นก็อย่ารอช้า พวกเรารีบไปกันเถอะ” จงหมิ่นกล่าว จากนั้นเขาได้วางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินจากไปโดยที่กู่ซือเอิน เสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้เดินตามไปด้วย
“อ้าว นี่ข้ายังไม่ได้กินข้าวแม้แต่คำเดียวเลยนะ” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับมองข้าวบนโต๊ะที่เขายังไม่ได้ทานแล้วจำใจเดินจากไป
..
ทั้งสี่เดินทางมาถึงทางเข้าของตระกูลโอวหยาง องครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูเมื่อเห็นใบหน้าของอูหลินเฟิงและจงหมิ่นพวกเขาได้รับแจ้งแล้วว่าทั้งสองคนจะมาเป็นแขกพิเศษภายในตระกูล จึงสามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดาย หญิงรับใช้ของตระกูลได้มานำทางพวกเขาไปยังห้องของโอวหยางชิงหลง
“พวกเจ้ามาถึงแล้วสินะ เอ๊ะ ยินดีต้อนรับคุณหนูกู่ คุณหนูเสวี่ย” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างแปลกใจที่เห็นหญิงสาวทั้งสอง ตอนแรกเขานึกว่าผู้ที่มาจะมีเพียงแค่อูหลินเฟิงและจงหมิ่นเท่านั้น
“พวกนางอาสาเข้าร่วมศึกที่จะถึงนี้”
“ศึก?? เจ้าคิดว่าเหตุการณ์ที่จะถึงนี้จะเป็นศึกเชียวหรือ ในนิยายที่เจ้าให้ ข้าได้อ่านแล้วพบว่ามันเป็นเพียงแค่การปล้นคลังเล็กๆ เท่านั้น ไม่ใช่หรือ” โอวหยางชิงหลงเปล่าอย่างแปลกใจเพราะว่าในนิยายเหตุการณ์ใหญ่จริงๆ จะเกิดภายในแดนเทพรกร้าง เหตุการณ์ที่ตระกูลโออย่างเป็นเพียงการแทรกซึมเพื่อขโมยของในคลังสมบัติเท่านั้น
“มีเหตุผลที่ทำให้ข้าคิดว่า เหตุการณ์จะไม่ได้เหมือนในนิยายอีกต่อไปแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว
“อะไรงั้นหรือ” โอวหยางชิงหลงถาม
“ข้าขออธิบายทีเดียวหลังจากที่ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ กับท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน เดินทางมาถึงแล้วได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวเขาขี้เกียจอธิบายและตอบคำถามหลายรอบ เพราะเขาคิดว่าตอนนี้เองก็ยังมีคนที่ไม่เชื่อเรื่องในนิยายเช่นกัน
“ได้ ท่านหญิงและท่านชายทั้งสองอีกไม่นานก็จะเดินทางมาถึงแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไปรอท่านทั้งสองที่ห้องรับรอง ตามข้ามา” เมื่อกล่าวจบโอวหยางชิงหลงก็ได้เดินนำคนทั้งหมดไปยังห้องรับรอง
..
..
คนทั้งหมดรอเพียงไม่นานท่านหญิงและท่านชายทั้งสองก็เดินทางเข้ามาในห้องรับรองพร้อมกัน โดยที่ทั้งสองก็ได้มีองครักษ์มาด้วยเช่นเดิม แต่คราวนี้ข้างกายของเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กลับมีชนชั้นจักรพรรดิลมปราณระดับเก้าขั้นกลางติดตามมาด้วย
“คารวะท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์/คารวะท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน” เสียงประสานของคนทั้งห้า ที่รออยู่ในห้องดังขึ้นพร้อมกันที่เห็นคนทั้งสอง
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเทศกาลโคมไฟ อูหลินเฟิงเจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปล้นคลังตามนิยาย” เฟิ่งหวงหยางชุนเป็นคนตั้งคำถาม เพราะจนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังไม่ยอมเชื่อเหมือนเดิม
“ก่อนที่ข้าจะตอบข้าขอถามว่าที่ประมุขโอวหยางได้หรือไม่ว่าตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา ผู้อาวุโสสี่ตระกูลโอวหยางมีท่าทีแปลกไปหรือไม่” อูหลินเฟิงยังไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามกลับไป
“แม้ว่าผู้อาวุโสสี่ จะสามารถตอบคำถามและพูดคุยกับคนในตระกูลได้ปกติ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือตั้งแต่เขากลับมาเป็นเวลาสี่เดือนแล้วที่เขาไม่ทานอาหารเลยแม้แต่ครั้งเดียว” โอวหยางชิงหลงกล่าว คำพูดของเขาสร้างความแปลกใจให้แก่คนทั้งห้อง เพราะต่อให้ระดับฝึกตนสูงมากเพียงใดก็ยังจำเป็นต้องกินอาหาร แม้ว่าในระดับชนชั้นราชันขึ้นไปจะไม่จำเป็นต้องกินมากเท่าคนปกติเพราะสามารถอาศัยลมปราณอันมหาศาลทดแทนสารอาหารจากการกินได้ แต่อย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ก็ต้องกินสักครั้ง หรือต่อให้เป็นชนชั้นจักรพรรดิหรือชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ก็จำเป็นต้องกินอาหารอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือนแต่นี่สี่เดือนกลับไม่กินอาหารเลย
“เช่นนั้นผู้อาวุโสสี่ก็คงเป็นอสุรกายไร้ผิวที่สมบูรณ์แบบแน่ๆ แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว แม้แต่เฟิ่งหวงหยางชุนที่ได้ยินคำพูดของโอวหยางชิงหลงก็เงียบไม่กล่าวอะไรออกมา
“ถ้าเป็นแบบนี้ในงานเทศกาลโคมไฟ ข้าจะรอให้มันลงมือเปิดคลังสมบัติของตระกูล แล้วค่อยจับตัวมันเพื่อพิสูจน์การคงอยู่ของราชวงศ์ราชันโลหิต” โอวหยางชิงหลงกล่าว
“ท่านว่าที่ประมุขโอวหยาง ข้าขอเสนอให้การจับกุมครั้งนี้มีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของตระกูลท่านเข้าร่วมด้วย” อูหลินเฟิงกล่าว
“อะไรนะ!! ตัวของผู้อาวุโสสี่เป็นเพียงชนชั้นจักรพรรดิขั้นกลางหากคิดจะจับตัวเขา ใช้ผู้อาวุโสสามหรือพวกอาวุโสสอง ที่เป็นชนชั้นจักรพรรดิขั้นสูงก็เพียงพอแล้ว” โอวหยางชิงหลงกล่าว เพราะตามนิยายเองก็ไม่มีเหตุให้ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ต้องลงมือด้วยตัวเอง
“ข้ามีเหตุให้เชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่ได้เป็นเพียงการปล้นคลังธรรมดา ฝ่ายศัตรูอาจส่งชนชั้นจักรพรรดิหรือศัตรูที่สามารถจะรับมือชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาได้” อูหลินเฟิงกล่าว
“เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวถาม
“ข้าได้เล่าเรื่องของนิยายเรื่องนี้ให้กับท่านอาจารย์ทราบ ท่านอาจารย์ได้บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายเองก็มีนิยายเช่นกัน แม้ท่านไม่ได้บอกเหตุผลโดยละเอียดแต่ท่านบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ได้เหมือนในนิยาย มีความเป็นไปได้ที่มันจะรุนแรงมากกว่า ไม่ได้เป็นเพียงการลอบเข้ามาปล้นชิงคลังสมบัติอีกต่อไป” อูหลินเฟิงกล่าว เขาไม่อาจบอกความจริงเรื่องดวงจิตวิญญาณแฝดที่ไปอยู่คนละโลกได้ จึงอาศัยชื่อของอาจารย์ตนในการบอกกล่าวแทน
“เช่นนั้นหรอกหรือ ติดต่อท่านแม่ทัพใหญ่ให้เดินทางมายังตระกูลโอวหยางทันที” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวกับองครักษ์ของตน ในขุมกำลังของราชวงศ์โชติช่วง มีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งถึงเก้าคน มีตั้งแต่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง ทั้งเก้าถูกขนาดนามว่าเก้าปีก
“ขอรับท่านหญิง” องครักษ์ตอบรับคำแล้วติดต่อไปยังแม่ทัพใหญ่ตามที่ได้รับคำสั่งมา แม่ทัพใหญ่ที่ว่าเองก็ได้รับอีกนามว่า ปีกสงคราม เฟิ่งหวงหมิง หนึ่งในเก้าปีกที่เป็นถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง แม่ทัพใหญ่ที่คุมกองกำลังทหารของราชวงศ์เอาไว้
เรียกได้ว่าการอาศัยชื่อของปราชญ์วิญญาณสามารถทำให้ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เชื่อได้อย่างสนิทใจ เพราะในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมีข่าวลือของปราชญ์วิญญาณว่า ปราชญ์วิญญาณมีสัมผัสบางอย่างที่พิเศษคำพูดบางคำของปราชญ์วิญญาณมาราวกับสามารถมองเห็นอนาคตได้ เหมือนอย่างตอนที่หยุดการแย่งชิงตัวเสวี่ยหานเอ๋อร์แล้วเปิดทางให้ปราชญ์พิษกับปราชญ์แพทย์รับศิษย์ ทั้งๆ ที่ปราชญ์ทั้งสองคุยกันผ่านลมปราณเพียงสองคนโดยที่ไม่มีผู้อื่นรับรู้ แต่ปราชญ์วิญญาณกลับรับรู้เรื่องนั้นได้ และคนในงานประลองครั้งนั้นก็ไม่มีผู้ใดแปลกใจแม้แต่คนเดียว
“ท่านพี่ ท่านจะลงทุนเกินไปหรือไม่” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว การเชิญจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ท่านพี่ของเขากลับกล้าเชิญแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์มาที่นี่
“แล้วเจ้าไม่คิดจะเชิญท่านอัครเสนาบดีมาบ้างหรืออย่างไร” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวถามน้องชายตน อัครเสนาบดีเองก็เป็นหนึ่งในเก้าปีก ปีกอสูร ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์โชติช่วงเช่นกัน เพียงแต่เขาเป็นผู้สนับสนุนของเฟิ่งหวงหางชุน
“ท่านวิตกมากเกินไปแล้ว หากท่านคิดนำแม่ทัพใหญ่มาด้วยความแข็งแกร่งของเขาก็คงเพียงพอหยุดทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้วไม่จำเป็นต้องให้ท่านอัครเสนาบดีมาอีกคนหรอก” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว
“ท่านหญิงข้าเองก็เห็นเช่นนั้น ท่านวิตกเกินไปแล้ว อาศัยเพียงผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสหนึ่ง ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองของตระกูลโอวหยางข้าคิดว่าก็สามารถปราบศัตรูทั้งหมดลงได้แล้ว” โอวหยางชิงหลงกล่าว คำพูดของโอวหยางชิงหลงเป็นสิ่งที่อูหลินเฟิงหวาดกลัวความมั่นใจในพลังของตระกูลตนเองมากเกินไปของโอวหยางชิงหลง อาจทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้แย่ลงกว่าเดิม
“แต่ข้าเห็นด้วย ที่จะนำแม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงมาที่ตระกูลโอวหยาง อย่างน้อยต่อให้ไม่ได้เข้าร่วมศึกแต่สมควรให้แม่ทัพใหญ่เฝ้าระวังอยู่นอกตระกูล โดยเฉพาะบริเวณจัตุรัสกลางเมือง สถานที่หลักในการจัดงานโคมไฟประจำปี” อูหลินเฟิงกล่าว
“หมายความว่าเช่นอะไร” โอวหยางชิงหลงกล่าวถาม
“หากข้าเป็นศัตรู แล้วไม่อาจต่อกรกับตระกูลโอวหยางได้ หากข้าคิดจะหนีข้าจะใช้ตัวประกันจำนวนหลายหมื่นคนที่มารวมกัน ณ จัตุรัสกลางเมืองของงานเทศกาลเป็นตั๋วสำหรับหนีของข้า ยิ่งถ้าหากเกิดเหตุแล้วมีผู้คนล้มตายมากเท่าไหร่ ฝ่ายนั้นอาจจะใช้เหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อราชวงศ์ได้” อูหลินเฟิงกล่าว คำพูดของอูหลินเฟิงทำให้ไม่มีใครกล่าวคัดค้านการตามตัวแม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงมาอีก เพราะการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
..
..
">จบตอน