"บอกไหมว่าเมื่อไร?"
"พรุ่งนี้ยามอู่[1]พบกันที่โรงน้ำชา"หลังโหรวเอ๋อร์พูดจบก็ถอยออกไปเงียบๆ และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแต่จวินหวงยังนั่งอยู่ที่เดิมกับความคิดนับหมื่นพันในหัวใจ
ในเมื่อสมองสับสนวุ่นวาย ในที่สุดจวินหวงก็ไม่มีใจอยากจะนอนอีกจึงถือกาน้ำชาและถ้วยชาผลักประตูออกมา แล้วเดินตรงไปในสวนทะเลดาวพราวระยับอยู่เหนือศีรษะ ลมหนาวพัดมาเป็นระลอกๆ จนต้องขดตัวแต่จวินหวงก็ไม่ได้หยิบเสื้อคลุมตัวนอกออกมาด้วย สวมเพียงเสื้อบางๆ ออกมาด้านนอกนั่งดื่มชาเพียงลำพังมองไม่เห็นสีหน้าในความมืด
ดื่มชาราวกับร่ำสุรา ไม่มึนเมาแต่หัวใจร้าวราน แววตาหมองหม่นเอามือเท้าศีรษะไว้มองดูน้ำชาในถ้วย ไม่รู้ว่าหัวใจล่องลอยไปไกลถึงแห่งหนใด
เว่ยเฉี่ยนตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่งตอนกลางดึก เห็นเฟิงไป๋อวี้นั่งดื่มชาคนเดียวในสวนเดิมทีก็อยากจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมสักสองสามประโยคให้เขากลับไปพักผ่อนแต่เห็นสีหน้าเศร้าหมองภายใต้แสงจันทร์ของเขาก็เกิดความรู้สึกหนึ่งที่ทำให้นางระงับใจไว้ไม่เข้าไป เพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ
ดื่มจนฟ้าสาง น้ำชาในถ้วยลงไปอยู่ในท้องหมดแล้วจวินหวงถึงได้วางถ้วยชาลงแล้วยืนขึ้นพอหันกลับไปก็เห็นเว่ยเฉี่ยนที่ยืนพิงเสามองดูตนเองอยู่นางเพียงมองแค่แวบหนึ่งแล้วก็เดินตรงเข้าห้องนอนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากจวนไปโรงน้ำชาตอนที่ไปถึงฉีอวิ๋นรออยู่นานแล้ว จวินหวงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉีอวิ๋นร้อนใจอยากจะพบนางให้เร็วที่สุด
พอเห็นจวินหวงมาแล้ว ฉีอวิ๋นก็รีบไปต้อนรับเข้ามา หัวคิ้วของเขาขมวดยุ่งเขามองจวินหวงแล้วเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาราวกับเปิดประตูก็พบภูเขาทีเดียว"จวินหวง เจ้าบอกว่าจะช่วยข้า แล้วทำไมเจ้าถึงให้พี่รองแต่งงานกับหนานกู่เยว่เจ้าคิดหรือไม่ว่าหากพี่รองแต่งงานกับนางอำนาจของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งยากจะคาดเดาได้"
จวินหวงเงยหน้ามองใบหน้าที่เต็มไปความกระวนกระวายใจของฉีอวิ๋นแล้วถอนหายใจยาวออกมา "ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องมาสอบถามข้าเรื่องนี้เดิมทีข้านึกว่าเจ้าจะเข้าใจข้าเสียอีก"
"ข้าไม่เข้าใจ จวินหวง จะให้ข้าเข้าใจเจ้าได้อย่างไร?"
จวินหวงหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง ฉีอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นไม่รู้ว่าเหตุใดจวินหวงจึงหัวเราะออกมาในเวลานี้ จวินหวงหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าวอกมาเรียบๆ "ข้าเคยบอกแล้ว เรื่องที่ข้าทำล้วนมีเหตุผลเดิมทีข้านึกว่าเจ้าจะเข้าใจข้าที่สุด ไม่คิดว่าเจ้าจะมองข้าแบบนี้คิดไปแล้วก็น่าขันจริงๆ"
"จวินหวง เจ้ารู้ว่าข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้นข้าแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เจ้าถึงช่วยเขา" ฉีอวิ๋นเอ่ยปากช้าๆ ความรู้สึกในแววตาที่มองจวินหวงมีความขมขื่นอยู่หลายส่วน
ทั้งสองรู้จักกันมาหลายปี เข้าใจกันดีในทุกการกระทำแต่ฉีอวิ๋นคงนึกว่าตนเองจะต้องสวามิภักดิ์ต่อฉีเฉินโดยสิ้นเชิงแล้วดังนั้นเขาถึงหวาดกลัว สับสน และทุกข์ทรมาน
"ฉีเฉินดูเหมือนจะเป็นคนอ่อนโยนและสุขุมลุ่มลึก มีความเป็นสุภาพบุรุษแต่ความจริงแล้วเป็นคนเลือดเย็นไร้หัวใจ จิตใจดำมืดหนานกู่เยว่เป็นคนซื่อบริสุทธิ์แต่ถูกตามใจจนมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจและเจ้าอารมณ์ตอนที่อยู่หนานมู่เคยเป็นธิดาที่บิดามารดาและพี่ชายคนโตทะนุถนอมรักใคร่ราวกับไข่ในหิน เว่ยหลานอิ๋งในจวนของฉีเฉินก็ไม่ใช่คนดีอะไรหากพวกเขาสามคนอยู่ด้วยกันไประยะยาว ไม่เพียงแต่ไม่ทำประโยชน์ใดๆ มาให้ฉีเฉินแล้วยังทำให้เรือนหลังของเขาแม้แต่ไก่กับสุนัขก็ยังเดือดร้อนสิ้นความสงบสุขฉีเฉินก็จะยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องราวภายในจวนของตนเอง ไหนเลยจะมีจิตใจมุ่งความคิดทั้งหมดมาที่ราชบัลลังก์อีกเล่า?" จวินหวงกล่าวเสียงฉะฉาน ชี้เหตุผลออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือ
ฉีอวิ๋นฟังแล้วก็นิ่งไป ก้มหน้าลงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็รู้สึกว่าที่จวินหวงกล่าวมามีเหตุผล "จวินหวง เมื่อครู่ข้าใจร้อนไปหน่อยไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกไปแบบนั้น เจ้าอย่าถือโทษโกรธข้าเลยนะ"
จวินหวงมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของฉีอวิ๋นนิ่งไปชั่วครูก็พยักหน้า หันศีรษะไปมองทางอื่นแล้วเอ่ยปากพูดน้ำเสียงเรียบๆ"ข้ารู้ว่าเจ้ามีความปรารถนาอันแรงกล้า แต่ฉีอวิ๋นเจ้าจงจำไว้พวกเรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว ข้าจะละทิ้งเจ้าโดยไม่สนใจได้อย่างไร? เจ้าวางใจก็ดีแล้ว ข้าเคยพูดว่าจะช่วยให้เจ้าเป็นฮ่องเต้ของเป่ยฉีในหัวใจก็ย่อมตั้งมั่นเช่นนี้แน่นอน"
ฉีอวิ๋นมีสีหน้าละอายเล็กน้อยนิสัยใจคอของจวินหวงเป็นอย่างไรมีหรือที่เขาจะไม่รู้ตอนนี้มาคิดดูถึงรู้สึกกลัวขึ้นมา ที่แท้ตัวเขาเองก็เป็นคนขี้ระแวงมากมายเช่นนี้แต่จวินหวงกลับไม่เก็บมาใส่ใจ ฉีเฉินเกิดมาเป็นคนของราชวงศ์ คนเป็นฮ่องเต้ก็เป็นเช่นนี้เอง
ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกันอีก ภายในห้องมีแต่กลิ่นกำยานหอมฟอนฟุ้งไปทั่วภายในใจของฉีอวิ๋นรู้สึกกลัดกลุ้ม ในที่สุดก็ลากลับไปก่อน หลังจากที่ฉีอวิ๋นไปแล้วหนานสวินที่ซ่อนตัวอยู่ก็ค่อยๆ เดินออกมา
"เมื่อครู่เจ้าโกหกเขา" หนานสวินไม่มีคำโปรยใดๆ ทั้งสิ้นพูดออกไปตรงๆ
จวินหวงเลิกคิ้วมองหนานสวิน "หวางเหย่กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
หนานสวินนั่งลงตรงข้ามกับนาง เติมชาให้ตัวเองจอกหนึ่งแล้วยกขึ้นจิบคำหนึ่งก่อนจะกล่าวเรียบๆ"เจ้าให้หนานกู่เยว่มาอยู่ในจวนอ๋องเพราะเจ้าถูกเว่ยหลานอิ๋งก่อกวนจนหมดความอดทนแล้วจึงอยากจะใช้หนานกู่เยว่มาดึงดูดความสนใจของนางเท่านั้นเอง”
จวินหวงเพียงแต่ยักคิ้วน้อยๆ หัวเราะเบาๆแล้วจิบชาเข้าปากเป็นการยอมรับความเห็นของหนานสวินเงียบๆ
ก่อนที่จะลาจากกัน จวินหวงถึงเอ่ยปากขึ้นเบาๆ ว่า"ไม่น่าเชื่อว่าคนที่รู้ใจข้าในเป่ยฉีจะมีเพียงหวางเหย่ช่างอยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ"
...
ฮ่องเต้เห็นความสำคัญของการสมรสเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหนานมู่กับเป่ยฉีเป็นอย่างมากเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป่ยฉีให้ความสำคัญ จึงให้คนส่งของขวัญมาให้มากมายแต่เช้า
ตอนที่ฉีเฉินกำลังจะตรวจนับสิ่งของ จวินหวงก็อยู่ที่นั่นด้วยนางมองแก้วแหวนเงินทองละลานตาในหีบใหญ่สองสามหีบแล้วคิ้วกระตุกไม่หยุด นึกสบประมาทในใจก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ยังทรงปรารภอยู่เลยว่าท้องพระคลังขาดแคลนมาตอนนี้กลับฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้
ฉีเฉินสังเกตเห็นสายตาของเฟิงไป๋อวี้เห็นไปถึงการเปลี่ยนแปลงในแววตาของเขา เขารู้ว่าเฟิงไป๋อวี้เป็นคนเช่นนี้เองโอบกอดความจริงใจเอาไว้คิดว่าโลกนี้ยังคงมีความหวังอยู่ แล้วพูดขึ้นว่า"เปิ่นหวางรู้ความคิดในใจของน้องเฟิง แต่คนในราชวงศ์ก็เป็นเช่นนี้เองเรื่องของหน้าตาย่อมใหญ่กว่าวันพรุ่งนี้ของประชาชน น้องเฟิง เปิ่นหวางรับปากเจ้าวันหน้าหากได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ จะต้องให้เจ้ามีชีวิตในเป่ยฉีอย่างสมบูรณ์พูนสุขและมีความมั่นคงอย่างแน่นอน"
จวินหวงเพียงแค่คลี่พัดกางออกแล้วหัวเราะเบาๆดวงตางดงามคล้ายจะมีความเหยียดหยันซ่อนอยู่ และก็คล้ายจะไม่แยแสยึดติดกับสิ่งใดไม่มีความหมายอื่นแม้แต่น้อย ฉีเฉินหรือจะมองได้ลึกซึ้งปานนั้นเห็นก็แค่ความเฉยฉาของจวินหวงภายใต้พัดที่กางออกก็เท่านั้น
"ฝ่าพระบาทไม่จำเป็นต้องอธิบายกับผู้น้อยมากมายผู้น้อยคิดสิ่งใดหาใช่สิ่งที่สำคัญไม่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานของขวัญมากมายเช่นนี้ก็เพื่อสร้างความประทับใจให้กับองค์หญิงหนานกู่เยว่เท่านั้นไยผู้น้อยต้องไปแทรกแซงด้วย?" น้ำเสียงของจวินหวงเยือกเย็นกระจ่างใสราวกับสายลมวสันต์เดือนสามระคนความเยือกเย็นของเหมันต์
ฉีเฉินอ้าปากคล้ายจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็หุบปากลงเขาย่อมรู้ว่าเฟิงไป๋อวี้เป็นคนแบบนี้เองและเป็นแบบนี้มาโดยตลอดแต่ไหนแต่ไรมาก็มีท่าทางแบบนี้ เหมือนว่าจะอ่านอารมณ์คนไม่เป็นแต่แท้ที่จริงแล้วเขากลับอ่านอารมณ์คนได้แม่นยำที่สุด
จวินหวงไม่พูดมากอีก แล้วก็ไม่อยากเห็นเงินทองสกปรกพวกนั้นเท่าใดนักนางค่อยๆ เดินออกไปข้างนอกชุดแพรต่วนตัวยาวราวกับจะพลิ้วหนีฝุ่นละอองที่ลงมาจับต้องเริงระบำภายใต้แสงตะวันที่สาดส่อง
จวินหวงเดินทอดน่องไปบนระเบียงที่ทอดยาวไม่เห็นปลายทาง ราวกับว่ากำลังชื่นชมทัศนียภาพที่งดงามในสวนอย่างเพลิดเพลินมองใบไม้ที่ร่วงหล่นลงบนพื้น บ่าวไพร่ทั้งชายหญิงในจวนอ๋องกำลังทำงานยุ่งกันอยู่คลุมโต๊ะด้วยผ้าแดงผืนใหญ่ ยกจานชามวิ่งกันให้วุ่นไปหมด
นางยืนพิงต้นเสาสีแดงบนระเบียงมองดูผู้คนที่กำลังวิ่งวุ่นพวกนั้นอยู่เงียบๆในใจคิดว่าหากเวลานี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น คนพวกนี้ต้องแตกตื่นโกลาหลเป็นแน่
และเวลานี้เองโหรวเอ๋อร์ในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนก็เดินเยื้องกรายเขามานางมองจวินหวงมาแต่ไกล รอยยิ้มบางๆ ที่อยู่บนใบหน้ากระจ่างสดใสสาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างหลังก็สงบเสงี่ยม
"โหรวเอ๋อร์ฟูเหรินเห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วในใจไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ?" จวินหวงเลิกคิ้วเล็กน้อยถามขึ้นใบหน้ายิ้มแย้มแต่ไม่ลึกไปถึงดวงตา ทำให้คนรู้สึกสะพรึงกลัวขึ้นมาได้
แต่โหรวเอ๋อร์เป็นผู้ใดกันเล่านางย่อมฟังความหมายเสียดสีที่อยู่ในถ้อยคำของจวินหวงออกอยู่แล้วริมฝีปากโค้งขึ้นยิ้มน้อยๆ แล้วตอบว่า"ฝ่าพระบาทอภิเษกองค์หญิงเข้ามาย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีโหรวเอ๋อร์เป็นเพียงอนุรับใช้เท่านั้น จะสามารถพูดว่ายินดีหรือไม่ยินดีได้ด้วยหรือหวังเพียงว่าจะเป็นเรื่องดีต่อฝ่าพระบาทเท่านั้น"
รอยยิ้มพอเหมาะพอดี ไม่มีที่ติแม้แต่น้อยราวกับว่าควรจะตอบคำถามเช่นนี้อยู่แล้ว จวินหวงหัวเราะแต่ไม่กล่าวอะไรแล้วหันกลับไปมองสวนในลานที่เงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง โหรวเอ๋อร์ก็มิได้กล่าวอันใดหันกายมองตามสายตาของจวินหวงไป
ย้อนคิดไปครั้งที่ฉีเฉินแต่งเว่ยหลานอิ๋งเข้ามาตอนนั้นเขายังเป็นเพียงองค์ชายแล้วยังมีเรื่องบางอย่างที่ทำให้ขุนนางใหญ่ทำตัวห่างเหินกับเขามาตอนนี้เขาได้เป็นรัชทายาทแล้ว น้ำขึ้นเรือย่อมสูงตามและในครั้งนี้ผู้ที่อภิเษกเข้ามาคือองค์หญิงแห่งหนานมู่คนที่มาอวยพรย่อมหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ดูไปแล้วก็คึกคักไม่น้อย
ความยิ่งใหญ่ของงานอภิเษกสมรสมีคนยินดีย่อมมีคนริษยาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตอนที่หนานกู่เยว่สวมมงกุฎหงส์และสายสะพายเกียรติยศรายล้อมไปด้วยนางกำนัลจากวังหลวงเดินเข้ามาในจวนอ๋องเว่ยหลานอิ๋งบิดผ้าเช็ดหน้าในมือด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ สาวใช้ที่ตามหลังต่างสัมผัสได้ถึงความเสียใจและปวดร้าวของนางดวงตาที่มองหนานกู่เยว่แผดกลิ่นไอสังหารออกมาอย่างชัดเจน
นางคิดอยู่ในใจว่า หนานกู่เยว่เพียงแค่อาศัยฐานะว่าเป็นองค์หญิงหากนางไม่ใช่องค์หญิง มีหรือฉีเฉินจะเหลียวแลนาง องค์หญิงที่ไร้ความสามารถไร้คุณธรรมอย่างนั้นแต่งเข้ามาในจวนอ๋องไม่กี่วันก็คงถูกฉีเฉินเบื่อหน่ายหมางเมินแล้ว
"ฟูเหริน พวกเราทำได้แค่ยืนมององค์หญิงอะไรนั่นเข้าจวนอ๋องมาเฉยๆเท่านั้นเองหรือ?" ในที่สุดสาวใช้ก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆจึงเอ่ยปากถามขึ้น แต่บางคำถามพอกล่าวออกมาแล้วก็สามารถลากคนออกมาจากความเพ้อฝันแล้วดิ่งลงนรกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันที่งดงามอีกเลยตลอดกาล
เว่ยหลานอิ๋งขบกรามกรอด มองไปยังสถานที่แห่งนั้น เล็บคมจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือโดยที่นางไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดสักนิดเพราะความเคียดแค้นชิงชังที่สุมอยู่ในอก ทำให้นางลืมความเจ็บปวดไปสิ้น
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นางถึงจะคืนมาสู่ภาวะปกติ แววตาเปลี่ยนเป็นเฉยชาเงยหน้าขึ้นมองดูความยิ่งใหญ่อลังการนี้กลับไม่ใช่งานมงคลของตนเองจิตใจรู้สึกรวดร้าว "ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะทำอะไรแต่ฝ่าพระบาททรงมุ่งมาดจะแต่งกับนางให้ได้ ข้าก็ได้แต่ต้องตามพระทัยฝ่าพระบาทหากข้ายังคิดจะอยู่ที่นี่ต่อไป ข้าก็ต้องอดทนอยู่อย่างนี้หากจะโทษก็ต้องโทษตนเองที่แต่งเข้ามาในราชวงศ์แต่ไหนแต่ไรก็ย่อมต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วข้าจะพร่ำบ่นในชะตาอันขื่นขมของตนเองและโทษว่าเป็นเพราะเขาไร้หัวใจได้อย่างไร?"
สาวใช้ได้ฟังเว่ยหลานอิ๋งกล่าวเช่นนี้แล้ว นางก็รู้สึกเศร้าใจสตรีที่หยิ่งผยองไม่เคยยอมลงให้ใครผู้นั้นตอนนี้ได้ถูกชะตาชีวิตหล่อหลอมจนกลายมาเป็นแบบนี้ นางรู้สึกปวดใจยิ่งนัก
"ฟูเหรินอย่ากล่าวเช่นนี้เมื่อแรกที่ฝ่าพระบาทแต่งฟูเหรินเข้ามาเพราะรู้ในคุณความดีของฟูเหริน มาตอนนี้เพียงแค่ถูกสตรีผู้นั้นทำให้หลงใหลจนเลอะเลือนไปเท่านั้น"สาวใช้กล่าวปลอบใจ
เว่ยหลานอิ๋งไม่อยากเห็นภาพหนานกู่เยว่ในจวนอ๋องอีกยิ่งไม่อยากเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของฉีเฉินที่ได้แต่งหนานกู่เยว่เป็นชายานางหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง แล้วตัดสินใจหันหลังกลับแต่ทว่าในใจกลับตระหนักรู้อย่างแจ่มชัด
ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวของด้านนี้ตรงข้ามกับเสียงดังคึกคักของอีกด้านหนึ่งโดยสิ้นเชิงหนานกู่เยว่เดิมทีก็ไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไปเพิ่งเข้ามาในจวนอ๋องไม่นานก็รีบดึงผ้าคลุมหน้าออก แววตาเป็นประกายวิบวับมองไปรอบๆด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นฉีเฉิน ใบหน้าของนางก็เผยความเอียงอายออกมาเล็กน้อย
ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของจวินหวง นางยิ้มแล้วเดินเข้าไป ดวงตาสงบนิ่งริมฝีปากยิ้มน้อยๆ "องค์หญิงช่างเป็นสตรีพิเศษโดยแท้"
..........................................................................................................
[1] ยามอู่ คือเวลาประมาณ 11.00 น. - 13.00 น.