2
ถึงแม้ว่าหยวนชุนจะยังดูอ่อนแรงแต่สีหน้าและแววตาเริ่มมีประกายสดใสมากขึ้น เขาหันไปมองรอบๆ และเมื่อเห็นเหยาหลิงที่ยืนเช็ดน้ำตาด้วยความดีใจอยู่ข้างเตียงจึงถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เกิดอะไรขึ้น”
ระหว่างที่เหยาหลิงอธิบายเื่ราวให้สามีฟัง จิงซิงอี้คอยสังเกตสีหน้าและอาการของหยวนซุน
จิงซิงอี้บอกให้เขายกมือข้างขวาขึ้นหยวนซุนพยายามทำตาม แต่พบว่าเขายกแขนขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและอาการชาของร่างกายด้านขวายังคงมีอยู่ จิงซิงอี้จึงอธิบายให้ทั้งคู่ฟังว่า
“คนไข้เป็โรคหลอดเืในสมองคั่งที่มีสาเหตุมาจากหลายอย่าง ทั้งการใช้ชีวิต อาหารการกิน อายุที่มากขึ้นอารมณ์ต่างๆ และการเคลื่อนที่ของชี่ยังเสียสมดุลติดขัด ทำให้เืไหลเวียนไม่คล่อง จึงทำให้มีอาการแขนขาชาหรือกล้ามเนื้อแขนขาเกร็งเวียนศีรษะ ตาลาย
และสุดท้ายคือหมดสติถ้ารักษาไม่ทัน ก็มีโอกาสเป็อัมพาตอัมพฤกษ์ได้เช่นกันครับ”
เมื่อได้ยิน ทั้งสองหน้าซีดเผือดทันทีเพราะมันไม่ใช่แค่อาการจากการทำงานหนักและความเครียด ตามที่หมอจากโรงพยาบาลในเมืองบอก
เหยาหลิงรีบถามต่อด้วยความร้อนใจว่า
“แล้วจะรักษาได้มั้ยคะหมอ”
จิงซิงอี้พยักหน้าและตอบด้วยความมั่นใจว่า
“รักษาได้ครับแต่ต้องรักษาต่อเนื่องและใช้เวลาพอสมควรทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไข้ด้วย”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อว่า“และใครเป็คนรักษาด้วย”
เหยาหลิงหันไปมองตาหยวนซุนเหมือนขอความเห็นจากเขา หยวนซุนพยักหน้าให้ เหยาหลิงจึงรีบหันมาทางจิงซิงอี้ และถามด้วยหวังว่า
“คุณหมอจะช่วยรักษาให้ได้มั้ยคะ!”
จิงซิงอี้ลังเลไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า“ไม่ใช่ว่าผมจะปฏิเสธนะครับ ถ้าจะรักษากับผม คนไข้ต้องพักอยู่ที่หมู่บ้านนี้เพราะต้องใช้เวลาในการรักษา ต้องฝังเข็มกระตุ้นและกินยา และอาจจะมีวิธีอื่นๆที่ต้องปรับไปตามอาการ
ที่นี่เป็บ้านของผม ไม่ใช่คลินิกไม่สะดวกจะรับคนไข้มาดูแล ผมเองก็ยังไม่มีคลินิกที่นี่ด้วย ถ้าจะรักษา พวกคุณต้องหาที่พักที่หมู่บ้านนี้ให้ได้ก่อน”
สองพ่อลูกเสี่ยวหลงที่ยืนฟังอยู่นานก็รีบพูดขึ้นมาทันทีว่า
“ไม่ต้องห่วง! พวกเราจะช่วยหาที่พักให้เองครับ!”
ในระหว่างที่ทั้งคู่จัดการเื่ที่พักและธุรกิจการงานต่างๆเย็นวันนั้น จิงซิงอี้ก็ทำอาหารสมุนไพรให้คนป่วยกิน
เขาทำข้าวต้มเครื่องยาจีน ด้วยการเคี่ยวสมุนไพรเพื่อเอาน้ำที่สกัดได้มาทำข้าวต้มจากนั้นก็ใส่พุทราจีน เห็ดหูหนู และโสมูเาลงไปในน้ำเดือดและใช้ไฟอ่อนค่อยๆเคี่ยวจนได้ตัวยาออกมา เมื่อได้ที่จึงยกลงกรองเอากากออก
เขานำข้าวสารผสมกับข้าวเหนียวเล็กน้อยเติมลงไปในน้ำซุปสมุนไพรต้มด้วยไฟอ่อนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ข้าวต้มมีความข้นน่ากินจนกลิ่นข้าวต้มและสมุนไพรหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเมื่อข้าวต้มเปื่อยนุ่มได้ที่จึงตักใส่ถ้วย และยกออกไปให้คนป่วย
เหยาหลิงซึ่งได้กลิ่นข้าวต้มั้แ่แรกถึงกับกลืนน้ำลายเมื่อเห็นข้าวต้มสมุนไพรสีขาวข้น ควันกรุ่นน่ากิน เธอขอบคุณจิงซิงอี้อย่างจริงใจและค่อยๆ ป้อนข้าวให้หยวนซุนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง
จิงซิงอี้อธิบาย ในขณะที่มองหยวนซุนกินข้าวต้มอย่างหิวโหยว่าพุทราจีนแห้ง เห็ดหูหนูดำ จะช่วยลดอาการแข็งตัวของเส้นเื ช่วยบำรุงสมองและประสาทลดการอุดตันของเส้นเื และช่วยบำรุงไต เขายังแนะนำสูตรอาหารอื่นๆ
สำหรับวิธีการรักษาด้วยยาสมุนไพรนั้น จิงซิงอี้จะเสริมบำรุงเืและชี่ขับไล่ลม ขจัดความเย็น และชี่ที่ก่อโรคออกไป ซึ่งเขาจะใช้ยาตำรับปู่หยางหวนอู่ทังในการรักษาเป็หลัก
ยาตำรับนี้ประกอบไปด้วย เซิงหวงฉี ที่เป็ตัวยาหลักมีสรรพคุณบำรุงชี่ และใช้ตังกุยเหว่ย์ เช่อเสา ชวนซยฺง หงฮฺวา ถาวเหริน และตี้หลง เพื่อช่วยสลายเืคั่งทำให้การไหลเวียนของเืสะดวก ช่วยทะลวงเส้นลมปราณ และบรรเทาเืคั่งในสมองได้
นอกจากนี้ เขายังจะฝังเข็มกระตุ้นให้ด้วยเพราะร่างกายฝั่งขวาของหยวนซุนยังขยับได้ลำบาก และพูดไม่ชัดซึ่งเป็อาการของอัมพาตครึ่งซีก
หลังจากกินอาหารเย็นไปได้สักพัก จิงซิงอี้จึงนวดแขนและขาของเขาเพื่อกระตุ้นให้เืหมุนเวียน
คืนนั้น เขาให้เหยาหลิงพักอยู่ที่นี่เธอนอนบนเตียงผ้าใบเพื่อจะได้อยู่ดูแลหยวนซุนใกล้ๆ เธอติดต่อให้ผู้ช่วยของหยวนซุนเข้ามาที่หมู่บ้านและนำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็มาให้ และติดต่อประสานงานกับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อจัดหาที่พักในระหว่างรักษาตัวให้กับเธอและหยวนซุนด้วย
เหยาหลิงได้ที่พักใกล้ๆ กับบ้านของจิงซิงอี้เ้าของบ้านให้พวกเขาเช่าบ้านทั้งหลังเพื่อความเป็ส่วนตัวส่วนตนเองย้ายไปพักกับญาติ และยังรับจ้างดูแลทำความสะอาดและทำอาหารให้สามีภรรยาคู่นี้ด้วย
ในเช้าวันต่อมา จิงซิงอี้ฝังเข็มอีกชุดให้หยวนซุนและให้เขาดื่มน้ำพุทราจีนแห้งเห็ดหูหนูดำ และขิงตุ๋นในตอนท้องว่าง
เมื่อพบว่าหยวนซุนอาการคงที่แล้วทั้งสามีและภรรยาจึงย้ายออกไปอยู่ที่บ้านเช่าไม่ไกลจากบ้านของจิงซิงอี้นัก
่ที่พักรักษาตัว จิงซิงอี้แนะนำให้หยวนซุนฟื้นฟูร่างกายทุกวันด้วยการออกกำลังกาย เพื่อช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนของชี่และระบบหลอดเืด้วยการฝึกทำ “เต๋าอิ่น” ซึ่งเป็การผสมผสานระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกาย และการควบคุมลมหายใจให้เป็หนึ่งเดียวกันเขาสอนให้ทำท่าล้างหน้า ท่าเสยผม ท่าคลึงใบหู ท่าถูคอที่สามารถทำในขณะที่นั่งหรือยืนก็ได้
ในขณะที่จิงซิงอี้กำลังง่วนอยู่กับการรักษาให้หยวนซุนอยู่นั้นสองพ่อลูกเสี่ยวหลง ซึ่งออกมานั่งกินอาหารเช้ากับชาวบ้านที่ลานหินใต้ต้นไม้ก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตื่นเต้นออกรสออกชาติว่า
“แล้วหมอจิงซิงอี้ก็เดินออกมาจากประตูหล่อออร่าเหมือนเทวดาลอยมาเลย! ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อสักเท่าไหร่ว่าเขาจะเป็หมอจริงๆ” เสี่ยวหลงเล่าไปกัดซาลาเปาไป
“ทำไมล่ะ” ป้าหวังถามด้วยความอยากรู้
“ใครจะไปเชื่อลงล่ะ ทั้งเด็กทั้งหล่อขนาดนั้นถ้าบอกว่าเป็นักร้องไอดอลในทีวียังน่าเชื่อมากกว่า ใช่มั้ยพ่อ”
เด็กหนุ่มหันไปถามพ่อซึ่งก็ยืนยันกลับมาอย่างหนักแน่นเช่นกันทำให้ชาวบ้านที่จับกลุ่มฟังเขยิบเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้นมากขึ้น
“แล้วตอนที่คุณหยวนซุนชักกระตุกอะพวกเราใทำอะไรกันไม่ถูก แต่หมอจิงกลับใจเย็นมาก! บอกให้พวกเราช่วยกันจับตัวเอาไว้แล้วก็เอาเข็มปัก ชั้วะ! ชั้วะ! ชั้วะ! ลงไปอย่างมั่นใจทันที!”
เขาเล่าพร้อมกับทำท่าประกอบอย่างตื่นเต้นจนซาลาเปาบางส่วนกระเด็นออกจากปาก ชาวบ้านที่อยู่ใกล้พากันถอยห่างออกมา
แต่แล้วเสี่ยวหลงก็สำลักซาลาเปาจนไอออกมาหน้าดำหน้าแดงพ่อของเขาต้องรีบตบหลังให้หยุดไอ ในขณะที่คนอื่นรีบส่งน้ำชาอุ่นๆให้ดื่มกลั้วคอเมื่อหยุดไอแล้ว เสี่ยวหลงจึงเล่าต่อด้วยเสียงแหบแห้งว่า
“คุณหยวนซุนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาตอนแรกพวกเรานึกว่าแกจะไม่รอดแล้วซะอีก เพราะก่อนหน้านั้น หน้าแกซีดลงไปเรื่อยๆเรียกยังไงก็ไม่ได้ยิน!
แต่หมอจิงก็สุดยอดมาก ปลุกจนแกฟื้นขึ้นมาได้แถมยังกินข้าวต้มได้จนหมดชามเลยนะ!
เฮ่อออออ...ข้าวต้มที่หมอจิงทำก็หอมฟุ้งน่ากินจริงๆนะพูดแล้วผมก็ยังอยากจะกินบ้างเลย..”
เสี่ยวหลงรำพึงรำพันถึงข้าวต้มขึ้นมาในตอนท้ายจากนั้นก็ยัดซาลาเปาชิ้นสุดท้ายเข้าปากไป
ชาวบ้านต่างหันมาแสดงความคิดเห็นกัน พวกเขาสงสัยว่าหมอจิงคนนี้ เป็หลานของหมอใหญ่จิงเซียว แต่ทำไมถึงไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
เ้าฟู่ ชายชราอายุประมาณ 80 ปีซึ่งนั่งดื่มชาและฟังอยู่เงียบๆ ก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“หมอจิงเซียวมาอยู่ที่นี่ได้เกือบ 15 ปีแล้วแกก็ไปๆมาๆ อยู่บ้าง ไม่อยู่บ้าง ไม่มีใครเคยเห็นว่าแกมีครอบครัวรึเปล่าแต่แกจะมีหลานชายมาอยู่ด้วย แต่มักจะอยู่ในบ้าน หรือออกไปพร้อมกับหมอจิงเซียว”
“แล้วทำไมพวกเราไม่เคยเห็นเลยล่ะ”ป้าหวังถามด้วยความสงสัย ปู่เ้าฟู่จึงตอบว่า
“บ้านของพวกเขาอยู่ท้ายหมู่บ้าน ไกลกว่าบ้านอื่นๆจะไปไหนมาไหน ไปทำอะไร เราไม่รู้หรอก แล้วเขาก็ไม่ได้มาสุงสิงอะไรกับชาวบ้านแถวนี้หมอใหญ่เองก็ไม่ได้เปิดคลินิกที่นี่ด้วย”
“ก็จริงนะ ถ้าไม่ป่วยหนักจริงๆพวกเราก็ไม่เคยไปหาแกเลย เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่บ้านรึเปล่า” ลุงหม่าเสริมขึ้นมาหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าหลานแกยอมรักษาให้แบบนี้แสดงว่าแกจะเปิดคลินิกเองหรือเปล่านะ” พ่อของเสี่ยวหลงสงสัย
ทุกคนส่ายหน้าอย่างไม่รู้คำตอบและได้แต่ภาวนาให้เป็จริง เพราะพวกเขาอยากจะอยู่ใกล้กับหมอที่รักษาโรคเก่งๆจะได้ไม่ต้องเดินทางไปรักษาในเมือง หรือที่หมู่บ้านข้างๆ เหมือนที่ผ่านมา
และหมู่บ้านนี้ ก็เหลือแต่คนแก่และเด็กๆเป็ส่วนใหญ่ ในขณะที่คนหนุ่มสาวออกไปทำงานต่างเมืองกันเกือบหมด เมื่อเกิดอะไรขึ้นพวกเขาจึงต้องช่วยเหลือกันเองไปตามมีตามเกิด