Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 34 โคคีโน ฟีโตร

    ไวฟอนร่วงลงผ่านช่องที่เขาสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

    อึดใจเดียวพื้นผิวเรือก็ปรากฏให้เขามองเห็นทางปลายเท้า

    เขาใช้บิ๊กแบดบอมม์ที่พื้นครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดแรงระเบิดซึ่งช่วยลดแรงกระแทกตอนตกลงมา

    สายตาของเขากวาดไปทั่วเพื่อมองหาสมาชิกร่วมภารกิจที่ขาดการติดต่อไป และเขาก็พบว่าสปิตและคนอื่น ๆ ยืนนิ่งไม่ไหวติง แขนทั้งสองข้างตกลงราวกับหุ่นกระบอกที่ไร้คนเชิดแขวนเอาไว้อยู่กับเส้นด้ายที่มองไม่เห็น

    เขาเห็นหน้าของสปิตบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง ทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังตัวอีกเท่าหนึ่ง

    ด้านหลังของสปิตและสมาชิกคนอื่น ๆ คือทางเดินที่น่าจะทอดยาวไปสู่ห้อง 7B

    ขณะที่มองไปรอบ ๆ ตัวอย่างระแวดระวัง เขาก็ได้กลิ่น...

    กลิ่นคาวบางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจ สัญชาติญาณของไวฟอนบอกให้เขากลั้นหายใจเอาไว้ และให้ออกห่างจากกลิ่นเหล่านั้น

    เสียงปรบมือดังขึ้นจากเงามืดทางด้านหลังของเขา 

    “ดีใจจริง ๆ ที่ได้พบกับไวฟอนผู้โด่งดัง แต่น่าเสียดายที่แกจะต้องกลายเป็นศพอยู่ที่นี่”

    ไวฟอนรีบหันไปทางต้นเสียงพร้อมตั้งท่าเตรียมรับมือ

    “แกคือ?”

    ไวฟอนคำรามถามเงาร่างที่อยู่ในความมืดนั้น

    แทนคำตอบเงาร่างในความมืดนั้นค่อย ๆ เดินออกมาช้า ๆ จนไวฟอนเห็นใบหน้านั้นด้วยตาตัวเอง

    “แม๊กซ์?” 

    ใบหน้าที่ไวฟอนเห็นคือหัวหน้าของพวกกูลผู้ชั่วร้าย แม๊กซิมัส หรือที่ทุกคน ๆ ทั้งทรินิตี้เองหรือโดมินาริต่างเรียกกันสั้น ๆ ว่า “แม๊กซ์”

    ใบหน้านั้นคือใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าหัวเรือดำก่อนเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ชายหน้าซีดเซียวที่มีนัยน์ตาสีดำเหมือนหลุมลึกไร้ก้น 

    แม๊กซ์คือหนึ่งในศัตรูที่สร้างความปั่นป่วนให้กับทรินิตี้มาหลายศตวรรษแล้ว กิจกรรมของแม็กซ์มักเกี่ยวกันกับเรื่องที่ชวนขนลุกและน่าขยะแขยง ทั้งการค้าขายอวัยวะของมนุษย์ การจับคนไปทำการทดลองในช่วงสงคราม และการอยู่เบื้องหลังขององค์กรค้ายาเสพย์ติดข้ามชาติขนาดใหญ่

    ทรินิตี้จึงต้องการกำจัดแม๊กซ์มาตลอด แต่ที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้งหนึ่ง

    วันนี้แม๊กซ์มาปรากฏตัวบนเรือดำลำนี้ แปลว่ามันต้องมาปกป้องของสำคัญด้วยตัวเองอย่างแน่นอน และของสำคัญนั้นก็น่าจะเป็นไวรัสนั่นเอง

    ไวรัสน่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว

    ไวฟอนเร่งพลังเวทย์จนมือของเขาเปล่งแสงเหมือนกับแท่งเรืองแสงในความมืด

    “ใจเย็น ๆ ก่อนมั้ย?”

    แม๊กซ์กล่าวขึ้นพร้อมกับเดินขึ้นหน้ามาแตะเข้าที่ไหล่ของสมาชิกทรินิตี้คนหนึ่งที่ยืนค้างเหมือนกับถูกแขวนเอาไว้อยู่ ชายคนนั้นดิ้นเร่าเหมือนกับถูกไฟลวกแล้วก็ล้มลงไปกับพื้น

    หลังจากดิ้นพล่านราวกับปลาถูกตีหัวและน้ำลายฟูมปากโดยไม่อาจส่งเสียงอะไรออกมาได้ ร่างนั้นก็ลุกขึ้นมายืนเหมือนกับเป็นผีดิบ

    “แกคงรู้จักยุทธการรบที่เทอร์มอพิลีซินะ”

    แม๊กซ์เดินไปแตะตัวทรินิตี้คนต่อไป

    ไวฟอนรู้จักการรบครั้งนั้นดี มันเคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ทหารกรีกไม่กี่ร้อยคน สู้กับทหารจากจักรวรรดิเปอร์เชียร์ร่วมล้านคน

    แม้จำนวนทหารของทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้เป็นไปตามที่ภาพยนตร์บอกเล่าทำให้ดูตื่นตา แต่ไวฟอนก็รู้ว่ามันไม่ได้ต่างกันมากนักจากบันทึกเก่าแก่ของทรินิตี้

    ทรินิตี้ที่ถูกแม๊กซ์แตะตัวอีกสองคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งต่างล้มลงไปดิ้นพรวดพราดและก็ลุกขึ้นมายืนเหมือนไร้ชีวิต

    “ในตอนนั้น โดมินาริกับเซเปียนส์ยังพึ่งพาอาศัยกันอยู่มากกว่านี้...” แม๊กซ์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง

    “และโดมินาริก็ช่วยกองทัพกรีกได้มาก แกว่ามั้ย” แม๊กซ์ยิ้มกว้าง

    ไวฟอนรู้ดีว่าแม๊กซ์พูดถึงเรื่องอะไร สาเหตุที่ทหารราว ๆ หกพันคนของกรีก ตั้งรับทหารหลักแสนของเปอร์เซียได้ถึงสามวันก็เป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากโดมินาริ

    ทหารกรีกที่ต้องการปกป้องดินแดนบ้านเกิดอันเป็นที่รักจากภัยคุกคามต่างแดน ยอมพลีกายเพื่อจะเป็นกำแพงต้านรับการโจมตีจากศัตรูที่มีจำนวนเหนือกว่ามาก ด้วยการยอมรับโคคีโน ฟีโตร (เร้ดโพชั่น) เข้าไปในร่างกาย...

    โคคีโน ฟีโตร จะทำให้พวกเขาใช้พลังจากร่างกายได้มากเท่าที่มี พวกเขาจะเคลื่อนไหว และสู้จนกว่าร่างกายของพวกเขาจะสู้ไม่ได้ ตราบใดที่ไม่ได้ถูกการโจมตีที่ทำให้ร่างกายนั้นเสียหายอย่างหนัก ร่างกายนั้นก็จะเคลื่อนไหวได้ตามที่เจ้าของร่างต้องการไปจนหมดลม

    และนั่นคือพิษส่วนหนึ่งที่แม๊กซ์มอบให้กับเหล่าเชลยทรินิตี้ในวันนี้

    เพียงแต่มันเป็นพิษที่แตกต่างออกไปจากหลายพันปีก่อนมากนัก เพราะมันเพิ่มผลของการออกฤทธิ์มาอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการมอบพลังการเคลื่อนไหวที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป การครอบครองสติสัมปชัญญะของเจ้าของร่าง และพลังที่ไม่สนใจว่าเจ้าของร่างจะรับได้หรือไม่ แมกซ์เรียกมันว่าโคคีโนส โคโรส (เร้ด แดนซ์) ยาพิษที่จะทำให้ผู้ต้องพิษเคลื่อนไหวราวกับเต้นรำอย่างบ้าคลั่งไปจนตาย

    และวันนี้แม๊กซ์แพร่มันใส่เหล่าทรินิตี้ที่บุกเข้ามาในเรือ 

    “แกใช้ยาพิษกับพรรคพวกของฉันที่เข้ามา?”

    ไวฟอนโกรธจนเลือดขึ้นหน้าเพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้ศัตรูของเขาจะไม่ใช่แม๊กซ์ แต่จะเป็นพรรคพวกที่ร่วมภารกิจเดียวกันกับเขา พรรคพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกัน พรรคพวกที่แบกตราสามเหลี่ยมที่มุ่งมั่นเพื่อรักษาการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์

    “ขอให้สนุกกับช่วงเวลาที่เหลือ...อีกไม่มากละกันนะ”

    แม๊กซ์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นราวกับวาทยกรกำลังคุมวงออเคสตร้า

    ทรินิตี้ทั้งสามที่บุกเข้ามาในเรือพร้อม ๆ กับสปิตพุ่งเข้ามาหาไวฟอนราวกับคนบ้า ทุกคนปลดปล่อยพลังเวทย์ของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ กระแสลมหมุนวนเกิดขึ้นไปทั่วโถงแห่งนั้น

    ไวฟอนทำได้แต่หลบการโจมตีต่าง ๆ ที่เข้ามาโดยไม่ตอบโต้ แม้เขาจะแลดูเป็นคนที่เลือดเย็นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโดมินาริ แต่กับพรรคพวกเดียวกัน เขาไม่อยากจะสร้างบาดแผลให้กับใครก็ตามแม้แต่นิดเดียว เลยทำให้เขาเป็นคนเดียวในบริเวณนั้นที่เสียเลือด 

    ลมหมุนวงใหญ่พัดเข้าพัวพันที่ขาของเขาและกระชากเข้าลอยขึ้นกับพื้น เหวี่ยงเขาเข้ากับกำแพงจนแทบจะกระอักเลือด จากนั้นคมมีดที่เกิดจากกระแสลมก็กรีดเข้าทั่วร่างของเขาจนเลือดไหลซึมไปทั่วชุดคลุมของเขา 

    ไวฟอนตัดสินใจหยุดการเคลื่อนไหวของทั้งสาม

    เขาเคลื่อนไหวหลอกล่อทั้งสามให้ตามเขาไปตามเส้นทางที่เขาคิดคำนวณเอาไว้ 

    บิ๊กแบดบอมม์หลายจุดถูกวางไว้ และทำให้ระเบิดเพื่อบีบทั้งสามให้เคลื่อนไหวไปในตามที่เขาต้องการ

    จากนั้นเขาเล็งบิ๊กแบดบอมม์ไปยังพื้นเรือหลายจุด และสั่งให้มันระเบิดทันทีที่ทั้งสามผ่านเข้ามาในเส้นทาง ทรินิตี้ทั้งสามเสียหลักตกลงไปในหลุมที่เขาสร้างขึ้น ทันใดนั้นเขาสั่งระเบิดอีกชุดเพื่อระเบิดพื้นด้านบนให้ตกลงมาทับถมปิดรูเหล่านั้น

    ไวฟอนรีบพุ่งเข้าหาแม๊กซ์เพื่อลงมืดในจังหวะที่เขาได้เปรียบ 

    “เหลือแกคนเดียวแล้ว ไอ้ชาติชั่ว”

    ไวฟอนรวมพลังเวทย์ทั้งหมดไว้ที่มือทั้งสองข้าง เขาคิดจะใช้ระเบิดระยะประชิดกับแม๊กซ์ แต่แม๊กซ์กลับไม่มีทีท่าหนักใจอะไรแม้แต่น้อย

    “ฉันว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวนะ”

    ห่างอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งฟุตกำปั้นของไวฟอนก็จะสัมผัสเข้ากับร่างของแม๊กซ์

    แต่ไวฟอนกลับได้ยินเสียงกระแสลมมาจากข้างหูขวาของเขา

    สปิต? ไวฟอนคิดในใจ ไม่ทันแล้ว 

    เขาหลบลูกเตะของสปิตไม่ทันจนต้องลอยกระเด็นไปฟาดเขากับกำแพงอย่างแรง 

    “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้ตัวคนเดียว”

    แม๊กซ์ยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน พร้อม ๆ กับสปิตที่ยืนห้อยแขนอยู่ข้าง ๆ

    “แล้วฉันก็คิดว่าฉันจะเพิ่มความตื่นเต้นเข้าไปอีกสักหน่อยน่าจะดีกว่า” 

    พอพูดจบแม๊กซ์ก็หันไปหาสปิต แล้วพ่นไอพิษสีแดงเข้มใส่ที่หน้าของเธอ ใบหน้าของสปิตเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนกับคนที่พึ่งออกกำลังกายอย่างหนักมา นอกจากใบหน้าสีแดงก่ำแล้วเส้นเลือดทั่วตัวของสปิตปูดโปนออกมาจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน

    “แกทำอะไรกับเธอ”

    ไวฟอนฝืนยืนตัวขึ้นมาท่ามกลางอาการบาดเจ็บ

    “ฉันก็มอบพลังที่เธอไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ครอบครองให้น่ะซิ”

    พอพูดจบสปิตก็วิ่งออกจากข้างตัวของแม๊กซ์ด้วยความเร็วที่ไวฟอนแทบจะมองตามไม่ทัน

    “สปิตเธอใช้พลังแบบนี้ไม่ได้ ร่างกายเธอจะรับไม่ไหว”

    ไวฟอนตะโกนใส่สปิตที่ไร้สติอยู่โดยสัญชาติญาณ แม้เขาจะรู้ว่าสปิตคงไม่ได้รับรู้คำพูดใด ๆ ของเขาทั้งสิ้น

    พลังและความเร็วของสปิตสูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้เวทย์ทุกคน

    โดยปกติแล้วร่างกายของเซเปียนส์ไม่ได้มีเซลล์ที่ดูดรับและกักเก็บมานาได้เหมือนกับโดมินาริ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะเรียกใช้พลังใด ๆ จากขอบเขตได้เลย

    แต่วันหนึ่งพวกนักปราชญ์ของทรินิตี้ซึ่งภายหลังบางคนอาจจะเรียกพวกเขาว่านักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีที่จะใช้พลังงานจากขอบเขตด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปได้

    พวกเขาค้นพบวิธีการใช้พลังงานจากขอบเขตด้วยการสร้างสมการต่าง ๆ ขึ้นมา สมการที่จะเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับธรรมชาติ

    พวกเขาเรียนรู้ว่าในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีมานาจำนวนหนึ่งไหลเวียนอยู่ เซเปียนส์ก็เช่นกัน แม้จะไม่ใช่จำนวนมากแต่พวกเขาก็ค้นพบวิธีการที่จะสื่อสารกับมานาในร่างกายได้

    จริง ๆ แล้วเซเปียนส์รู้จักมานาอยู่แล้วในชื่อที่แตกต่างกันไป

    ชาวเอเชียตะวันออกอาจจะเรียกมันว่าชี่

    ชาวเอเชียใต้อาจจะเรียกมันว่าจักรา

    หรือชาวตะวันตกเรียกมันว่าพลังชีวิต 

    แต่ไม่ว่าจะเรียกขานมันว่าอย่างไร...ทั้งหมดนั้นคือมานา

    นักปราชญ์ของทรินิตี้ถ่ายทอดวิธีการสื่อสารกับมานาเหล่านั้นให้กับสมาชิกที่เหมาะสมทุกคน เพื่อมอบอาวุธที่สามารถต่อกรกับโดมินาริได้อย่างทัดเทียมมากขึ้นให้ อันจะกลายเป็นหลักประกันในชัยชนะของพวกเขานั่นเอง

    แต่พลังที่ได้มานั้นก็มีข้อจำกัดอยู่

    เนื่องจากเซลล์ และร่างเนื้อของเซเปียนส์สามารถรองรับมานาได้เพียงจำนวนจำกัดเท่านั้น ต่างจากดีเซลล์ของโดมินาริที่สามารถดูดซึม กักเก็บและพัฒนาตัวเองจากมานาได้อย่างไม่จำกัด

    การฝืนใช้มานาที่มากเกินไปในร่างกายของเซเปียนส์ก็คือการจุดระเบิดเวลาให้กับตัวเองนั่นเอง และตอนนี้สปิตก็เริ่มจุดระเบิดเวลาของเธอแล้ว 

    ไวฟอนรู้ดีว่ามีวิธีการเดียวที่จะหยุดยั้งสปิตได้

    แต่วิธีการนั้นก็คือการปิดอนาคตการเป็นนักเวทย์ของสปิตในทันที

    เนื่องจากเซเปียนส์ไม่สามารถกักเก็บมานาจำนวนมากในร่างกายได้ ถ้าเป็นตามปกติแล้วเวทมนตร์ที่ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลอย่างตอนที่แลนจาสร้างซึนามิ หรือเกฮาสที่ควบคุมสภาพอากาศได้จำเป็นที่จะต้องใช้มานามากมายมหาศาล มากมายกว่าที่ร่างกายของเซเปียนส์จะกักเก็บไว้ได้

    สาเหตุที่พวกเขาสามารถทำแบบนั้นได้ก็เพราะว่า...

    นักเวทย์ของทรินิตี้ทุกคนจะต้องฝังผลึกมานาเอาไว้ในร่างกายเพื่อดูดซึมมานา และกักเก็บมันเอาไว้

    และหากทำลายมันทิ้ง ร่างกายของเขาก็จะกลับเป็นเพียงคนธรรมดา เพียงแต่ความสามารถจะใช้เวทมนตร์ก็จะสูญหายไปด้วยตลอดกาล

    และไวฟอนตัดสินใจหยุดสปิตด้วยวิธีการนั้น

    จบตอนที่ 34

    คล้ายกับเรื่องDominari: A song of evolution ที่คุณอ่าน