ตอนที่ 8: ดอกบัวนอกฤดู
เช้าวันถัดมาหลังจากมหาภัยจากหมีเหล็กหนามผ่านพ้นไป เฉินอันลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกระบมที่จู่โจมเข้าใส่ทั่วสรรพางค์กาย แม้าแภายนอกจะมองไม่เห็นแม้เพียงรอยขีดข่วน ทว่าความเมื่อยล้าที่สะสมจากการต่อสู้เสี่ยงตายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมา กลับหยั่งรากลึกระบมไปถึงกระดูกทุกท่อน
เขานอนเหยียดกายอยู่บนเตียงเตี้ยๆ ชั่วครู่ พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง สายตาคมกริบทอดมองไปยังแขนเสื้อที่ขาดวิ่น พรุนไปด้วยรอยฉีกขาดจากหนามแหลมของอสูรร้าย ซึ่งยังคงพาดอยู่บนราวไม้ตรงมุมห้อง มันเป็เครื่องเตือนใจชั้นดีถึงความโเี้ในศึกเมื่อวาน
“ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือ” เฉินเหลียนเดินเข้ามาในห้อง ยกรอยยิ้มบางเบาที่แฝงความกังวล ในมือประคองถ้วยดินเผาที่บรรจุน้ำยาต้มสีเข้ม ส่งกลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรอบอวล “นี่เป็ยาบำรุงกำลังที่ป้าซัวสอนข้าเคี่ยวเมื่อไม่กี่วันก่อน นางบอกว่าช่วยฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำภายในได้ดีนัก ท่านพี่ลองดื่มดูสักหน่อยเถิด”
เฉินอันรับถ้วยยามาถือไว้ ความอบอุ่นจากถ้วยดินเผาแผ่ซ่านสู่ฝ่ามือ รสขมฝาดปนหวานอ่อนๆ ของสมุนไพรหลายชนิดแล่นผ่านลำคอลงไป ช่วยเรียกความสดชื่นคืนมาได้บ้าง เขามองน้องสาวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
“เ้าเก่งขึ้นเรื่อยๆ นะ เหลียนเอ๋อร์ อีกไม่นานคงเป็หมอยาฝีมือดีประจำหมู่บ้านเป็แน่”
“ข้าเพียงอยากช่วยดูแลท่านพี่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” เฉินเหลียนเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าดวงตาคู่สวยกลับหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงเื้ัของเหตุการณ์เมื่อวาน “ท่านพี่... เื่ตระกูลหลิวที่จงใจปล่อยสัตว์ร้ายมาทำร้ายท่าน ข้าคิดว่าเราควรระวังตัวให้มากกว่านี้จริงๆ นะ”
เฉินอันพยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาฉายแววเฉียบขาด “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าป่าอยู่เสมอ ไม่เดินซ้ำเส้นทางเดิม และจะไม่บอกกำหนดการแน่นอนให้ใครรู้ล่วงหน้า ส่วนเ้าเองก็ต้องระวังตัวเช่นกัน อย่าเดินคนเดียวในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะในตลาดที่มีคนแปลกหน้าพลุกพล่าน”
ทั้งสองใช้เวลา่เช้าวางแผนความปลอดภัยกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เฉินอันตัดสินใจพาเฉินเหลียนเดินทางเข้าเมืองไปด้วยเพื่อขายหนังและเขี้ยวของหมีเหล็กหนามที่ร้านเถ้าแก่อู๋ แม้ร่างกายจะยังคงปวดระบมอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวอยู่บ้านตามลำพังท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ได้
...
บรรยากาศร้านเถ้าแก่อู๋ยังคงคึกคักและวุ่นวายเหมือนเช่นเคย ทันทีที่เฉินอันคลี่หนังหมีเหล็กหนามขนาดมหึมาลงบนโต๊ะ เถ้าแก่อู๋ถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงไม่แพ้ครั้งก่อน
“หมีเหล็กหนามอีกแล้วหรือนี่?! เ้าหนุ่มนี่... ดวงวาสนาของเ้าช่างลึกลับนัก” เถ้าแก่อู๋ส่ายหัวพลางหัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะรีบประเมินราคาให้อย่างเป็ธรรม รวมเป็เงินถึงสิบสองเหรียญเงิน มากพอที่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยตลอคฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
เมื่อจัดการเื่ซื้อขายเสร็จสิ้น เถ้าแก่อู๋ก็กวักมือเรียกเฉินอันให้เข้าไปใกล้ ลดเสียงลงกระซิบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ “เ้าหนุ่ม ข้ามีเื่อยากเตือนเ้าไว้ก่อน เมื่อสองวันก่อน... มีชายชุดดำสวมหน้ากาก เดินสายสอบถามข้อมูลในตลาดหลายร้าน มิใช่แค่ถามถึงครอบครัวเ้าเท่านั้น แต่ยังเจาะจงถามถึง... เด็กหญิงที่มีปานรูปดอกบัวติดตัวมาแต่กำเนิดด้วย”
หัวใจของเฉินอันหล่นวูบพลัน เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นที่ฝ่ามือ เขารีบเหลือบมองไปยังเฉินเหลียนที่ยืนอยู่ไม่ไกล โชคดีที่นางกำลังสนใจดูสมุนไพรแห้งกองหนึ่งอยู่จึงไม่ได้ยินคำพูดนี้ “ท่าน... ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่”
“ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกนะ” เถ้าแก่อู๋ส่ายหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “แต่ชายผู้นั้นให้ความรู้สึกไม่เหมือนคนธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ท่าทางเยือกเย็นราวกับงูพิษ ให้เงินรางวัลก้อนโตแก่ใครก็ตามที่บอกเบาะแสได้ ข้าไม่ได้บอกอะไรเขาไปหรอกนะ แต่พ่อค้าคนอื่น... บางรายอาจโลภเงินจนปากโป้งไปก็เป็ได้ เ้าดูแลน้องสาวเ้าให้ดีเถิด”
เฉินอันกล่าวขอบคุณเถ้าแก่อู๋อย่างจริงใจ ก่อนจะรีบพาเฉินเหลียนออกจากร้านด้วยสีหน้าที่พยายามปรับให้ดูปรกติที่สุด ตลอดทางกลับบ้าน สมองของเขาทำงานหนัก ครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าจะบอกเื่นี้ให้น้องสาวรู้ดีหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเก็บเื่นี้ไว้ในใจก่อน ไม่อยากให้นางต้องแบกรับความกังวลมากไปกว่านี้ในตอนนี้
...
บ่ายวันนั้น ขณะที่เฉินอันแวะไปหาหัวหน้าจางที่ท่าเรือเพื่อสอบถามเื่งานใน่ฤดูหนาว เฉินเหลียนก็ขออนุญาตเดินไปเก็บสมุนไพรบริเวณชายป่าใกล้หมู่บ้านตามลำพัง เนื่องจากเป็พื้นที่ที่นางคุ้นเคยดีและไม่ห่างไกลจากบ้านมากนัก เฉินอันแม้จะไม่สบายใจนัก แต่ก็อนุญาตด้วยเงื่อนไขว่าต้องกลับก่อนพลบค่ำ
เฉินเหลียนเดินเก็บใบสมุนไพรอย่างตั้งใจ สายลมหนาวปลายฤดูสารทพัดผ่านเรือนยอดไม้เบาๆ ทำให้ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงมาปกคลุมพื้นดินเป็สีน้ำตาลทอง นางก้มตัวเก็บใบระย่อมที่ขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างชำนาญ
“เด็กน้อย เ้าแยกใบระย่อมกับใบชะเอมเทศได้แม่นยำนักนะ”
เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง เฉินเหลียนสะดุ้งหันกลับมาอย่างรวดเร็ว และพบว่าชายชราแปลกหน้าคนเดิมที่เคยเจอในตลาดยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว มือถือไม้เท้าไม้ไผ่เก่าๆ ดวงตาสุกใสประดุจดาวประกายพฤกษ์จับจ้องมาที่นางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“ท่าน... ท่านคือ...” เฉินเหลียนถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความใปนระแวดระวัง แต่เมื่อจ้องมองดวงตาคู่แฝงความเมตตานั้น นางกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ มีเพียงความรู้สึกสงบประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวชายชราเท่านั้น
“เรียกข้าว่าหมอเถื่อนเถิด ชาวบ้านแถบนี้เรียกข้าเช่นนั้น” ชายชรายิ้มบางๆ พลางเดินเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย แต่ก็ยังคงระยะห่างที่เหมาะสม “ข้าเดินทางผ่านมาทางนี้พอดี เห็นเ้าเก็บสมุนไพรอยู่คนเดียว จึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย”
เฉินเหลียนไม่แน่ใจว่าจะตอบสนองอย่างไรดี นางนึกถึงคำเล่าลือที่ป้าซัวเคยบอกว่าหมอเถื่อนไม่เคยทำร้ายใคร จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ท่านหมอเถื่อน... ครั้งก่อนที่ตลาด ท่านพูดอะไรบางอย่างกับข้าใช่ไหม... ข้าคิดว่าได้ยินคำว่า 'ดอกบัว'...”
ดวงตาของหมอเถื่อนเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังพิจารณาว่าควรตอบมากน้อยเพียงใด ในที่สุดก็ถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูลึกซึ้งกว่าปรกติ
“ดอกบัวที่บานนอกฤดู มักดึงดูดสายตาที่ไม่ควรมองมา” เขากล่าวอย่างช้าๆ แต่ละคำราวกับมีน้ำหนัก “เ้าเด็กน้อย เ้าไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เ้าคิด แต่ข้าก็ไม่มีสิทธิ์เปิดเผยความจริงทั้งหมดให้เ้าฟังในวันนี้ เวลายังมาไม่ถึง”
“หมายความว่าอย่างไร...” เฉินเหลียนถามด้วยเสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง
“บางความจริง หากรู้เร็วเกินไป อาจนำภัยมาสู่ตัวเ้าเองมากกว่าการไม่รู้เสียอีก” หมอเถื่อนส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอื้อยมือเข้าไปในถุงผ้าที่คาดเอว หยิบถุงเล็กๆ ใบหนึ่งออกมายื่นให้ “รับสิ่งนี้ไว้เถิด เป็ถุงสมุนไพรป้องกันภยันตรายที่ข้าปรุงขึ้นเอง แขวนไว้ใต้เสื้อ อย่าให้ผู้ใดเห็น มันจะช่วยบดบังกลิ่นอายพิเศษที่ติดตัวเ้ามาได้บ้าง”
เฉินเหลียนรับถุงเล็กๆ นั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา นางสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่แปลกประหลาดแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย “ขอบพระคุณ... แต่... ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีกลิ่นอายพิเศษ”
หมอเถื่อนยิ้มอย่างลึกลับ ไม่ตอบคำถามนั้นตรงๆ หากแต่เปลี่ยนเื่ไปเอ่ยถึงพี่ชายของนางแทน “พี่ชายของเ้าก็เช่นกัน เขามีความนิ่งสงบแปลกประหลาดซ่อนอยู่ภายใน ราวกับสายน้ำที่ดูสงบผิวเผินแต่มีกระแสเชี่ยวกรากซ่อนอยู่เบื้องล่าง เ้าทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยกันโดยที่ไม่รู้ตัวมากกว่าที่คิดนัก จงดูแลกันและกันให้ดี โดยเฉพาะเ้า เด็กน้อย เ้าต้องปกป้องเขาด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่ให้เขาปกป้องเ้าฝ่ายเดียว”
คำพูดสุดท้ายทำให้เฉินเหลียนอึ้งไปชั่วขณะ นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมีบทบาทในการปกป้องพี่ชายได้บ้าง ทั้งที่นางมักรู้สึกว่าตัวเองเป็เพียงภาระที่พี่ชายต้องแบกรับมาโดยตลอด
“ท่านหมอเถื่อน ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ข้าจะปกป้องท่านพี่ได้อย่างไร ข้าไม่มีพลังยุทธ์ใดๆ เลย—”
ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ชายชราผู้นั้นก็หายลับไปแล้ว ราวกับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นที่นั่นมาก่อนเลย มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้แ่เบาและถุงสมุนไพรเล็กๆ ในมือของนางเท่านั้นที่ยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ใช่เพียงจินตนาการ
...
เย็นวันนั้น เฉินเหลียนเดินกลับบ้านด้วยใจที่ยังคงสับสนวุ่นวาย นางนำถุงสมุนไพรมาแขวนไว้ใต้เสื้อตามคำแนะนำของหมอเถื่อน ก่อนจะครุ่นคิดว่าจะเล่าเื่ราวทั้งหมดให้พี่ชายฟังดีหรือไม่
เมื่อเฉินอันกลับถึงบ้าน นางก็ตัดสินใจเล่าเื่การพบหมอเถื่อนให้ฟังโดยละเอียด ยกเว้นเพียงประโยคที่ว่า “ดอกบัวที่บานนอกฤดู มักดึงดูดสายตาที่ไม่ควรมองมา” ซึ่งนางเก็บไว้เป็ความลับส่วนตัว ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจพี่ชาย หากแต่เพราะนางเองก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันดีพอที่จะอธิบายให้ใครฟังได้ และไม่อยากให้พี่ชายต้องกังวลเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็
เฉินอันฟังเื่ราวด้วยความตั้งใจ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินเื่ถุงสมุนไพรป้องกันภยันตราย เขานึกถึงคำเตือนของเถ้าแก่อู๋เื่ชายในชุดดำที่ถามหาเด็กหญิงมีปานรูปดอกบัว แต่เขาก็ยังคงเก็บเื่นั้นไว้ในใจ ไม่อยากให้น้องสาวต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้
“ดูเหมือนเ้าจะมีความลับที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่ทั้งสองเราจะรู้ได้ในตอนนี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ เหมือนที่เคยทำมาตลอด “แต่ไม่ว่าความจริงนั้นจะเป็อะไรก็ตาม มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เ้าเป็สำหรับข้าเลยแม้แต่น้อย เ้าคือน้องสาวของข้า และจะเป็เช่นนั้นตลอดไป”
เฉินเหลียนพยักหน้าพลางกลั้นน้ำตาไว้ นางโอบกอดพี่ชายแน่นด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจที่ยากจะบรรยาย แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตรายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกวัน แต่ตราบใดที่ยังมีกันและกัน นางก็รู้สึกว่าตนเองยังพอมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันได้
ค่ำคืนนั้น หิมะแรกของฤดูหนาวเริ่มโปรยปรายลงมาเบาๆ นอกกระท่อม ปกคลุมหลังคาไม้และรั้วไผ่ด้วยชั้นสีขาวบางๆ ราวกับธรรมชาติกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ถุงสมุนไพรเล็กๆ ที่แขวนอยู่ใต้เสื้อของเฉินเหลียนแผ่ความอบอุ่นแ่เบา ราวกับกำลังปกป้องนางไว้จากสายตาที่มองไม่เห็นในความมืด