บทที่ 94 จ่าสิบโทรุ่ย
ผู้อำนวยการสถาบันเพลิงพลองพยักหน้ารับสิ่งที่ประธานจางกล่าวโดยไม่โต้แย้งใดๆ พวกเขาตั้งใจจะทดแทนบุญคุณในครั้งนี้อยู่แล้ว อีกทั้งในความคิดของพวกเขา...นักเรียนอันจากเขตชั้นนอกจะมีปัญหากับใครได้ ถ้าจะมีคนพุ่งเป้ามาที่เธอ เช่นนั้นก็จะต้องมีสาเหตุมาจากพวกเขานั่นแหละ
เมื่อสรุปผู้ต้องสงสัยทั้งหมดแล้วก็ไม่มีอะไรอื่นให้ทำอีก จางอู่หยางเรียกร้องค่าชดเชยเป็นของที่ซูหยวนควรจะได้หลังจากให้ความช่วยเหลือนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลอง ซึ่งสิ่งที่เด็กสาวชอบมากที่สุดก็มีแค่เรื่องเครดิตเท่านั้น อู่หยางเรียกเงินขอบคุณเธอถึง 2 ล้านเครดิต ซึ่งสถาบันเพลิงพลองก็ยินดีให้
ดังนั้นตอนนี้ซูหยวนจึงมีเงินมากกว่า 34 ล้านเครดิตอยู่ในบัญชี นับเป็นเศรษฐีตัวน้อยอีกคนหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับเงิน 100 ล้านเครดิตที่จะทำให้ครอบครัวของเธอเข้ามาอยู่ในเขตชั้นกลางแล้ว ยังนับว่าห่างไกลจริงๆ ดีที่ประธานจางรับปากแล้วว่าจะให้เงินส่วนนี้กับเธอ ซูหยวนจึงไม่กดดันตนเองมากนัก
หลังจากที่จัดการเรื่องต่างๆให้ซูหยวนแล้ว จางอู่หยางก็รีบกลับไปจัดการงานของตนเองต่อ เขามาที่นี่เพื่อทำตัวเป็น “พระประธาน” เพียงแค่นั่งอยู่ก็สร้างความกดดันให้ผู้คนได้แล้ว ทันทีที่ตัวตนของเขาอยู่ที่นี่เพื่อเธอ มูลค่าของซูหยวนก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวจริงๆ
ที่นี่ไม่มีอะไรให้ซูหยวนต้องอยู่อีกแล้ว หลังจากสอบเสร็จและพักผ่อนกัน 1 คืน อาจารย์ของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็พาเธอและนักเรียนทุกคนกลับไปที่สถาบัน โดยคนของสถาบันเพลิงพลองยังมาส่งกันตั้งแต่เช้าตรู่ด้วย พวกเขาแสดงความซาบซึ้งต่อซูหยวนไม่น้อยเลย
ผลสอบยังไม่ได้ออกในทันที แต่ซูหยวนมั่นใจมากว่าคะแนนของเธอไม่ได้แย่ ดังนั้นในขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้ารออย่างตื่นเต้นที่สถาบัน เวลานี้ซูหยวนก็เลือกหนังสือเรียนที่จะต้องใช้สำหรับภาคเรียนที่สองขึ้นมาอ่านแล้ว อีกไม่นานที่สถาบันก็จะปิด ปล่อยให้นักเรียนกลับบ้านไปพักผ่อนเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ช่วงนี้เธอจะต้องเข้าร่วมกองทัพเพื่อทำสรุปงานวิจัยให้พวกเขา ดังนั้นถ้าจะกลับบ้านได้ ก็คงเป็นตอนที่งานเสร็จแล้ว
ดีที่ทางบ้านไม่ได้มีปัญหาอะไร เจอกับประธานจางครั้งก่อน เขาได้ส่งคนไปดูแลความปลอดภัยให้พ่อและแม่ของเธอแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่มีเรื่องให้กังวลและเป็นห่วงอีก
ข้าวของมากมายที่ต้องการมอบให้พ่อแม่ก็ฝากผ่านประธานจางไป เธอจะไม่ไว้ใจใครก็ได้ แต่ซูหยวนเลือกที่จะไว้ใจประธานคนนี้
เขาเป็นหัวหน้าของเธอ ความเป็นอยู่ที่ดีของลูกน้องย่อมไม่คิดริษยา แต่ก็นั่นแหละ...ถึงจะไว้ใจ ซูหยวนก็ไม่ได้บอกทั้งหมดที่ตัวเองมีให้เขา ในเมื่อเขาเคยเห็น “น้ำผักผลไม้ปั่น” ที่มีสีเขียวเหมือนสสารจากพวกกลายพันธุ์ เธอจึงฝากพวกมันไปให้ครอบครัวเป็นถังใหญ่
นอกจากนี้ก็มีน้ำดื่มบริสุทธิ์ และเครดิตจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจางอู่หยางไม่ได้ถามอะไร เขาเพียงส่งคนของตนเองนำของไปมอบให้ครอบครัวตระกูลอันอย่างว่าง่าย
“นักเรียนอัน ผู้อำนวยการให้มาเรียกเธอไปพบน่ะ” รุ่นพี่ชั้นปีที่สี่ซึ่งอยู่ตึกเดียวกับซูหยวนเข้ามาตาม หลังจากที่เด็กสาวเก็บตัวอยู่ในหอพักได้ 3 วัน 3 คืน
“ขอบคุณค่ะรุ่นพี่”
“อืม ได้ยินว่าเธอจะไปช่วยงานในกองทัพใช่ไหม บางที...เธออาจจะพูดเกี่ยวกับฉันสักคำสองคำที่นั่น...” รุ่นพี่หญิงเหลือบมองซูหยวน ท่าทางของเธอไม่ได้คิดว่าจะให้โอกาสซูหยวนได้ปฏิเสธเลย
ตอนนี้พวกรุ่นพี่ปีสี่กำลังใกล้จะจบจากสถาบันแล้ว หลายคนมีองค์กรอิสระต่างๆมาติดต่อให้เข้าร่วมด้วย ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นนักเรียนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง เป็นการยืนยันแล้วว่ามีความสามารถในระดับสูง อย่างไรก็ตาม...สำหรับนักเรียนบางคน ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้ขาดเหลือเงินทอง มีเพียงเกียรติยศเท่านั้นที่จะทำให้รู้สึกประสบความสำเร็จได้
ดังนั้นการเข้าร่วมกับกองทัพ แล้วกลายเป็นทหารระดับสูงยังเป็นเป้าหมายของนักเรียนจำนวนมาก พวกเขาเลือกที่จะรอเข้าทดสอบที่กองทัพจะจัดขึ้นทุกๆปีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร หากเข้าร่วมกองทัพไม่ได้ ก็ค่อยเลือกดูองค์กรอิสระที่ติดต่อมา แต่นั่นก็อาจจะสายเกินไปแล้ว
หลายองค์กรเองก็มีเกียรติและใบหน้าที่ต้องรักษา ถ้าพวกเขายื่นข้อเสนอให้นักเรียนคนใดแล้วไม่ได้รับการตอบรับในทันที หากแต่กลายเป็นตัวเลือกสุดท้าย นั่นไม่เท่ากับเป็นการเสียหน้าหรอกหรือ?
เพราะแบบนั้น...ก่อนที่กองทัพจะเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อทดสอบประจำปี พวกเขายังมอบโอกาสให้คิดและทบทวน แต่เมื่อไรที่การทดสอบจบลง ปรากฏว่านักเรียนคนนั้นไม่ผ่านเกณฑ์ของกองทัพ เช่นนั้นก็ไม่มีทางให้หันกลับมาอีกแล้วเช่นกัน!
ที่รุ่นพี่ปีสี่คนนี้บอกกับซูหยวน ก็เพื่อการันตีว่าเธอจะมีงานดีๆในกองทัพก่อน หากเธอไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบ แต่ถูกคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษ เช่นนั้นก็สามารถปฏิเสธองค์กรอิสระได้โดยไม่เสียดาย
ซูหยวนเข้าใจเจตนานี้ แต่เธอต้องช่วยคนอื่นที่ไม่ได้สนิทสนมด้วยหรือ?
เธอรู้ว่าถ้าตนเองเป็นคนเอ่ยปาก เวลานี้กองทัพให้ความสำคัญกับเธอมาก ดังนั้นพวกเขาจะต้องพิจารณารุ่นพี่คนนี้ในแง่ดีแน่ แต่มันก็หมายความว่าเธอใช้ชื่อของตนเอง “ยืนยัน” ความสามารถของรุ่นพี่คนนี้แล้ว
หากเธอรู้จักอีกฝ่ายดี ทั้งนิสัยและความสามารถ...การจะสนับสนุนอีกฝ่ายไม่ใช่ปัญหา ทว่าซูหยวนไม่เคยได้พูดคุยกับรุ่นพี่คนนี้มาก่อนเลย หากไม่ใช่เพราะผู้อำนวยการให้อีกฝ่ายมาเรียกเธอ ซูหยวนก็มั่นใจว่าจนกว่าอีกฝ่ายจะจบการศึกษา พวกเธอทั้งสองคงไม่ได้มีโอกาสได้สนทนากันแน่
ถึงแม้ในใจจะไม่ยินดีเอ่ยปากกับกองทัพ แต่ซูหยวนไม่คิดจะหาเรื่องให้ตนเอง ถึงเธอจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่การเลี่ยงปัญหาได้ก็คือความฉลาดอย่างหนึ่งในการทำงาน
“ฉันจะพูดสักคำสองคำค่ะ” แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเธอจะพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไร ทั้งยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเธอพูดออกไปแล้ว กองทัพจะคิดอย่างไรเสียหน่อย
รุ่นพี่หญิงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข กระทั่งเข้ามาตบบ่าซูหยวนด้วยซ้ำ ในความคิดของเธอ...ขอแค่ซูหยวนพูด กองทัพได้ส่งคนมาตรวจสอบเมื่อไร เธอก็จะได้รับพิจารณาทันที นั่นเพราะเธอเองก็มีความสามารถไม่น้อย ต่อไปในขณะที่คนอื่นๆต้องเข้าร่วมการทดสอบที่เหนื่อยยากของกองทัพ เธอก็แค่เดินผ่านเข้าไปเท่านั้น
“รุ่นน้องอัน ถ้าฉันเข้าร่วมกองทัพได้เมื่อไร ถึงเวลานั้นฉันจะตอบแทนเธอแน่” แม้รุ่นพี่จะพูดแบบนั้น แต่ซูหยวนก็รับรู้ได้ถึงแรงริษยาจากอีกฝ่าย
เธอรู้ดีว่าตอนนี้ชื่อเสียงของตนเองกำลังโด่งดังมาก มีคนชื่นชมและต้องมีคนอิจฉาไปพร้อมๆกัน การที่ซูหยวนกลายเป็นทหารติดยศแบบพิเศษได้ในทันทีเพราะเธอเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งนั้น มีแต่คนบอกว่าไม่คู่ควร
พวกเขาหลายคน กระทั่งจบสถาบันแล้วไปทดสอบก็ยังไม่ผ่าน การจะเป็นทหารระดับต่ำนั้นไม่ยาก แต่การจะเป็นทหารพิเศษแบบที่ซูหยวนเป็นนั้นไม่เหมือนกัน ที่พวกเขาต้องการก็คือการเป็นทหารแบบพิเศษนี้ต่างหาก ซึ่งหมายความว่า...ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทำงานในกองทัพตลอดเวลา เพียงรอรับภารกิจสำคัญๆเท่านั้น
แต่ถ้าพวกเขาเริ่มจากการเป็นทหารระดับต่ำ อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนก็ต้องทำงานภายใต้คำสั่งของพวกทหารระดับสูงกว่าเท่านั้น ไม่มีทางที่จะร่วมมือกับองค์กรต่างๆไปด้วยพร้อมกับตำแหน่งทางทหารหรอก
ซึ่งนอกจากเรื่องที่ซูหยวนเป็นทหารแบบพิเศษแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่เธอได้รับการยอมรับจากกองทัพจนเรียกตัวไปทำงานในฝ่ายศึกษาวิจัยด้วยที่เป็นประเด็นพูดถึงกัน พวกเขาว่าเป็นเพราะประธานจางอยู่เบื้องหลัง และซูหยวนก็แค่ตกถังข้าวสารเท่านั้น อาศัยขาทองคำจึงขึ้นไปทำงานระดับสูง ได้หน้าได้ตาแบบนี้...
หนึ่งร้อยคำพูด หนึ่งพันคนได้ยิน ต่อมาก็มีสายตาที่มองซูหยวนด้วยความเกลียดชังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องการจะกลายเป็นแบบซูหยวนแต่ทำไม่ได้!!
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ซูหยวนรู้ว่ารุ่นพี่ที่เดินโอบไหล่ของเธออย่างเป็นมิตรผู้นี้ แท้จริงคงอยากบีบไหล่เธอให้แตกไปแล้ว
“รุ่นพี่ไม่ต้องตอบแทนหรอกค่ะ จะเข้าร่วมกองทัพได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับฉันค่ะ ต่อให้ฉันพูดไป...กองทัพก็ไม่ได้เชื่อแค่คำพูดของเด็กคนหนึ่งหรอกค่ะ”
“โอ้ นั่นก็จริง แต่ฉันก็ยังอยากจะตอบแทนเธออยู่ดี” หญิงสาวที่อายุมากกว่าหัวเราะเบาๆ
สายตาของเธอที่มองซูหยวนราวกับต้องการบอกว่า “ใช่ ต่อให้ฉันเข้าร่วมกองทัพได้ นั่นก็เพราะความสามารถของฉันต่างหาก” แต่เธอไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของซูหยวนนี้ ภายหลังจะทำให้เธออับอายขนาดไหน เพราะการที่เธอไม่ถูกเรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ ก็แปลว่า “ความสามารถของเธอ” เป็นเหตุผลด้วยเช่นกัน!
ซูหยวนกันตัวเองออกมาจากความรับผิดชอบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเดินเข้าห้องผู้อำนวยการไปเท่านั้น ซึ่งข้างในก็มีร้อยโทจางรออยู่ก่อนแล้ว เขายังให้เกียรติซูหยวนด้วยการมารับเธอด้วยตนเอง นับว่าให้หน้าเธอแล้ว
เพราะเตรียมตัวมาก่อน ดังนั้นหลังจากที่ร้อยโทมาพบ ซูหยวนก็ติดตามเขาไปยังกองทัพฝ่ายศึกษาวิจัยได้ทันที
พื้นที่ของกองทัพเป็นพื้นที่พิเศษ มีขั้นตอนการตรวจสอบมากมายกว่าจะเข้าไปได้ ซูหยวนได้รับบัตรเข้าออกพิเศษจากร้อยโทจางแล้ว แต่ก็ยังต้องดำเนินการตรวจสอบตัวตนและอื่นๆอีก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการทดสอบค่าพลังงานและค่าสารพิษของเธอในตอนนี้
ถึงแม้ว่าในกองทัพจะมีอัจฉริยะอยู่มากมาย ขนาดร้อยโทจางก็ยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ แต่หลังจากที่เขาได้รับรู้ว่าผลการทดสอบของซูหยวนเป็นอย่างไร เขาก็ยังต้องอ้าปากค้าง
“ค่าพลังงาน 124 และค่าสารพิษในร่างกาย 12”
ไม่ใช่แค่ค่าพลังงานที่มากเกินกว่าเด็กชั้นปีที่ 1 จะมีได้เท่านั้น แต่ค่าสารพิษตกค้างในร่างกายที่น้อยเหลือเกินจนเกือบจะไม่เหลือนี้มันคืออะไร? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เธอเป็นผู้เก็บขยะมาหรอกหรือ?
สำหรับพวกผู้เก็บขยะ ต่อให้กลายมาเป็นคนใช้พลังงานแล้ว พวกเขาก็ต้องใช้เวลาหลายปีในการกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกายออกทีละเล็กทีละน้อย ไม่ต้องพูดถึงว่าในสถาบันเองก็มีภารกิจให้ออกไปทำนอกสถาบัน หรือต่อให้ชุดป้องกันดีขนาดไหน ซูหยวนก็ไม่ควรจะมีสารพิษในร่างแค่นั้นไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่าร้อยโทจางไม่คิดอย่างอื่นเลย เขารู้สึกแค่ว่าประธานจางของตนเองอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ สมควรจะต้องเป็นเขาที่จัดการแน่ ไม่รู้ว่าทรัพยากรมากมายเท่าไรที่เขาจ่ายออกไป ก่อนหน้านี้รู้ว่าประธานจางให้ความสำคัญกับเด็กสาวคนนี้มาก แต่นี่มันเป็นการให้ความสำคัญมากกว่าน้องสาวในสายเลือดอีกกระมัง!
“เอาล่ะ สิบเอกอัน...ที่นี่ก็คือห้องทำงานของเธอ ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงก็คือ “จ่าสิบโทรุ่ย” เขาเป็นนักวิจัยที่มีชื่อเสียงมากในกองทัพ อายุเพียง 40 กว่าๆเท่านั้น แต่ประสบความสำเร็จในการวิจัยมามากมายแล้ว”
ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินสกุลของอีกฝ่าย “รุ่ย” ที่เธอรู้จักก่อนหน้านี้ก็คือผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย เป็นคนยุติธรรมและตัดสินอย่างถูกต้อง พวกคนระดับสูงในเขตชั้นในไม่ค่อยชอบเขานัก คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะได้เจอคนสกุลรุ่ยอีกคน
และก็เป็นเหมือนที่ร้อยโทจางพูด จ่าสิบโทรุ่ยคนนี้อายุยังไม่มากจริงๆ เมื่อเทียบกับพวกผู้บริหารในชีวิตก่อน เขาก็เหมือนคนหนุ่มที่กำลังมีไฟในการทำงานมาก เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของเขาในห้องทำงาน แม้จะมีคนเข้ามาพบ เขาก็ยังเดินวุ่นไม่หยุด อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนเห็นคนแบบนี้มามาก พวกที่ชื่นชอบในการทำงานจนไม่ได้สนใจสภาพของตนเอง สุดท้ายแล้วก็มีแค่การ “เผาไหม้ตนเอง” ไปวันๆเท่านั้น
เธอกล้ายืนยันได้เลยว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ไม่ใช่คนแบบเขา!
“จ่าสิบโทรุ่ย นี่คือสิบเอกอันที่จะมาช่วยสรุปงานวิจัยเรื่องหุ่นรบอินทรีย์ให้ เธอเป็นเด็กมีพรสวรรค์มากนะ หวังว่าจะทำงานร่วมกันได้ดี” ร้อยโทจางกล่าวแบบนั้น จ่าสิบโทที่ต้อนรับเขาอย่างส่งๆก็ชะงัก เหลือบมองซูหยวนครั้งหนึ่งแล้วก็หันไปจัดเอกสารของตนเองต่อ
“จะทำอะไรก็ทำเถอะ งานวิจัยหุ่นรบอันทรีย์นั้นเสร็จไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่พวกคุณที่ต้องนำเสนอให้ได้”
“อ่า นั่นสินะ เอาเถอะ...สิบเอกอัน งานเอกสารที่เกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์อยู่ในตู้นั้นทั้งหมด ค่อยๆดูค่อยๆสรุปไปล่ะ อ้อ แล้วก็...งานสรุปเก่าก็อยู่ที่นั่นด้วยนะ เธอสามารถนำมาอ้างอิงได้ จะได้ไม่ทำงานเหนื่อยเกินไป” ร้อยโทจางหัวเราะแห้งๆ เขาตบหลังอันซูหยวนเบาๆสองสามครั้งแล้วจากไป ปล่อยให้เธออยู่กับจ่าสิบโทรุ่ยเอง
ความเงียบเข้ามาปกคลุมทันทีหลังจากนั้น มีเพียงเสียงเดินไปเดินมาของจ่าสิบโท และเสียงเปิดเอกสารของเขาเท่านั้น ซูหยวนมองดู “หัวหน้างานเฉพาะกิจ” คนนี้ ถ้าอยากจะทำงานราบรื่น เธอจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากเขาก่อนเป็นอันดับแรก
“ถ้าจ่าสิบโทรุ่ยกำลังมองหาเอกสารเกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาไหม้ของนิวเคลียสในเซลล์พวกกลายพันธุ์ที่ใช้พลังงาน ฉันคิดว่าน่าจะเก็บรวมเอาไว้ที่ชั้นด้านนั้นนะคะ” ซูหยวนกล่าวทำลายความเงียบ แต่กลับเรียกสายตาของจ่าสิบโทได้เป็นอย่างดี
“ฉันเห็นว่าที่นั่นมีเอกสารเกี่ยวกับเซลล์ของพวกกลายพันธุ์ค่ะ บางทีการศึกษาครั้งก่อน อาจจะเอาเรื่องการเผาไหม้ของนิวเคลียสไปศึกษาด้วยก็ได้” เธอพูดอีกคำ แล้วชี้ให้เห็นว่าด้านบนมีประโยคไม่กี่ประโยคที่เปิดเผยให้เห็นเนื้อหา
ห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยดีกว่าห้องทำงานของอาจารย์เหวินอยู่เล็กน้อย อย่างน้อยๆพวกเขาก็ขมวดเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้วโยนใส่ตู้เดียวกันเอาไว้ได้ แน่นอนว่าพวกมันไม่ได้เรียบร้อยเสียทีเดียว แต่ก็คาดว่าน่าจะมีทหารชั้นผู้น้อยมาช่วยจัดเอกสารให้เสมอ
ในห้องที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบกว่าเดิม แต่ครั้งนี้ต่างตรงที่จ่าสิบโทรุ่ยกำลังมองหน้าซูหยวนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นคนอื่นน่าจะกลัวจนตัวสั่นไปแล้ว ไม่มีทางยืนยิ้มอย่างใจเย็นเช่นที่เธอทำได้!
…………………………………………..