หลังจากประกาศเริ่มงานชุมนุมสองอาณาจักรขึ้น ผู้คนของสองอาณาจักรบางคนที่เป็มิตรสหายกัน ก็ต่างพูดคุยดื่มกินด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนพวกระดับสูงอย่างผู้นำขุมอำนาจทั้งหลายหลังจากทักทายกันแล้ว ก็เริ่มรายงานเื่ที่ตัวเองได้พบเจอทันที
งานชุมนุมสองอาณาจักรจัดขึ้นทุกๆ สิบปี เพื่อรายงานเื่ราวต่างๆ ที่แต่ละขุมอำนาจพบเจอ รวมถึงปัญหาบางอย่างด้วยเช่นกัน… หลังจากพูดคุยเื่เคร่งเครียดเหล่านี้เสร็จสิ้น ก็เข้าสู่่ถัดไป นั่นก็คือการแนะนำทายาทของตน…
"ท่านผู้นำภายันท์ ่นี้ภาลิณลูกสาวคนโตของเ้าคนนั้น ข้าได้ยินมาว่าระดับความเข้ากันได้ของธาตุเลื่อนเข้าสู่ระดับสองแล้วงั้นรึ ? เช่นนั้น ในงานประลองสองอาณาจักรนี้ไม่แน่ขุมกำลังของเ้าอาจมีผู้ที่เข้าสู่สิบอันดับแรกเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็ได้นะ"
ผู้ที่กำลังพูดอยู่คนนี้ก็คือ "ธาสิน" ผู้นำขุมกำลังระดับสูงอย่าง "สำนักธารา"
ซึ่งเป็ขุมกำลังธาตุน้ำอันดับหนึ่งของดวงดาวลีฟาน
และคนที่เขากำลังพูดอยู่ด้วยก็คือ "ภายันท์" ผู้นำขุมกำลังระดับสูงของ "สำนักวายุ"
ขุมกำลังธาตุลมอันดับหนึ่งของดวงดาวลีฟานด้วยเช่นกัน
"ท่านผู้นำธาสินก็พูดเกินไป ภาลิณของข้านั้นนางเพียงพึ่งเลื่อนระดับได้ ยังไม่ค่อยมีความมั่นคงเท่าใดนัก การที่นางสามารถติดห้าสิบอันดับแรกได้ข้าก็ภูมิใจมากพอแล้ว… ต้องธาชินท์ลูกชายคนโตของท่านสิปีก่อนนั้นทั้งๆ ที่เขามีอายุได้แค่สิบสี่ปีก็ขึ้นไปถึงหนึ่งร้อยอันดับแรกได้ ผ่านมาสิบปีแล้วไม่แน่ปีนี้เขาอาจหวังลำดับที่หนึ่งได้เลยเชียวนะ"
"ฮ่าๆๆ ผู้นำภายันท์ก็พูดเกินไป… แน่นอนว่าธาชินท์ของข้านั้นมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ แต่ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฮ่าๆๆ"
คำพูดของธาสินดูเหมือนจะถ่อมตัวอยู่บ้าง แต่ใบหน้าที่แสดงออกนั้นตรงกันข้ามเลย…
"เหอะพูดไร้สาระอะไรกัน อันดับหนึ่งงั้นเรอะ ? มันจะเป็ของใครไปได้นอกจากอัครฉิน ลูกชายคนโตของข้าผู้นี้กัน"
น้ำเสียงที่ดูเย่อหยิ่งนี้เป็ของผู้นำขุมกำลังระดับสูง "สำนักอัคคี"
เขามีนามว่า "อัครษาญ"
หลังจากที่อัครษาญพูดจบภายในห้องรับรองของขุมอำนาจระดับสูงก็เงียบสนิทกันหมด ขณะที่ผู้นำภายันท์ และ ธาสิน กำลังจะเปิดปากพูดก็ได้มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
"เลิกโอ้อวดเื่ทายาทของพวกเ้าเสียทีเถอะ… คิดว่าเื่ที่สำคัญที่สุดของงานชุมนุมปีนี้คืออะไรกัน ? อย่าบอกนะว่าพวกเ้าลืมเื่นั้นไปแล้ว ?"
หากาาแห่งดวงดาวไลเบเรทอยู่ด้วยก็คงสามารถจำชายชราผู้นี้ได้ทันที เพราะเขาก็คือคนที่ทำให้ตัวเขาตกอยู่ในสภาพปางตายนั่นเอง…
ชายชราผู้ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้นำระดับสูง "ปฐกาน" ผู้นำของขุมกำลังระดับสูง "สำนักปฐี" และเป็ผู้ที่ใช้ธาตุดินที่แข็งแกร่งที่สุดภายในดวงดาวลีฟาน
"ท่านผู้นำปฐกานพูดถูกแล้ว… เื่สำคัญที่สุดในคราวนี้นั้น ก็คือเื่ขององค์หญิงชีวานนั่นเอง ตามข่าวลือที่ไม่รู้ว่าใครเป็คนเริ่มพูดนั้น เมื่อองค์หญิงชีวานมีอายุครบหนึ่งปีก็ใช้วิชาล่องหนที่ไม่เคยมีใครฝึกได้นอกจากาาชีวาลัยได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นกายขององค์หญิงอีกเลย… และการที่นางจะเผยกายในวันนี้นั้นมันนับเป็เื่ใหญ่อย่างแท้จริง…"
"ใช่แล้ว นี่แหละเื่ที่สำคัญอย่างแท้จริง ในที่สุดข้าก็จะได้เห็นความงดงามขององค์หญิงเสียที…"
หลังจากภายันท์พูดจบ ธาสินก็กล่าวต่อทันที
"ไม่ใช่แค่นั้นนะ เราจะได้เห็นด้วยว่าองค์หญิงนั้นมีระดับความเข้ากันของธาตุอยู่ในระดับใดแล้ว ด้วยพร์ขององค์หญิงอย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ในระดับสองหรือสามในสิบส่วนแล้วอย่างแน่นอน"
ผู้ที่กล่าวออกมาคืออัครษาญ เขาได้ใช้ถ้อยคำเอ่ยชมผู้อื่นที่หาได้ยากออกมา และดูไม่เสแสร้งเลยแม้สักนิด"
"ไม่แน่องค์หญิงอาจอยู่ที่ระดับสี่แล้วก็เป็ได้…"
ปฐิภานกล่าวถ้อยคำที่แทบจะเรียกได้ว่าไร้สาระหากไปพูดกับผู้อื่นออกมา…
"ผู้นำปฐกานองค์หญิงชีวานมีอายุเพียงแค่เจ็ดปีเองนะ มันจะไม่น่าเหลือเชื่อไปหน่อยรึ ?"
ธาสินกล่าวแย้ง
"ถ้าหากไม่มีคำพูดของาาชีวาลในตอนนั้น ที่เขาได้บอกเอาไว้ว่าองค์หญิงนั้น คือผู้ที่มีความเป็ไปได้ที่จะสามารถหลอมรวมเข้ากับพลังธาตุได้เก้าในสิบส่วนข้าเองก็คงไม่มีทางเชื่อเดียวเช่นกัน"
ภายในห้องนั้นเงียบไปพักใหญ่… ไม่นานปฐกาน ก็ได้กล่าวออกมา
"เอาเถอะ จะใช่หรือไม่นั้นเดียวพวกเราก็คงจะได้เห็นแล้ว ไปเริ่มประกาศการประลองของพวกเด็กๆ กันเถอะปีนี้ข้าอยากจะรู้นักว่าจะมีใครเข้าตาข้าสักคนไหม ?"
หลังจากปฐิภานกล่าวจบ ก็เดินออกจากห้องไปทันที โดยที่ผู้นำคนอื่นๆ เองก็เดินตามหลังเขามา…
"าาชีวาลัย… ปีนี้ท่านคิดว่าจะมีใครเข้าตาพวกเราเหมือนปีนั้นอีกไหม ?"
าานิรวานเอ่ยถามขึ้น
"ก็ไม่แน่หรอกนะเพราะเมื่อปีนั้นข้าก็ไม่คิดว่าจะมีเด็กที่มีความสามารถระดับนั้นโผล่ขึ้นมาเช่นกัน และปีนั้นเองข้าก็ได้นำตัวเด็กนั่นมาเข้าร่วมกับข้า ถ้าเช่นนั้นหากมีเด็กแบบนั้นอีกในปีนี้ก็คงต้องยอมรับให้ท่านเป็คนดูแลแล้วแหละ"
าาชีวาลัยกล่าวตอบ
"าา ชีวาลัยท่านพูดแล้วนะ"
าานิรวานถามยืนยันขึ้นมา
"แน่นอนข้าชีวาลผู้นี้ พูดแล้วไม่คืนคำหรอกนะ… หืมกำลังจะเริ่มแล้วสินะ ?"
เวลานี้นั้นก็ได้มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมา…
"ข้าปฐกาน จะไม่ขอพูดอะไรให้มากความนักก็แล้วกัน ข้าขอเป็ตัวแทนของขุมอำนาจระดับสูงทั้งหมดกล่าวเปิดการประลองสองอาณาจักรขึ้น ณ บัดนี้…
การประลองเริ่มได้ !!!"…
การประลองระหว่างสองอาณาจักรไม่ว่าใครก็สามารถเข้าร่วมได้ทั้งนั้น เพราะอย่างไรดาวลีฟานก็มีอยู่แค่สองอาณาจักรอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นผู้คนที่เข้าร่วมจึงมีมากมายมหาศาล
นี่ทำให้ต้องมีการคัดออกในรอบแรกๆ ที่คัดออกทีละเยอะๆ
และการประลองก็จะเหมือนเดิมทุกๆ ปี จึงไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรมากมายนัก
แค่มีผู้แข็งแกร่งคอยเฝ้าดูอยู่ ก็สามารถเริ่มต้นได้ทันที และการคัดออกรอบแรกนั้น ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไรนัก นั่นก็คือการ "วิ่ง"
มันเป็การวิ่งขึ้นูเาที่สูงที่สุดภายในดาวลีฟาน โดยการวิ่งขึ้นไปให้ถึงยอดเขา และแตะไปที่ป้ายสัญลักษณ์ที่เขียนว่า "สองอาณาจักร"
ซึ่งทันทีที่ัักับป้ายนั้น ผู้ที่แตะก็จะถูกเคลื่อนย้ายทางไกลกลับมาที่สนามประลองทันที ซึ่งการเคลื่อนย้ายทางไกลนี้รองรับได้แค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้นหากคนที่หลุดจากหนึ่งร้อยอันดับไปแตะเข้า ก็จะถูกย้ายไปที่นอกสนามประลองในที่นั่งชมที่เตรียมเอาไว้ให้ผู้เข้าแข่งขันโดยเฉพาะ และวิธีที่จะเข้าสู่สนามประลองได้นั้นก็มีแค่เพียงวิธีนี้เท่านั้น หากผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการประลองไปแตะเข้ากับป้าย มันก็จะไม่เกิดผลอะไร เพราะผู้ที่เข้าร่วมประลองทั้งหมดได้ถูกผู้นำปฐกาน ร่ายคาถาใส่ไว้ภายในตัวแล้ว และคาถานี้ก็จะตอบสนองกับสัญลักษณ์สองอาณาจักร และนี่คือวิธีที่ใช้ในการคัดคนออกเป็จำนวนมากนั่นเอง…
เวลาผ่านไปได้ราวๆ สามวันในที่สุดผู้คนก็เริ่มเข้ามานั่งจับจองที่นั่งของตนกันแล้ว เพราะหากมาช้ากว่านี้คงไมเหลือที่ให้นั่งชมการประลองแล้ว ส่วนเวลาที่ผู้เข้าร่วมการประลองจะสามารถไปถึงยอดเขาได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์นั้น ก็คือเจ็ดวันซึ่งก็คนที่ทำได้ก็คือคือคนที่าาทั้งสองพูดถึงก่อนหน้านี้นั่นเอง เขาคนนั้นมีนามว่า "สุริกันธา"
เพียงแต่ว่าเวลานี้นั้นจู่ๆ ก็ดันปรากฏแสงอาคมเคลื่อนย้ายขึ้นมาเสียได้…
"เดียวนะ… นี่มันอะไรกัน ? นี่มันพึ่งผ่านไปได้แค่สามวันเองนะ นี่มีคนขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วงั้นรึ"
ปฐกานกล่าวขึ้นอย่างตกตะลึง…
"คนผู้นี้คือใครกัน ? หรือว่าเป็ธาชินท์ ไม่… ต่อให้เป็ธาชินท์ก็ไม่น่าจะเร็วได้ขนาดนี้นะ"
ธาสินกล่าวต่อด้วยท่าทางตกตะลึงด้วยเช่นกัน
"ดูท่าว่าในครั้งนี้จะมีตัวตนระดับสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาแล้วสินะ ?"
ภายันท์เองก็ตกละลึงเป็อย่างมาก
"เหอะ… ถึงไม่รู้ว่ามันเป็ใครก็เถอะ แต่ก็คงมีดีแค่วิ่งเร็วแค่นั้นแหละ มันจะไปเทียบเคียงอัครฉินลูกของข้าได้ยังไง"
อัครษาญพ่นลมออกจากจมูก และได้กล่าวออกมาด้วยท่าทางไม่ยอมรับ ต่างจากคนอื่นๆ
หลังจากแสงอาคมเคลื่อนย้ายดับลงก็เผยกายของบุคคลผู้นั้นขึ้นมา เขาเป็บุรุษอายุราวๆ 16-17 ปี
สวมชุดคลุมสีดำ และมีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่มันกับไร้อารมณ์ราวกับไม่เหลือความรู้สึกอะไรอยู่อีกแล้ว…
รอบกายของเขามีไอความมืดล่องลอยอยู่รอบๆ เมื่อรวมเข้ากับใบหน้าไร้อารมณ์ ก็ได้กลายเป็น่าหวาดกลัวแทน…
"าานิรวาน ดูท่าเด็กคนนี้คงต้องเป็ของท่านจริงๆ นั่นแหละนะ ไอความมืดที่ลอยอยู่รอบๆ นั่นมันเป็ธาตุความมืดไม่ผิดแน่นอน !!!"
าาชีวาลัยกล่าวขึ้นด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย
าานิรวานพยักหน้าเห็นด้วยกับาาชีวาลัย
"ถึงแม้จะไม่บริสุทธิ์เท่าใดนัก แต่การที่คนธรรมดาที่ไม่มีสายเืราชวงศ์ของข้า กลับใช้ธาตุความมืดได้นั้น มันนับได้ว่าเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่งนัก… และบุคลิกนั่นก็ดูเหมาะสมที่จะเป็หนึ่งในนักฆ่าของราชวงศ์นิรวาณข้าเป็อย่างมากด้วยเช่นกัน"
"ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย าานิรวาณ"
าาชีวาลัยกล่าวแสดงความยินดีทันที
ตัดมาที่สนามประลอง
"ผู้นำปฐกาน เด็กคนนั้นเป็ใครกันน่ะ ท่านพอจะรู้จักเขาไหม ?"
ผู้นำภาชิน์กล่าวถาม
ปฐกานส่ายหน้า
"ไม่รู้จัก แต่ดูท่าจะเป็เด็กที่พวกเราคาดหวังกันนั่นแหละ…
แต่ดูทรงแล้วเด็กนี่คงจะต้องได้เข้าร่วมกับราชวงศ์นิรวาณอย่างแน่นอน ต่อให้แม้ว่าเขาจะมีความแข็งแกร่งเพียงน้อยนิดก็ตาม"
อัครษาญพยักหน้าเห็นด้วย
"ถ้าอย่างงี้ ก็หมายความว่านอกจากเด็กคนนี้ที่เหลือพวกเราก็มีสิทธิที่จะเลือกตัวได้แล้วสินะ ?"
ผู้นำธาสินกล่าวถาม
"ถูกแล้ว การที่สองราชวงศ์จะเลือกตัวคนผู้หนึ่งเพื่อเข้าร่วมราชวงศ์นั้นไม่เคยมีมากกว่าหนึ่งคนมาก่อน"
หลังจากปฐกานกล่าวจบก็ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับบุรุษผู้นั้นทันที
"เ้าหนูเ้ามีนามว่าอะไร ?"
บุรุษผู้นั้นหันหน้ามามองผู้นำปฐกานอย่างไร้อารมณ์แล้วจึงกล่าวนามของตนออกมา
"ข้ามีนามว่าชิน"
หลังจากกล่าวนามของตนอย่างไร้อารมณ์แล้ว เขาก็หันกลับไปทางเดิมและไม่พูดอะไรออกมาอีก…
"เ้าเด็กนี่ช่างเยอหยิ่งเสียจริง"
ผู้นำธาสินกล่าว
"หากเ้าเด็กนี่แข็งแกร่งพอย่อมสามารถที่จะทำตัวเย่อหยิ่งได้อยู่แล้ว แต่ว่านั่นมันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งหรอกนะผู้นำธาสิน"
ผู้นำอัครษาญกล่าวตอบด้วยแววตาครุ่นคิด…
เวลาได้ผ่านไปได้ราวๆ ห้าวัน ในที่สุดก็มีอีกคนมาถึงแล้ว คนผู้นี้ก็คืออัครฉิน ลูกชายคนโตของอัครษาญ
"แปดวันงั้นรึ ? นี่ข้าคงมาถึงเป็คนแรกสินะ"
อัครฉินกล่าวขึ้นมาอย่างเย่อหยิ่ง…
"รฉิน… เอ่อ… เ้ามาถึงเป็คนที่สอง"
อัคคีผลาญกล่าวตอบต่อลูกชายของตนอย่างเขินอาย…
"ว่าไงนะท่านพ่อ… นี่ข้ามาถึงเป็คนที่สองเนี่ยนะ ? ใครกันที่บังอาจมามีอันดับเหนือกว่าข้าอัครฉินผู้นี้ได้ !!!"
หลังจากกล่าวจบ อัครฉิน ก็มองซ้ายมองขวาเพื่อหาตัวบุคคลผู้ที่ได้อันดับหนึ่งทันที หลังจากที่เขามองเห็นชินในครั้งแรก อัครฉินก็ใในไอความมืดของชินไปครู่หนึ่ง…
"เหอะ… เ้าก็คือเด็กน้อยที่วิ่งเล่นได้เร็วนิดหน่อยคนนั้นรึ ? เ้าจงภาวนาให้ไม่เจอข้าใน่การประลองต่อสู้ก็แลัวกัน ไม่งั้นข้าจะทำให้เ้าวิ่งไม่ได้อีกไปตลอดชีวิตเลย"
หลังจากอัครฉินพูดจบเขาก็มองชินที่แสดงสีหน้าไร้อารมณ์ไปพักใหญ่การที่ชินไม่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยนิดนั้น ทำให้อัครฉินรู้สึก
หงุดหงิดเป็อย่างมาก แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่นั่งสงบอารมณ์อย่างยากลำบาก…
แต่ไม่ใช่แค่อัครฉินเท่านั้นที่รู้สึกหงุดหงิด อัครษาญเองก็ไม่ต่างกัน เดิมทีถึงแม้อัครฉินจะทำท่าทางเช่นนี้เขาก็คงไม่หงุดหงิด และอาจกล่าวชมเชยเสียด้วยด้วยซ้ำ…
แต่ชินคือผู้ที่จะได้เข้ากับราชวงศ์นิรวาณอย่างแน่นอนแล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่รู้ว่ามันจะไปทำให้าานิรวาณ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาหรือไม่ ?
ตอนนี้ตนจึงรู้สึกเคร่งเครียดเป็อย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะตน ก็คือคนที่สนับสนุนลักษฌะนิสัยเช่นนี้ของอัครฉินด้วยตัวเอง… เขาจึงได้แต่นั่งสงบๆ อยู่กับที่ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไม่นานนักก็เริ่มมีคนมาถึงมากขึ้นมีทั้ง ธาชินท์ และ ธายาทคนอื่นๆ ของผู้นำขุมอำนาจระดับสูง รวมถึงผู้ที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้ามาก่อนเหมือนชินเช่นกัน เนื่องจากผู้คนที่มาถึงทำได้เพียงแค่นั่งรอ จึงทำให้แต่ละคนเริ่มที่จะสังเกตกันและกันมากขึ้น
และแทบจะทุกคนที่เห็นชินในคราวแรกล้วนแล้วแต่ตกตะลึงในไอความมืดของเขาจนต้องจับจ้องอยู่นาน…
หลังจากที่มีคนมาถึงครบหนึ่งร้อยคนแล้ว ก็จะทำการเริ่มการประลองรอบที่สองต่อทันที นั่นก็คือการต่อสู้ของคนหนึ่งร้อยคนพร้อมกันเพื่อที่จะคัดให้เหลือห้าสิบคน และทันทีที่ประกาศเริ่มการประลองรอบที่สอง อัครฉินที่อนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก็ได้เริ่มเข้าจู่โจมชินโดยทันที จนสร้างความตกตะลึงแก่ผู้คน
"ข้าจะทำให้ใบหน้าไร้อารมณ์นั่นของเ้ากลายเป็ไร้ใบหน้าแทนซะ !!!"
พลังเปลวเพลิงที่ร้อนแรงได้ะเิออกมาจากมือซ้ายของอัครฉิน มันกลายเป็ลูกบอลเพลิง และพุ่งเข้าหาใบหน้าของชินโดยทันที
แต่ดูเหมือนชินจะไม่สนใจลูกบอลเพลิงนั่นเลยแม้แต่น้อย…
เขาได้ะโขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นก็ควบกลั่นไอความมืดรอบๆ ตัวเองให้กลายเป็โซ่ห้าสิบเส้น จากนั้นเขาก็ปล่อยพวกมันทั้งหมดพุ่งเข้าไปรัดผู้คนจำนวนห้าสิบคน
จากนั้นเขาก็ออกแรงดึงกระชากคนเ่าั้ให้ตกลงจากสนามประลองไปโดยทันที…
ภาพเหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงแก่ผู้คนทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่าาทั้งสอง
การควบคุมพลังธาตุนี้ดูเหมือนจะเหนือล้ำกว่าระดับความเข้ากันได้ของธาตุสองในสิบส่วนไปไกลลิบ
นี่คือความเข้ากันสามในสิบส่วน !!!
ในการประลองรอบที่สองนั้น การตกจากสนามประลองถือได้ว่าเป็การพ่ายแพ้เช่นกัน ทำให้รอบที่สองนี้จบลงไปอย่างรวดเร็ว…
"าานิรวาณ ในประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยมีใครที่ทำแบบนี้มาก่อนเลยนะ… โจมตีผู้คนห้าสิบคนพร้อมกันเพื่อให้จบการประลองโดยทันที…"
าาชีวาลัยกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง
"การทำแบบนี้ไม่เคยมีใครคิดจะทำจริงๆ เพราะคนเ่าั้คงคิดว่ามันสิ้นเปลืองพลังธาตุมากเกินไป
แต่เ้าเด็กนั่นดันฉวยโอกาสที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีใครทำอะไรแบบนี้ โจมตีทีเผลอทำให้คนเ่าั้ล่วงหล่นลงจากลานประลองไปอย่างง่ายดายโดยที่ใช้พลังเพียงแค่เล็กน้อย… ข้าคงจะโชคดีจริงๆ อย่างท่านว่านั่นแหละาาชีวาลัย"
าานิรวานเองก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน…
ด้านสนามประลอง หลังจากผู้คนหายตกตะลึงแล้ว
ผู้นำปฐกาน ก็ทำการประกาศจบการประลองรอบที่สองลงทันที…
นี่ทำให้อัครฉินที่คิดจะโจมตีชินอีกครั้ง ก็ต้องกลับมาอดทนอีกรอบจนธาตุไฟของเขาเริ่มจะรุกไหม้พื้นที่รอบๆ แล้ว..
เนื่องจากการประลองรอบสองนั้นจบลงเร็วเกินไป จึงได้ทำการเริ่มการประลองรอบที่สามต่อโดยทันที
การประลองรอบที่สามนั้นจะเป็การประลองแบบกลุ่มโดยการนำผู้คนทั้งห้าสิบคนมาแบ่งกันกลุ่มกัน กลุ่มละห้าคนแบ่งเป็สิบกลุ่ม
โดยจะเป็การต่อสู้แบบกลุ่มห้าต่อห้า กลุ่มที่หนึ่งต้องเจอกลับกลุ่มที่สอง กลุ่มที่สามต้องเจอกลับกลุ่มที่สี่ กลุ่มที่เจ็ดต้องเจอกลับกลุ่มที่แปด และกลุ่มที่เก้าต้องเจอกลับกลุ่มที่สิบ กลุ่มที่แพ้จะต้องออกจากการประลอง และกลุ่มที่ชนะจะต้องไปต่อสู้กับผู้ชนะอีกกลุ่มนึง จนเหลือแค่สองกลุ่ม
และสองกลุ่มนี้จะต้องต่อสู้กันเอง
กลุ่มที่ชนะจะผ่านสู่รอบเข้าสู่รอบถัดไปโดยทันที ส่วนกลุ่มที่แพ้จะต้องมาสู้กับ กลุ่มที่ชนะจากกลุ่มที่ห้า และหก สองกลุ่มนี้ก็คือสองกลุ่มโชคดี เพราะพวกเขาต้องต่อสู้แค่สองรอบเท่านั้น หากชนะทั้งสองรอบก็จะผ่านสู่รอบสุดท้ายทันที และการแบ่งกลุ่มก็ได้เสร็จสิ้นเป็ที่เรียบร้อย…
แต่ว่าดันมีกลุ่มๆ นึงที่น่าใเป็อย่างมาก นั่นคือกลุ่มที่ห้าเพราะกลุ่มนี้นั้นดันมีแต่ผู้มากด้วยความสามารถ ได้แก่ ชิน อัครฉิน ธาชินท์ ภาลิณ และ ปฐจินทร
ภายในกลุ่มห้าคนนี้ สี่คนมาจากขุมอำนาจระดับสูง และล้วนแล้วแต่เป็ทายาทของผู้นำขุมกำลังทั้งหมด… ส่วนอีกคนก็คือชิน อันดับหนึ่งของทั้งสองรอบก่อนหน้านี้… การร่วมกลุ่มของกลุ่มนี้มันช่างบังเอิญอย่างสุดๆ จนผู้คนคิดว่าพวกผู้นำขุมกำลังระดับสูงนั้นจัดขึ้นเอาเองเสียด้วยซ้ำ… แต่พวกเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้ทันที เพราะสองาาผู้ยิ่งใหญ่เป็ผู้รับรองเื่เกี่ยวกับการประลองทั้งหมด
และเื่นี้เองก็ทำเอาสองาาแปลกใจ สี่ผู้นำมึนงงกันพักใหญ่กันเลยทีเดียว…