ปลายเดือนเจ็ดองุ่นที่ไร่เเปดหมู่ของตระกูลจูทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้านสุกมากเเล้วเเม้องุ่นจะไม่ได้สุกพร้อมกันหมดทว่ามันก็มากพอจนคนสองสามคนเก็บไม่ไหว องุ่นพวกนี้ถูกนางเเอบเอาผงวิเศษมาละลายน้ำล่อเลี้ยง ลูกจึงดกอีกทั้งพวงใหญ่มากอีกด้วย ปกติองุ่นไม่เป็ที่รู้จักเพราะมันเกิดในป่าลึกพวกชาวบ้านไม่รู้ว่ากินได้หากมิใช่ตอนนั้นนางนำมาทำเหล้าหมักครอบครัวของนางเองก็ยังไม่รู้เลยว่าลูกผูเถา(องุ่น) คืออันใด ผูเถาในป่าลูกเล็กกว่าที่นางปลูกมากลูกในป่านั้นขนาดเท่าหัวนิ้วก้อยส่วนที่สวนนางนั้นลูกขนาดเท่าหัวน้ิวโป่งผู้ใหญ่!!
โรงหมักเหล้ามีคนงานในตอนนี้สิบห้าคนโกดังเก็บเหล้าก็ขยายให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆถึงเเม่ผงวิเศษจะย่นระยะเวลาการหมักเหล้าให้เร็วขึ้นเเต่ถึงอย่างนั้นมันก็ต้องรอถึงสามสี่เดือนฉะนั้นจึงต้องหมักไว้ให้มากๆอานาคตเปิดโรงเหล้า เหล้ายามนั้นเหล้าจึงจะไม่ขาดโกดัง อีกทั้งเหล้าหมักยิ่งเก็บไว้นานยิ่งรสชาติดีไม่ใช่หรือเพียงดูเเลรักษาโกดังให้ดีห้ามอับชื่นจนเกินไปก็ใช้ได้เเล้ว
องุ่นพวกนี้นำต้นมาลงดินเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิเพียงเจ็ดเดือนก็เก็บเกี่ยวได้เเล้ว เเต่หากชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีสูตรโกงเช่นผงวิเศษของนางก็คงเเปดเก้าเดือนกระมัง เช่นสวนของเจิ่นเป่าหนิง ท่านลุงเจิ่นตัดสินใจเเบ่งที่ดินที่ทำไร่ข้าวสาลีมาปลูกผลไม้ถึงสิบหมูเลยทีเดียว
เื่ขายนั้นไม่อยากปลูกได้ก็ขายให้โรงหมักเหล้าของนางเเม้โรงหมักเหล้าจะจำหน่ายเหล้าน้อยมากหากเทียบกับกำลังผลิต เพราะจูชิงลางนั้นตัดสินใจขายให้เถ้าเเก่ตงเดือนละสี่ไห เป็เหล้าบ๊วยระดับพิเศษตามข้อตกลงของน้องสาวที่ให้ไว้กับเถ้าเเก่ตง นอกจากนี้ก็มีจำหน่ายให้กับหอรื่นเริงในเมืองห้าหกเเห่ง นี่เป็กลยุทธ์ยืมมือผู้อื่นกระจายชื่อเสียงให้คนรับซื้อเล่านั้นขายเเละเเพร่กระจายคำเล่าลือเกี่ยวกับเหล้าของเราเมื่อถึงเวลาเปิดร้านรวงเป็ของตนเองยังจะกลัวไม่มีลูกค้าอีกหรือ? เช่นนั้นจึงจำเป็ต้องทำเหล้าไว้หลากหลายชนิดเเละหมักให้มากๆ
หมู่บ้านถังซานชาวบ้านเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นบางคนเคยออกทะเลหาปลาก็เปลี่ยนมาเก็บผลไม้ต่างๆในป่ามาขายให้เเก่ตระกูลจู สมุนไพรชนิดต่างๆเองชาวบ้านก็นำมาขาย ในบางคราจูเฟยหยายังได้นำตำราสมุนไพรที่ในนั้นมีภาพต้นสมุนไพรเเปลกๆที่ชาวบ้านไม่รู้จักมาให้ดูอีกด้วย ทำให้สมุนไพรที่นำมาขายนั้นหลากหลายชนิด
"คุณหนูขอรับ...เถ้าเเก่ตงส่งคนมาขอพบท่านตอนนี้รออยู่ห้องไผ่!" เฟยหยาที่กำลังเขียนรายชื่อสมุนไพรวางพู่กันลงก่อนจะหันกลับไปพูดเสียงไม่ดังมากนัก
"ฮ่าวตู่เ้าให้คนเตรียมชาเข้าไปด้วย!" เรืิอนไผ่เป็เรือนเล็กเเยกออกต่างหากไว้คอยเป็ที่รับเเขก รอไม่ช้าเฟยหยาก็ออกเดินมาถึงเรือนไผ่
เป็บ่าวคนสนิทของเถ้าเเก่ตงเขาคาระคุณหนูจูก่อนจะพูดถึงธุระที่เถ้าเเก่ตงฝากความมาถึง เื่ที่เ้านายฝากถึงข่อนข้างน่าใเล็กน้อยเเต่เขาเชื่อว่าคุณหนูจูจะเข้าใจเื่ราวได้ ก่อนหน้านี้จูเฟยหยาเคยไปเรียนจับชีพจรฝังเข็มกับเถ้าเเก่ตงมาระยะหนึ่งอีกทั้งนางยังเคยพูดถึงเื่การเเพทย์ของชาวอิงกั๋วให้เถ้าเเก่ตงฟัง ตอนนั้นเถ้าเเก่ตงไม่เชื่อว่าคนเราสามารถผ่าหน้าท้องหรือเนื้อคนเพื่อรักษาส่วนที่อยู่ข้างในได้เเล้วยังมีชีวิตต่ออีก
ตอนนั้นนางเพียงนึกพิสูจน์ให้เห็นจึงจับกระต่ายตัวหนึ่งมาทำการผ่าตัดม่ามของมันเเละรักษามันให้กลับมามีชีวิตได้ตอนนั้นเถ้าเเก่ตงทั้งใทั้งตกตะลึงเขาคิดว่ากระต่ายถูกผ่าเอาม่ามออกเเล้วเอากลับใส่เข้าไปก็คงจะไม่รอดอยู่ดีทว่าความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าเถ้าเเก่ตงเเล้วไม่อยากเชื่อหรือ? ก็เห็นด้วยตาเเล้ว
ถึงเเม้จะเป็การรักษา! ทว่ากับคนในยุคนี้ความเชื่อเื่ภูติผีปีศาจยังคงมีอิทธิพลในใจของผู้คน การเอามีีดผ่าช่องท้องคนหรือผ่าส่วนใดส่วนหนึ่งเป็สิ่งที่คนบางกลุ่มไม่ยอมรับดีไม่ดีอาจมองนางเป็ปีศาจก็ว่าได้ เื่นี้เถ้าเเก่ตงเองก็เตือนนางเช่นกันว่ากับเขาถึงเเม้จะร่ำเรียนเเค่ระยะเวลาเดียวทว่าก็นับเป็อาจารย์ครึ่งตัวพูดได้ทำให้เห็นได้เเต่กับคนอื่นห้ามทำ!!
นี่จึงทำให้นางใเหตุใดคนที่บอกนางห้ามเผยวิชาเเพทย์พวกนี้ให้คนอื่นดูจึงเป็ฝ่ายเอ่ยปากขอนางเสียเองล่ะ เเล้วคนที่ให้นางรักษานั้นใครกัน?
"ท่านพูดจริงหรือ!!"บ่าวคนสนิทเถ่าเเก่ตงพยักหน้าก่อนจะพูดอธิบายต่ออย่างใจเย็นพยายามให้คุณหนูจูฟังเข้าใจอย่างเเน่ชัดก่อนจะจัดการตัดสินใจ
" คนผู้นี้เป็ก้อนเนื้อในท้องมานานเเล้วทว่าครึ่งปีมานี้อาการทรุดลงคาดว่า! อาการของเขายากจะรักษา!! ก่อนหน้านี้ก็เคยรักษากับหมอมากฝีมือมากมายหากเเต่จนปัญญา ยาต้มเล่านั้นไม่ได้ผล ตอนนี้มีเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่คว้าได้! คุณหนูนายท่านได้เเจ้งเเก่คนฝั่งนั้นเเล้วว่าท่านเป็เพียงเด็กน้อยเก้าขวบ! พวกเขาไม่ติดใจอย่างไรเสียคนผู้นั้นก็คงจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน หากมีทางให้เสี่ยงพวกเขายินยอมอีกทั้งหากเกิดอะไรขึ้นจะไม่โทษคุณหนูอย่างเเน่นอน!!..คุณหนูได้โปรดตัดสินใจ!!" บาวคนสนิทโคกคำนับหนึ่งครั้งนายท่านเก็บเขามาเลี้ยงเป็ผู้มีพระคุณของเขายามนี้ผู้มีพระคุณของนายท่านตกที่นั่งลำบากเขาย่อมไม่อาจละเลย
มองมือที่สั่นเทาของตนเองเเล้วนางรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย ในโลกที่ไม่มีเเม้กระทั้งถังออกซิเจนหรือเครื่องอำนวยความสดวกในห้องผ่าตัดนางจะทำได้หรือไม่กันนะ? หากนางลองรักษาดูไม่เเน่อาจพิสูจน์ได้ว่านางสามารถช่วยชีวิตคนในโลกหล้าหลังเช่นนี้ได้
"ข้าเข้าใจเเล้วข้าจะทำ..เเต่ว่าเขาป่วยมานานปีข้าจะเขียนเทียบยาให้เขากินสัก7-8วันปรับสภาพร่างกายเขาหลังจากนั่นจึงจะรักษา!"
บ่าวคนสนิทเถ้าเเก่ตงรับห่อยาเเละเทียบยาที่เฟยหยามอบให้ก่อนจะลากลับ ยานี่ห่อใหญ่มากคำกำชับของคุณหนูจูก็ยาวเสียยิ่งกว่ายาวหากไม่รีบกลับเกรงว่าที่ท่องอยู่ในใจคงหลงลืมเเน่เเล้ว!
จูเฟยหยาสงบสติอารมณ์ไม่สบายใจก่อนจะเข้าไปบอกกล่าวจูหยางเหล่ยผู้เป็พ่อว่านางจะพาคนไปเก็บผูเถา(องุ่น)ที่ไร่เเปดหมู่ จูหยางเหล่ยวางพู่กันในมือก่อนจะกล่าวกำชับประโยคหนึ่ง
"หยาเอ๋อไปช่วยเก็บได้เเต่งานใช้เเรงก็ให้เว่ยอี้ทำเเทนเ้าเถอะมีบ่าวไพร่อยู่ไม่จำเป็ต้องลำบากด้วยตนเอง!!" เว่ยอี้เด็กคนนั้นยกโม่หินได้ราวกับยกปุยนุ่นมีนางอยู่หยาเอ๋อคงไม่ต้องกังวลว่าจะเหนื่อย
เดิมทีก็เป็เช่นนี้ลูกหลานคนมีฐานะในเมืองหลวงใครไม่มีบ่าวไพร่ไว้ใช้เเรงงานมาก นึกถึงสมัยก่อนตอนที่ตระกูลจูสายตรงยังคงรากฐานร้อยปีอยู่ในเมืองหลวงพี่สาวคนโตเขาเองก็มีสาวใช้คอยปรนนิบัติถึงเเปดคนภายหลังเเต่งงานไปอยู่เเดนไกลก็ไม่รู้ว่าเป็อย่างไร!
หลังจากนั้นเขาเองก็เเยกครอบครัวออกมาอยู่จวนใหม่ตนเองเเม้ยามนั้นจะเป็เพียงบัณฑิตที่ยังรั้งรอตำเเหน่งขุนนาง ในจวนก็ยังมีบ่าวไพร่เต็มจวนไม่ใช้หรือ หากไม่มีภัยาครอบครัวคงไม่ต้องตกมาเป็เช่นนี้ ตระกูลจูสายตรงเพราะท่านลุงเขาเป็ขุนนางใหญ่จึงถูกสั่งปะาพร้อมกับฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนตระกูลจูสายตรงล่มสลายคนที่เหลือรอดก็หายสาบสูญ!!
. ไม่รู้จะนับเป็ความโชคดีในโชคร้ายหรือไม่ที่ตอนนั้นเขาเเยกจวนออกมาก่อนจึงพอมีหนทางพาลูกๆเเละภรรยาหนีรอด!!
จูหยางเหล่ยคิดถึงความหลังนานไปตื่นจากภวังค์ลูกสาวตัวน้อยของเขาก็หายออกไปจากห้องเสียเเล้ว ว่าจะถามเื่ที่เถ้าเเก่ตงส่งคนมาสักหน่อยว่าเื่เป็มาอย่างไร ทว่าคนไม่อยู่เเล้วจะถามกับใครเล่า จูหยางเหล่ยหยิบพู่กันมาจุ่มมึกก่อนจะเขียนเรียบเรียงบัชชีการค้าให้ลูกสามอีกเเรง!!
จูหยางเหล่ยเลิกไปสอนนักเรียนที่หมู่บ้านใกล้ๆเเล้วตอนนี้งานรัดตัวลูกชายสองคนของเขาทั้งเ้าใหญ่เเละเ้าสาม เด็กสองคนนี้อีกคนอายุ16ส่วนอีกคนก็เพียง15ปีเท่านั้นเขาไม่ไว้ใจให้ลูกทั้งสองคนต้องเผชิญปัญหาต่างๆเเล้วเเก้ไขเพียงพวกเขาเท่านั้นจึงอยากอยู่เป็ที่ปรึกษาส่วนเ้ารองตอนนี้ก็อยู่ที่เจ๋อโจวเเล้ว เจ๋อโจวเป็เเหล่งความรู้มากคนมีความสามารถเ้ารองไปร่ำเรียนที่นั่นย่อมเป็เื่ดี เพียงเเต่หากไม่มีรากฐานให้เขา คิดว่าภายพาคหน้าได้เป็ขุนนางก็คงมิมั่นคง หากเสร็จเื่กิจการเื่ซื้อจวนเเล้วจูหยางเหล่ยก็คิดจะเปิดสถานศึกษาไว้เป็ฐานให้เเก่ลูกชายคนรอง สำหรับการค้าของลูกสามทำให้มีเงินมากก็จริงเเต่ว่าเเต่ไหนเเต่ไรอาชีพค้าขายก็เป็อาชีพที่ผู้คนดูถูกเช่นนั้นเเล้วไม่ดีต่อเ้ารองที่จะสอบเป็ขุนนางอย่างเเน่นอน
ในตอนนี้พึ่งจะสายเเดดไม่นับว่าร้อนเฟยหยาพาฮ่าวตู่เเละเว่ยอี้ตามด้วยคนงานอีกเจ็ดเเปดคนหาบกระบุงมาที่ไร่ ตอนนี้อากาศค่อนข้างสดชื่น เหมาะเเก่การค่อยๆเดินชมธรรมชาติไปเรื่อยๆนางจึงไม่ได้เร่งรัดคนงาน
เหล่าคนงานเองก็ไม่ได้รีบร้อนอยู่เเล้วในเมื่อคุณหนูไม่รีบพวกตนจะรีบไปทำไมกลุ่มเด็กสาวสองสามคนจึงเดินชี้นกชี้ไม้พูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุขส่วนคนงานอื่นมีอายุหน่อยก็มองนกมองไม้สำรวจดูท้องไร่ท้องนาอย่างสนอกสนใจ
"คุณหนูเ้าค่ะนี่คือต้นมันเทศที่เขาพูดถึงกันใช่หรือไม่..ที่เเท้ต้นมันก็เป็เช่นนี้!" นางเป็ลูกทาสจำความได้ก็อยู่ที่โรงค้าทาสเเล็วพืชไร่ต่างเคยได้ยินเพียงเเต่ชื่อเลยอดจะถามคุณหนูที่เดินนำหน้าอย่างตื่นเต้นไม่ได้
เฟยหยาไม่ได้ถือสาความช่างคุยของนางมองดูต้นพืชที่อยู่ในท้องไร่ที่เด็กสาวชี้เเล้วนางก็อดจะรู้สึกขบขันไม่ได้ในโลกนี้มีใครเเยกไม่ออกระหว่างต้นข้าวโพดกับต้นมันเทศบ้าง
"ต้นที่เ้าชี้คือข้าวโพด! ต้นมันเทศที่เ้าถามถึงอยู่เเปลงนู้นต่างหาก!" เฟยหยาชี้มือไปอีกเเปลงหากจำไม่ผิดนั้นเเปลงของผู้ใหญ่บ้านจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้น! หึ พอนึกถึงดวงตาหรี่ยาวคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของผู้ใหญ่บ้านที่เตรียมไข่มาเยี่ยมที่บ้านเมื่อสามสี่วันก่อนเเล้วก็นึกโมโห ! เป็อันทราบดีว่าผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ดูเเคลนคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นอพยพจากไฟา บ้านนางตอนมาตั้งรกรากใหม่ที่นี่ก็โดนไม่ใช่น้อย
เป็ที่ทราบกันดีว่าบริเวณใกล้เชิงเขานั้นเป็สถานที่อันตรายหน้าเเล้งบนูเาสัตว์ป่าอดอยากหิ้วโหยพวกหมาป่าหรือสัตว์นักล่ามักลงมาหากินบริเวณรอบๆูเา ชาวบ้านจึงไม่สร้างบ้านเรือนใกล้กับเชิงเขาอย่างไรเล่า เเต่ผู้ใหญ่บ้านกลับดึงดันจะขายเพียงที่ดินผืนนี้ อีกทั้งยังขายในราคาที่เเพงจากปกติถึงสองเท่าอาศัย่ไฟากดขี่ให้ผู้คนซื้อในราคาเกินกำหนด ส่งให้หลวงเสร็จที่เหลือก็เก็บเข้ากระเป๋าตนเอง หากไม่ใช้ว่าตอนนั้นบ้านพอมีเงินซื้ออิฐสร้างบ้านจึงพอป้องกันสัตว์อันตรายเ่าั้เเล้ว บัณฑิตที่ไม่มีเเรงเเม้จะจับไก่เช่นท่านพ่อจะเอาอะไรมาสู้หรืิอป้องกันสัตว์เ่าั้กัน !
ผู้คนในสมัยนี้นับถือคนมีการศึกษาภายหลังท่านพ่อได้ไปสอนในสำนักศึกษาเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลชาวบ้านบางคนจึงนับถือเเละญาติดีด้วยเเต่ก็มีบางครอบครัวที่ยังดูถูกดูเเคลนว่าเป็เพียง! บัณฑิตไส้เเห้ง เป็ครอบครัวใครไม่ได้นอกจากผู้ใหญ่บ้าน !
ยามนี้เห็นว่าตระกูลจูใหญ่โตขึ้นมาจึงมาประจบประแจงยกยอปอปั้นราวกับคนในตระกูลจูเป็เง็กเซียนฮ่องเต้ หึ ! จิ้งจอกเฒ่าก็ยังเป็จิ้งจอกเฒ่าอยู่วันยังค่ำ !!
(ยังไม่ได้เเก้คำผิด)
英国 (อิงกั๋ว) แปลว่า ประเทศอังกฤษ
哪 อ่านว่า หน่า แปลว่า ไหน
国 อ่านว่า กั๋ว แปลว่า ประเทศ
人 อ่านว่า เหริน แปลว่า คน
中国 อ่านว่า จงกั๋ว แปลว่า ประเทศจีน (中国人 อ่านว่า จงกั๋วเหริน แปลว่า คนจีน)
日本 อ่านว่า รื่อเปิ่น แปลว่า ประเทศญี่ปุ่น (日本人 รื่อเปิ่นเหริน แปลว่า คนญี่ปุ่น)
ส่วน 泰国 อ่านว่า ไท่กั๋ว แปลว่า ประเทศไทย (ของเราไง) ส่วน泰国人ไท่กั๋วเหริน ก็คือ คนไทย (นั่นเอง)
ส่วนคำศัพท์อีกคำ คือคำว่า 也 อ่านว่า เหย่ แปลว่า ก็...ด้วยเหมือนกัน (ขอบคุณข้อมูลจาก Google)